NEWS UPDATE • RESERCH

AD สหรัฐฯเพิ่มความเสี่ยงส่งออกยางรถยนต์ไทยปี 2564 ขณะปี 2563 ต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 ทำติดลบกว่า 21%

กว่า 5 ปีแล้วที่ไทยได้รับอานิสงส์จากการทยอยเข้ามาลงทุนขนานใหญ่อย่างต่อเนื่องของผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติจีน นับตั้งแต่สหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดนำเข้ายางรถยนต์หลักของโลกได้ใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) กับจีนในปี 2558 ผนวกกับการทยอยปรับขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากจีนของสหรัฐฯจากเดิมที่ร้อยละ 3.5 และ 3.7 ขึ้นเป็นร้อยละ 25 ท้ายที่สุดในวันที่ 1 มกราคม 2562 ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจีนได้หันทยอยเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อผลิตยางรถยนต์ส่งออกจากไทยไปตลาดสหรัฐฯแทนที่ โดยเฉพาะยางอะไหล่ (REM) ยังผลให้การส่งออกยางรถยนต์ไทยสำหรับรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์ที่อยู่ในพิกัด 401110 และ 401120 ไปยังสหรัฐฯเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2558 จนปัจจุบันสหรัฐฯพึ่งพิงการนำเข้ายางรถยนต์จากไทยเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 21 และจากทิศทางการลงทุนที่ได้เข้ามาต่อเนื่องทำให้ในอนาคตไทยมีแนวโน้มจะครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯมากขึ้น

ทว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบให้บริษัทผลิตยางรถยนต์ในสหรัฐฯต้องหยุดการผลิตไปนั้น ยังผลให้สหภาพแรงงานเหล็กสหรัฐฯซึ่งได้รับผลกระทบยื่นฟ้องให้เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดกับยางรถยนต์นำเข้าจากไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม และไต้หวัน ภายใต้ข้อสังเกตว่าอาจมีการทุ่มตลาดเกิดขึ้นจากประเทศเหล่านี้ หลังช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯมีการนำเข้ายางรถยนต์จากประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งยังพบว่าจีนซึ่งเป็นอดีตคู่กรณีที่มีการฟ้องร้องเรื่องการทุ่มตลาดมาก่อนได้เข้าไปขยายการลงทุนหรือเข้าไปควบรวมกิจการยางรถยนต์ในประเทศเหล่านี้ด้วย อนึ่ง ในกรณีของไทยนั้นโดนกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาดโดยมีส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (Dumping Margin) สูงสุดในบรรดา 4 ประเทศที่ร้อยละ 106 ถึง 217.5 แสดงให้เห็นว่าราคายางรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยไปน่าจะมีระดับราคาที่ต่ำกว่ายางรถยนต์นำเข้าจากประเทศอื่นค่อนข้างมาก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าแหล่งผลิตอื่นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ โดยหากไต่สวนแล้วพบว่าผิดจริง ผู้ผลิตยางรถยนต์ในไทยที่โดนตัดสินมีโอกาสที่จะถูกสหรัฐฯกำหนดอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดที่สูงกว่าประเทศอื่นตามแต่ละบริษัทและส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางรถยนต์ไทยพอสมควร

โดยสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศให้มีการพิจารณาไต่สวนกรณีทุ่มตลาดของยางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศแล้ว ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯจะเริ่มทำการไต่สวนเบื้องต้นและหาข้อสรุปในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ว่ามีข้อบ่งชี้เพียงพอหรือไม่ว่าอุตสาหกรรมยางรถยนต์สหรัฐฯได้รับความเสียหายหรือมีแนวโน้มจะเสียหายจริง เพื่อนำไปสู่กระบวนการไต่สวนต่อไป โดยในกรณีที่มีข้อบ่งชี้เพียงพอทางกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการไต่สวนต่อและคาดว่าจะได้ผลสรุปเบื้องต้นในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งถ้าหากสรุปผลเบื้องต้นว่ามีความผิด ซึ่งจะพิสูจน์เป็นรายบริษัท หน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯจะเรียกเก็บเงินตามความเหมาะสมจากบริษัทที่นำเข้ายางรถยนต์ยี่ห้อที่มีความผิดจากทั้ง 4 ประเทศมาไว้ที่หน่วยงานก่อนระหว่างรอผลการไต่สวนในขั้นสุดท้ายว่ามีความผิดจริงซึ่งมีกำหนดไว้เบื้องต้นว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มกราคม 2564 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม กรณีที่พิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมยางรถยนต์สหรัฐฯไม่ได้รับผลกระทบ การสืบสวนดังกล่าวก็จะตกไปและไม่มีการถูกเรียกเก็บภาษี

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะมีบริษัทใดในไทยบ้างที่ต้องโดนปรับขึ้นภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดและในระดับใด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินแนวโน้มเบื้องต้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากประเด็นดังกล่าว ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

หากผู้ผลิตยางรถยนต์ในไทยโดนขึ้นภาษี AD ในสหรัฐฯ...ผลกระทบที่เกิดแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้ผลิต

แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าจะมีบริษัทในไทยที่จะโดนข้อกล่าวหาการทุ่มตลาดบ้างหรือไม่ แต่เนื่องจากสภาพการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน ทำให้ในกรณีหากโดนเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด ระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่เหมือนกัน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้แยกพิจารณาผลกระทบตามกลุ่มบริษัทดังนี้

  • กลุ่มบริษัทที่ไม่น่าจะมีประเด็นด้าน AD ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจและเป็นที่รู้จักในระดับโลกมาอย่างยาวนาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่สัญชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนราวร้อยละ 30 ของการส่งออกยางรถยนต์ไทยไปสหรัฐฯ และมีตลาดรองรับในประเทศทั้งที่ส่งเข้าโรงงานประกอบรถยนต์และยางอะไหล่ รวมถึงมีฐานการผลิตกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก ลักษณะการดำเนินงานของแต่ละบริษัทมีการวางกลยุทธ์และจัดสรรห่วงโซ่อุปทานของแต่ละประเทศฐานการผลิตที่ชัดเจนและมีมาตรฐานตรวจสอบได้ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ากลุ่มนี้นอกจากจะมีโอกาสต่ำที่จะโดนข้อหา AD แล้ว หากโดนก็สามารถหาตลาดอื่นทดแทนให้กับยางรถยนต์ที่ผลิตในไทยได้ในช่วงระหว่างปรับแก้ไขให้หลุดจากข้อกล่าวหา ขณะที่ให้ฐานผลิตอื่นส่งออกไปยังสหรัฐฯแทนก่อน
  • กลุ่มบริษัทที่อาจต้องจับตาประเด็นด้าน AD ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ผลิตยางอะไหล่เป็นหลักและไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและระดับโลก เช่น ผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติจีน ที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่นานในช่วงหลังจากจีนโดนเรียกเก็บภาษีการทุ่มตลาดและโดนสหรัฐฯขึ้นภาษียางรถยนต์เป็นร้อยละ 25 ด้วยจากสงครามการค้า ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนราวร้อยละ 50 ของการส่งออกยางรถยนต์ไทยไปสหรัฐฯ และผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติไทย ที่มีส่วนแบ่งกว่าร้อยละ 20 ของการส่งออกยางรถยนต์ไทยทั้งหมดที่ไปยังสหรัฐฯ 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในการโจมตีเรื่องการทุ่มตลาดครั้งนี้ ถ้าหากผู้สัญชาติผลิตจีนโดนตัดสินว่ามีความผิดจริง น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เน้นผลิตยางรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯเป็นหลัก นอกจากนี้ กว่า 2 ใน 3 ของนักลงทุนที่เข้ามาในไทยนั้นมีไทยเป็นฐานการผลิตเดียวนอกประเทศจีน ทำให้ไม่มีแหล่งผลิตอื่นส่งออกไปทดแทนในช่วงระหว่างปรับแก้ไขให้หลุดจากข้อหา ขณะที่การส่งออกจากจีนเองก็มีอุปสรรค หลังปัจจุบันจีนโดนสหรัฐฯขึ้นภาษียางรถยนต์เป็นร้อยละ 25 ด้วยจากสงครามการค้า ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ผลิตสัญชาติไทยที่ถ้าโดนตัดสินว่าผิด ก็น่าจะได้รับผลกระทบอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่ในระดับที่น้อยกว่า เนื่องจากผู้ผลิตไทยมีการทำตลาดในประเทศด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ผนวกกับมีการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยเน้นตลาดอาเซียน และยุโรปเป็นหลัก ขณะที่สหรัฐฯเป็นตลาดรองเท่านั้น นอกจากนี้ บางรายยังมีการขยายฐานการผลิตออกสู่ตลาดต่างประเทศที่อยู่ใกล้เคียง เช่น อินเดีย เป็นต้น ทำให้ยังพอจะมีหนทางในการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นได้ในระยะสั้น


อนึ่ง จะเห็นได้ว่าแม้ปัจจุบันจะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ผลิตยางรถยนต์ในไทยรายใดจะโดนข้อกล่าวหาทุ่มตลาดในสหรัฐฯบ้าง แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมองว่า แนวทางการย้ายฐานการผลิตออกจากไทยไปยังประเทศอื่นอาจยังไม่ใช่ทางเลือกแรกที่กลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์แต่ละสัญชาติจะพิจารณาเลือกทำดังได้วิเคราะห์ไปเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากการย้ายฐานเพื่อหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ยังไม่ถูกเพ่งเล็งจากกรณีการทุ่มตลาดเป็นเพียงทางแก้ปัญหาในระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืนเท่านั้น เพราะสหรัฐฯอาจตามไปสอบสวนการทุ่มตลาดใหม่ได้อีกในประเทศนั้นๆ แต่สิ่งสำคัญกว่าที่ผู้ผลิตยางรถยนต์น่าจะนำมาพิจารณาสำหรับเรื่องฐานการผลิตในอนาคตมากที่สุด คือ การเลือกลงทุนในฐานการผลิตที่มีต้นทุนโดยรวมในทุกด้านที่ต่ำกว่าแหล่งอื่น มีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นได้เพื่อให้เกิด Economies of scale ได้ง่ายสำหรับการผลิตและส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานเริ่มหดสั้นลงและธุรกิจเลือกรวมศูนย์การผลิตในฐานการผลิตศักยภาพของแต่ละภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วยในการผลิต

 

ไทยเป็นแหล่งผลิตยางรถยนต์ที่มีศักยภาพที่สุดแห่งหนึ่งของโลก...จากจุดแข็งด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า

แม้สถานการณ์ตลาดยางรถยนต์โลกปัจจุบันจนถึงอย่างน้อยกลางปี 2564 จะยังไม่เป็นใจนักต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์ไทย ซึ่งนอกจากจะเจอกับภาวะการหดตัวลงทั่วโลกของตลาดรถยนต์จากผลของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ผู้ผลิตยางรถยนต์ในไทย โดยเฉพาะสัญชาติจีน ก็ยังเป็นเป้าที่อาจจะโดนเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดจากสหรัฐฯอีกด้วย ทว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็งหลายด้านที่เหนือกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ทำให้ไทยน่าจะยังคงเป็นทางเลือกลำดับต้นๆสำหรับผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติต่างๆในการเข้ามาลงทุนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯและภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก ด้วยปัจจัยหลักต่อไปนี้

  • การเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบหลักที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ ยางดิบธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันไทยนับเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนผลผลิตกว่าร้อยละ 36 ของการผลิตทั่วโลก ตามด้วยอินโดนีเซีย (ร้อยละ 23) และเวียดนาม (ร้อยละ 9) ตรงข้ามกับประเทศผู้ผลิตยางรถยนต์รายอื่นที่ยังต้องอาศัยการนำเข้ายางธรรมชาติมาผลิตยางรถยนต์ โดยยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญอันดับ 1 ในการผลิตยางรถบรรทุกและรถบัสขนาดต่างๆ ด้วยสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 34 ของปริมาณส่วนผสมทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่งทั่วไปต้องการใช้ยางธรรมชาติน้อยกว่าด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 19 (ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์สหรัฐฯ) ไม่เพียงเท่านี้ วัตถุดิบสำคัญอื่น เช่น ยางสังเคราะห์ รวมถึงผ้าใบจากเส้นใยสังเคราะห์และธรรมชาตินั้น ไทยสามารถผลิตได้เอง เนื่องจากไทยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและสิ่งทอที่มีความแข็งแกร่งในประเทศ
  • ไทยได้ประโยชน์จากการมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับจีนซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ เช่น เขม่าดำและขดลวด เป็นต้น ทำให้สามารถขนส่งวัตถุดิบเหล่านี้จากจีนด้วยเส้นทางบกเข้าไทยได้โดยสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตหากมีการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางจากจีนโดยตรงเข้ามายังไทยสำเร็จก็น่าจะยิ่งส่งผลดีต่อต้นทุนด้านการขนส่งในระยะยาวให้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ปริมาณความต้องการใช้ยางรถยนต์ทั้งในประเทศและประเทศข้างเคียงอยู่ในระดับสูง โดยในส่วนของความต้องการยางรถยนต์ OEM นั้นอยู่ในระดับสูงพอสมควรในแต่ละปี จากที่ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์ลำดับที่ 11 ของโลก ด้วยปริมาณการผลิตมากกว่า 2 ล้านคันต่อปี รวมกับมีการผลิตรถยนต์ในประเทศอื่นของภูมิภาคอาเซียนอีกกว่า 2 ล้านคัน นอกจากนี้ สำหรับปริมาณความต้องการยางอะไหล่ซึ่งแปรผันตามปริมาณรถยนต์ที่ใช้ในประเทศนั้น พบว่าในไทยรวมถึงประเทศแถบอาเซียน โอเชียเนียและเอเชียใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกัน และไทยมีโอกาสส่งออกยางอะไหล่ไปได้ง่ายนั้นน่าจะมีปริมาณรถยนต์ทั้งสิ้นประมาณ 110,000,000 คัน แสดงให้เห็นถึงโอกาสอีกมากสำหรับยางอะไหล่จากไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงเหล่านี้เป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนรถยนต์บนท้องถนนในประเทศขึ้นอีกมากในอนาคต
  • การส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีในโครงการต่างๆของหน่วยงานภาครัฐไทย รวมไปถึงการพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติขึ้นมาจนสำเร็จ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยียางรถยนต์ในประเทศ และเปิดโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนายางล้อให้กับค่ายผู้ผลิตต่างๆในอนาคตได้ ไม่เพียงเท่านี้ การเริ่มเข้ามาช่วยดูแลราคายางพาราให้มีเสถียรภาพอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดตั้งนิคมยางพาราในภาคใต้ หรือการผลักดันให้เกิดการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่างๆ เป็นต้น ยังช่วยให้การบริหารจัดการต้นทุนสำคัญอย่างราคายางธรรมชาติให้อยู่ในระดับคงที่นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจและการจัดหาวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อการดูแลต้นทุนโดยรวมให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จากปัจจัยบวกหลักต่างๆนั้น ทำให้เห็นว่าจุดแข็งสำคัญของไทยที่เหนือกว่าคู่แข่งในการถูกเลือกเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์ คือ ต้นทุนการผลิตโดยรวมที่มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในระยะยาว จากผลของปัจจัยที่ได้กล่าวถึงข้างต้นประกอบกับการที่ผู้ผลิตยางรถยนต์ต่างนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบอัตโนมัติ เข้ามาช่วยในการผลิต ทำให้โอกาสเกิด Economies of Scale สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยิ่งมีโอกาสปรับลดต่ำลง และยางรถยนต์ที่ได้มีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งหากมองเรื่องของการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติจีน ในการหลุดออกจากวงจรปัญหาการตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศต่างๆอย่างถาวร การจัดการต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำเป็นประเด็นที่สำคัญ ควบคู่ไปกับความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพยางรถยนต์โดยเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวกต่อสินค้าอันจะยิ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถทำการตลาดได้ด้วยกลยุทธ์ราคาที่หลากหลายและเหมาะสมมากขึ้น ดังเช่นกรณีรถยนต์สัญชาติจีนที่มีการพัฒนาขึ้นจนปัจจุบันได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากตลาดในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในระยะข้างหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา อาจจะต้องติดตามเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาสูตรการผลิตยางรถยนต์ที่ใช้ยางจากธรรมชาติลดน้อยลง หรือการนำยางธรรมชาติจากแหล่งผลิตอื่น เช่น ต้นรัสเซียแดนดิไลน์และต้นวายยูลีมาใช้ทดแทนยางพารา เป็นต้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อจุดแข็งสำคัญของไทยในการถูกเลือกเป็นฐานผลิตยางรถยนต์ในระยะข้างหน้า การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการพัฒนากระบวนการปลูกและผลิตยางพาราให้น้ำยางมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงมีผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นโดยปลอดจากปัญหาโรคระบาด เป็นต้น

 

ตลาดใหม่...หนึ่งในทางเลือกฝ่าวิกฤติเพื่อความมั่นคงของตลาดในระยะยาว

จากที่ได้กล่าวถึงไปทั้งหมดข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งยังสามารถดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติต่างๆ  ทำให้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นโดยดูจำนวนโรงงานของผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก ไทยเป็นรองเพียง สหรัฐฯ จีน และอินเดีย เท่านั้น ยังผลให้ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกยางรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์ของไทยเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและเยอรมนีเท่านั้น ซึ่งจากสถานการณ์การลงทุนและส่งออกยางรถยนต์ไทยปัจจุบัน หากไม่มีอุปสรรคใดไทยก็มีโอกาสที่จะแซงเยอรมนีขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกยางรถยนต์อันดับ 2 ของโลกได้ภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม การขอให้มีการไต่สวนกรณีทุ่มตลาดยางรถยนต์จากไทยไปสหรัฐฯซึ่งนับเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 ของไทย อาจส่งผลให้เกิดการหดตัวลงของการส่งออกยางรถยนต์จากไทยได้ในระยะสั้นหากมีบางบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์โดนเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด 


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากภาพแผนที่โรงงานยางรถยนต์ในแต่ละภูมิภาคจะพบว่า ไทยเองแท้จริงแล้วยังมีโอกาสที่จะส่งออกยางรถยนต์ไปตลาดอื่นได้อีกนอกเหนือจากสหรัฐฯ เมื่อพบว่าปัจจุบันการเข้าไปตั้งโรงงานของจีนในภูมิภาคอื่นนอกอาเซียนยังมีอยู่น้อยมาก ซึ่งผู้ผลิตยางรถยนต์ในไทย โดยเฉพาะยางอะไหล่ราคาประหยัดสัญชาติจีนและไทย อาจใช้โอกาสนี้มองลู่ทางในการขยายการแข่งขันเพิ่มขึ้นในอนาคตจากที่เป็นอยู่ได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงตลาดที่น่าจะเป็นโอกาสได้ก่อนในการขยายการส่งออกยางรถยนต์จากระดับปัจจุบันขึ้นในอนาคต เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้


โดยสรุป แม้ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯกำลังเปิดไต่สวนกรณีทุ่มตลาดยางรถยนต์ ทว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะยังอยู่ในวงจำกัดและในระยะสั้น ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆแล้ว ในระยะยาวไทยน่าจะยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์ของโลกด้วยปัจจัยบวกสำคัญที่เหนือกว่าคู่แข่ง คือ ต้นทุนโดยรวมที่ต่ำกว่าในระยะยาว ขณะที่การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานผลิตยางรถยนต์ของผู้ผลิตยิ่งเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการผลิตระดับ Economies of scale รวดเร็วขึ้น ซึ่งเหล่านี้น่าจะช่วยให้ผู้ผลิตมีทางเลือกที่หลากหลายและเหมาะสมมากขึ้นในการวางราคาจำหน่ายยางรถยนต์ในอนาคต และหากผู้ผลิตยางรถยนต์เพิ่มความสำคัญในด้านการลงทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตยางรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น ก็จะยิ่งเสริมให้ธุรกิจหลุดพ้นจากปัญหาการตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศต่างๆได้ในระยะยาว อันน่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่าที่ผู้ผลิตจะเลือกใช้ทานการย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบเลี่ยงปัญหาดังกล่าวไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2563 นี้ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามูลค่าการส่งออกยางรถยนต์ของไทยน่าจะลดลงเหลือเพียง 4,000 ล้านดอลลาร์ฯ โดยเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือหดตัวร้อยละ 21 จากปี 2562 ที่ส่งออกยางรถยนต์ไปเป็นมูลค่า 5,070 ล้านดอลลาร์ฯ โดยหากแยกระดับผลกระทบที่ได้รับของยางรถยนต์แต่ละประเภท ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกหดตัวอย่างรุนแรงเช่นนี้ การส่งออกยางรถยนต์สำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์แม้ว่าจะหดตัวเช่นกัน แต่ก็น่าจะยังพอมีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้ดีกว่าตลาดยางรถยนต์ OEM ซึ่งต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากปริมาณการผลิตรถยนต์ใหม่ที่ตกลงอย่างหนักทั่วโลก

ส่วนในปี 2564 ผลสรุปสุดท้ายของการไต่สวนประเด็น AD ของสหรัฐฯต่อยางรถยนต์ไทย ที่คาดว่าจะทราบในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า น่าจะเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อโอกาสในการส่งออกยางรถยนต์ไทยไปสหรัฐฯได้ในกรณีหากเกิดเหตุที่บางบริษัทโดนตัดสินว่ามีความผิดฐานทุ่มตลาดจริงจนโดนขึ้นภาษีตอบโต้ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบแบ่งออกเป็นกรณีตามโอกาสที่อาจจะโดนไต่สวนว่ามีความผิด ดังนี้

  • กรณีร้อยละ 10 ของการส่งออกยางรถยนต์ไปสหรัฐฯโดนขึ้นภาษี AD อาจทำให้มูลค่าการส่งออกยางรถยนต์ในปี 2564 ลดลงกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ฯ
  • กรณีร้อยละ 25 ของการส่งออกยางรถยนต์ไปสหรัฐฯโดนขึ้นภาษี AD อาจทำให้มูลค่าการส่งออกยางรถยนต์ในปี 2564 ลดลงกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 640 ล้านดอลลาร์ฯ
  • กรณีร้อยละ 50 ของการส่งออกยางรถยนต์ไปสหรัฐฯโดนขึ้นภาษี AD อาจทำให้มูลค่าการส่งออกยางรถยนต์ในปี 2564 ลดลงกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 1,270 ล้านดอลลาร์ฯ

อนึ่ง การส่งออกไปสหรัฐฯแม้จะมีโอกาสปรับลดลงเป็นมูลค่าสูงดังกล่าวเมื่อมองโดยทางตรงหากเกิดกรณีที่มีผู้ผลิตโดนขึ้นภาษี AD อันน่าจะมีผลทำให้ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพิ่มเติมจากที่อุปสงค์ตลาดยางรถยนต์โลกอ่อนแออยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปยังความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมต้นน้ำของไทยที่หน่วยงานต่างๆน่าจะต้องเฝ้าระวังและเข้ามาดูแลในระยะสั้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความต้องการใช้งานยางพาราในอุตสาหกรรมอื่น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ระดับราคายางตกลงไปมากจากผลของอุปทานที่ล้นตลาด

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากเกิดกรณีโดนปรับขึ้นภาษี AD ผู้ผลิตยางรถยนต์ที่พอมีช่องทางสลับทำตลาดกับภูมิภาคอื่นได้น่าจะได้รับผลกระทบน้อย หรือแม้แต่บริษัทที่ไม่โดนภาษี AD อาจมีโอกาสในการส่งออกไปสหรัฐฯมากขึ้นเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯแทนที่บริษัทที่โดนปรับขึ้นภาษี AD ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตยางรถยนต์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานและเตรียมผลิตจำหน่ายในสหรัฐฯปีหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่โดนไต่สวนจากทางสหรัฐฯ และมีโอกาสเห็นตัวอย่างจากบริษัทอื่นทำให้สามารถปรับเรื่องราคาขายให้เหมาะสมได้ ยังผลให้โดยรวมแล้วผลกระทบที่เกิดกับไทยกรณีโดนภาษี AD จากสหรัฐฯ อาจไม่ได้รุนแรงมากอย่างที่มองกัน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจจำเป็นต้องมีการพัฒนาปรับตัวขึ้นตลอดเวลาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในทุกตลาดในระยะยาว