INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : ทิมโมตี้ อีเมน เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด

ทิมโมตี้ อีเมน เลิศสมิติวันท์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด

 

สร้าง The Best Place

รับสังคมผู้สูงอายุ

 

เซ็กเมนต์ Aging Society มีการเติบโตสูงมาก หากมองที่คนอายุ 60-79 ปี เฉพาะในประเทศไทยมีประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ยังทำงานอยู่ มีความมั่งคั่งค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตเกษียณที่ประเทศไทยด้วย นั่นทำให้ตลาดนี้มีโอกาสสูงมาก เราจึงลงทุนสร้าง จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรกที่ออกแบบทุกอย่างเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ”


ปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) ตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UN) อย่างเต็มตัว ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า หากเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นในอาเซียนแล้ว ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น และจากนี้อีก 9 ปี ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper-Aged Society)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุในประเทศไทยมีอัตราที่ก้าวกระโดดอย่างมาก และหากดูในเชิงของภาคธุรกิจ ผู้เล่นในตลาดนี้ถือว่ายังมีไม่มากนัก ถือเป็นช่วงที่อาจเรียกได้ว่า “ใครเปิดก่อน ได้เปรียบ”

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ทิมโมตี้ อีเมน เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ถึงภาพรวมตลาด Aging Society ในประเทศไทย มุมมองของผู้คนที่กำลังเปลี่ยนไป โอกาสในเชิงธุรกิจ และการขับเคลื่อนโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ สู่การเป็นตัวจริงเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ

 

ธุรกิจ Aging Society พร้อมเบ่งบาน

มุมมองการดูแลผู้สูงอายุกำลังเปลี่ยนไป

ทิมโมตี้ เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพ ทั้ง Wellness และ Healthcare ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าเซ็กเมนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วคือ Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ เป็นคนไทยที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นเกือบ 20% ของประชากรไทย และกำลังขยายเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ราว 12 ล้านคน แม้ที่ผ่านมาก็มีโรงพยาบาลเปิดใหม่ทุกปี แต่กลับไม่ได้มีโครงการ Aging Society เกิดขึ้นมากนัก นั่นจึงทำให้เห็นว่าผู้เล่นในตลาดนี้ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุในประเทศไทย

ทุกคนมองถึง Wellness หรือมองภาพรวมแบบ Wellness + Aging แต่ถ้าเจาะไปที่ด้าน Aging อย่างเดียวยังมีน้อยมาก ตอนนี้รัฐบาลเริ่มมีหลายโครงการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ทำมาเพื่อดูแลข้าราชการผู้สูงอายุ แต่ถ้าเราดูจริงๆ จะเห็นว่ายังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่มีคนดูแล”

สาเหตุที่ปัญหาผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแลขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะแนวโน้มการหย่าร้างของคู่สมรสเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อ 30 ปีก่อน ภาพของการหย่าร้างในประเทศไทยเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ว่าจะขัดแย้งกันมากแค่ไหนก็จะยอมอยู่ด้วยกัน

แต่ในยุคปัจจุบันภาพของการหย่าร้างกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนโลกฝั่งตะวันตก ซึ่งทำให้เกิดกรณีที่ แม่ หรือ พ่อ ดูแลลูกเพียงคนเดียวและต้องทำงานด้วย เพราะคู่สมรสมักจะไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้เกิดสถานะคุณพ่อ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และยังต้องดูแลพ่อแม่ด้วย ซึ่งค่อนข้างเป็นภาระที่หนักมาก ส่วนพ่อแม่ก็ไม่อยากเป็นภาระลูก สิ่งนี้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของโลกตะวันตก ที่ทำให้สังคมและมุมมองในการดูแลผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไป

คนไทยให้ความสำคัญมากกับความกตัญญู ดูแลพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไปคือ ลูกหลานมีความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุมากแค่ไหน ตัวอย่างเช่น การให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านเฉยๆ จะไปไหนต้องนั่งรถเข็นอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาคือ ผู้สูงอายุติดรถเข็น จนกล้ามเนื้อขาเสื่อมเดินไม่ได้ นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งที่เกิดจากลูกหลานหวังดีอยากให้ผู้สูงอายุสบาย แต่ไม่รู้ว่าการดูแลที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร”

ทิมโมตี้ ให้มุมมองว่า ความกตัญญูเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ควรจะต้องให้คำจำกัดความคำว่าดูแลผู้สูงอายุใหม่ เปรียบเทียบเช่น พ่อแม่ยุคปัจจุบันจะกังวลว่าลูกจะเรียนที่ไหน พยายามทำทุกทางเพื่อหาโรงเรียนที่ดีที่สุด สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดให้ลูกเพราะรักลูก แต่กลับมาที่พ่อแม่ ก็ควรใช้วิธีเดียวกันในการหาสถานที่ให้พ่อแม่ได้มีกิจกรรมทำ มีสังคมที่ดี มีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุ อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เชี่ยวชาญในการดูแล หากเจ็บป่วยก็มีแพทย์และพยาบาลรองรับ เป็นการดูแลผู้สูงอายุแบบ Preventive

หลายคนอาจเลือกใช้วิธีจ้างเจ้าหน้าที่พยาบาลมาดูแลส่วนตัว 24 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้ทำได้ยาก เนื่องจากงานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานที่หนักมาก ทำให้โอกาสที่เจ้าหน้าที่พยาบาลจะลาออกมีสูง แม้กระทั่งในโรงพยาบาลยังต้องมีการหมุนเวียนกัน ซึ่งสุดท้ายภาระหน้าที่ก็อาจไปอยู่กับแม่บ้าน ซึ่งไม่ได้มีความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุเท่าที่ควร

เซ็กเมนต์ Aging Society มีการเติบโตสูงมาก หากมองที่คนอายุ 60-79 ปี เฉพาะในประเทศไทยมีประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ยังทำงานอยู่ มีความมั่งคั่งค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตเกษียณที่ประเทศไทยด้วย นั่นทำให้ตลาดนี้มีโอกาสสูงมาก เราจึงลงทุนสร้าง จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรกที่ออกแบบทุกอย่างเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังติดปัญหาเรื่องนโยบายผู้สูงอายุที่ยังไม่ชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะเข้ามารุกในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี กลับเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยาก แม้ว่าจะมีรายได้จากระบบบำเหน็จบำนาญก็ตาม

หากรัฐบาลให้สิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยใช้รายได้จากบำเหน็จบำนาญเป็นเครื่องค้ำประกัน ก็จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถซื้อที่อยู่ หรือแม้แต่การเริ่มธุรกิจใหม่ก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สูงอายุไม่น้อยที่กลายเป็นมหาเศรษฐีตอนอายุเกิน 60 ปี ตัวอย่างเช่น ผู้พันแซนเดอส์ เจ้าของ KFC ที่สามารถขยายแฟรนไชส์ได้ทั่วโลก

 

จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้

เมืองแห่งการดูแลผู้สูงวัย

ทิมโมตี้ กล่าวว่า โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถูกสร้างเพื่อให้เป็น Wellness Community หรือพื้นที่ของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เนื่องจากในสังคมไทยนั้น ผู้คนจากต่างจังหวัดจะเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตทำงานในกรุงเทพฯ มีสังคมและเพื่อนที่ผูกพันจากการใช้ชีวิต เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เพื่อนฝูงต่างแยกย้ายกลับภูมิลำเนา การกลับมาเจอกันจึงค่อนข้างลำบาก

โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จึงให้ความสำคัญกับ Community Program เพราะทำให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพบปะสังสรรค์ กิจกรรมต่างๆ โยคะ, แอโรบิก, เปตอง, คลับหมากรุก, ไพ่นกกระจอก เพื่อทำให้ผู้สูงอายุสามารถพบเพื่อนรู้ใจในวัยใกล้เคียง มีรสนิยม และไลฟ์สไตล์เหมือนกัน ผ่านกิจกรรมที่โครงการจัดไว้ให้ในรูปแบบคลาสเรียนฟรี แต่สำหรับคนที่ต้องการทำกิจกรรมส่วนตัว เช่น ต้องการแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด หรือแม้แต่ Personal Trainer ก็สามารถใช้บริการแบบแพ็กเกจเสริมได้

ตอนนี้โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ในเฟส 1 สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ออกแบบมาในลักษณะของคอนโดมิเนียมผู้สูงวัย เปิดขายอยู่ 320 ห้อง มูลค่ารวมโครงการกว่า 5,000 ล้านบาท ในโครงการมีกำแพงรอบด้าน พร้อมมี รปภ.ดูแลตลอด ด้านในกว่า 50% ของพื้นที่โครงการเป็นสวนร่มรื่น ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านหลังใหญ่ มีโรงพยาบาลเฉพาะทางผู้สูงอายุอยู่ในพื้นที่โครงการ หากเกิดกรณีฉุกเฉินก็สามารถส่งตัวได้ภายใน 15 นาที”

ทิมโมตี้ กล่าวต่อว่า ทุกห้องจะมีปุ่มฉุกเฉินเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ ทั้งบริเวณข้างเตียงและในห้องน้ำ เมื่อกดปุ่มจะมีเจ้าหน้าที่ประจำตึกเข้าไปช่วยเหลือภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที นอกจากนั้น ในโครงการจะติดกล้อง CCTV ไว้ทั่วโครงการ มีศูนย์ควบคุมคอยมอนิเตอร์ตลอดเวลาเพื่อให้พื้นที่ในโครงการมีความปลอดภัยสูงสุด และยังมีแพทย์เฉพาะทางคอยประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุในโครงการอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งให้ญาติพี่น้องภายนอกทราบสถานะปัจจุบันอยู่เสมอ

ในการเช็กสถานะผู้สูงอายุนั้น เราจะทำอย่างละเอียด เพราะโรคในผู้สูงอายุนั้นมีความละเอียดอ่อนสูง เช่น โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเราจะมีวิธีเช็กว่าอาการแบบใดคือสัญญาณของการเกิดโรค มีการประเมินอาการโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาต่อไปให้ตรงจุดและแจ้งให้กับครอบครัวได้ถูกต้อง”

สาเหตุที่ต้องใช้แพทย์และพยาบาลเฉพาะทางเพราะผู้สูงอายุมักจะมีอุปกรณ์หลายอย่างในการดำเนินชีวิต ซึ่งแต่ละรายจะแตกต่างกัน และเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์เหล่านั้น แพทย์จะต้องประเมินได้ตรงจุดเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การใช้งานอุปกรณ์ช่วยเหลือมากที่สุด เช่น หากผู้สูงอายุมีอาการเกี่ยวกับการเดินเจ็บขา แพทย์จะเข้าไปดูแล้วว่าอาการนั้นเกิดขึ้นจากส่วนใด เช่น ข้อเท้า, เข่า, สะโพก แต่ละสาเหตุนั้นมีวิธีรักษาและใช้อุปกรณ์ในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าทุกรายที่มีอาการเจ็บขาจะใช้ไม้เท้าเหมือนกันทุกราย

ทิมโมตี้ กล่าวว่า นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุแล้ว ที่จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ยังเข้าใจในวัฒนธรรมของคนไทยด้วย เช่น การที่ลูกหลานมาเยี่ยมผู้สูงอายุ ดังนั้น ส่วนที่มีไว้อำนวยความสะดวกคนทั่วไปก็ยังมี เช่น Fitness, สนามพัตกอล์ฟ และยังมี Shuttle Bus รับ-ส่งไปถึงห้างสรรพสินค้า Siam Paragon และ Future Park โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ขยายแฟรนไชส์ออกต่างจังหวัด

ขึ้นแท่นตัวจริงด้านการดูแลผู้สูงอายุ

ทิมโมตี้ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เฟส 2 ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา เนื่องจากในช่วงที่เปิดโครงการเฟส 1 ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ที่ทั้งประเทศต้องเข้าสู่การล็อกดาวน์ เมื่อกลับมาเปิดประเทศก็เผชิญกับการระบาดระลอกใหม่ หลังจากนั้นก็เจอกับ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน ดังนั้น จึงต้องมีความรอบคอบสูง เพราะในมุมของสังคมผู้สูงอายุนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

ส่งผลให้การขยายโครงการในเฟส 2 จะต้องมีการพิจารณารณาอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่นอกจากการขยายเฟส 2 แล้ว จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ก็ยังมีการขยายธุรกิจในลักษณะของแฟรนไชส์ในต่างจังหวัดด้วย โดยจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็น Boutique Hotel เปลี่ยนโรงแรมให้เป็นศูนย์พักพิงสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรม ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการระบาดของ Covid-19 และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ชัดเจนว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาเต็มรูปแบบได้อีกครั้งเมื่อใด

ดังนั้น การจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่ทำธุรกิจโรงแรมอยู่แล้ว จะช่วยกระจายรายได้ไปสู่โรงแรมที่ไม่มีลูกค้า ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นที่พักสำหรับผู้สูงอายุ โดยทีมจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จะควบคุมมาตรฐานให้เทียบเท่ากับโครงการ และจะจัดกิจกรรมในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น จัดทริปท่องเที่ยว ไปยังโรงแรมในเครือ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งฝั่งของผู้สูงอายุเองที่จะสามารถมีกิจกรรมเพิ่มเติมนอกจากแค่การอาศัยอยู่แค่ภายในที่พัก ในขณะที่โรงแรมก็ได้รายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนนี้ เกิดการจ้างงานต่อไปได้

ทิมโมตี้ เผยต่อว่า นอกจากนี้ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ยังมีแผนที่จะใช้พื้นที่ด้านหลังของโครงการเฟส 1 อีกกว่า 80 ตารางกิโลเมตร พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวที่ดีไซน์ทุกอย่างสอดรับกับผู้สูงอายุ เนื่องจากหลังจากที่เปิดเฟส 1 ไปเต็มตัวก็เริ่มมีเสียงตอบรับมาบ้างแล้วว่าเริ่มมีความต้องการบ้านเดี่ยว เพราะผู้สูงอายุบางคนไม่ชอบอยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม

จุดแข็งของเราคือ ความเชี่ยวชาญเและความพร้อมทุกด้านที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ จากการเปิดโครงการมาตลอด 2 ปีและต้องเผชิญกับการระบาดหนักของ Covid-19 ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เราได้เรียนรู้หลายอย่างว่าทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยที่สุดต่อผู้อยู่อาศัย ทั้งในด้านอาหาร การกรองบุคคลภายนอก หรือแม้กระทั่งการปรับทัศนคติกับลูกหลานให้เข้าใจว่าโครงการเป็นอย่างไร”

ซึ่งจากกรณีทั้งหมด จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ไม่มีแบบอย่างให้ปฏิบัติตามเลย เนื่องจากเป็นโครงการแรกๆ ในประเทศ ดังนั้นประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งหมดตลอดช่วง 2 ปี จึงเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก เพราะได้เรียนรู้ความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนอย่างเหมาะสมที่สุด

ทิมโมตี้ เผยอีกว่า ในช่วงแรกที่เปิดโครงการมีลูกบ้านหลายคนมีภาวะวิตกกังวล หวาดระแวงและหงุดง่ายในแบบของผู้สูงอายุ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมาอากการเหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป นั่นหมายความว่าประสบการณ์ที่ทีมบริหารได้เรียนรู้ตลอด 2 ปี สามารถเดินมาถูกทาง ตอบโจทย์ตามสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ จนทำให้ในปัจจุบัน จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ กลายเป็นโครงการที่มีความพร้อมรอบด้านสำหรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง

อีกสิ่งหนึ่งที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ให้ความสำคัญอย่างมากคือบุคลากร ตั้งแต่ฝ่ายขาย รปภ. เจ้าหน้าที่ตามจุดต่างๆ ไปจนถึงแม่บ้าน จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากกับลูกบ้าน เพราะผู้สูงอายุบางคนไม่มีลูกหลาน เจ้าหน้าที่ทุกคนในโครงการต้องดูแลผู้สูงอายุทุกคนเหมือนเป็นลูกหลานคนหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่โครงการได้รับผลตอบรับที่ดีมาโดยตลอด หลายครอบครัวมักบอกว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาดูแลให้ความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่คนในครอบครัวมีให้กัน แม้กระทั่งผู้สูงอายุในโครงการเสียชีวิต การจัดพิธีศพก็มีเจ้าหน้าที่โครงการเข้าไปช่วยดูแลให้

เมื่อภาพเหล่านี้สะท้อนออกไปสู่ลูกบ้าน ก็จะสร้างความสบายใจ ลดความกังวลในหลายด้าน เช่นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานหลายคนกังวลว่า เมื่อเสียชีวิตแล้ว ใครจะดูแลเรื่องพิธีศพ ศพจะถูกนำไปไว้ที่ไหน จะเดือดร้อนคนอื่นหรือไม่ หรือบางคนคิดไปไกลถึงว่าใครจะมางานศพตัวเองบ้าง แต่สำหรับผู้สูงอายุในโครงการ เมื่อมีคนเสียชีวิต โครงการจัดพิธีศพให้ คนที่มาดูแลก็คือเจ้าหน้าที่ในโครงการ ซึ่งก็เป็นคนที่คุ้นเคยอยู่แล้ว และก็ยังมีกลุ่มเพื่อนในโครงการด้วย ดังนั้น ภาพที่ออกไปจึงมีความอบอุ่นเป็นกันเอง

 

ติดตามคอลัมน์ CEO Talk ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2565 ฉบับที่ 481 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi    

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt