WEALTH BEING • CRYPTOCURRENCY

Libra Vs ดิจิทัลหยวน ยักษ์ชนยักษ์ในโลกไร้เงินสด

ทั้ง Libra และดิจิทัลหยวน สามารถลดต้นทุนจากการทำธุรกรรม สามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ผ่านตัวกลาง ย่นระยะเวลาการทำธุรกรรมจากหลายวันให้สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งถ้าสกุลเงินทั้งสองประกาศใช้จริงและมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่า สถาบันการเงิน รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินต่างๆ จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เชื้อไวรัส Covid-19 ได้แพร่ระบาดอย่างหนักและกระจายไปทั่วภูมิภาคของโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจเนื่องจากการแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก

อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการปรับตัวของมนุษย์ในหลายด้านและในเรื่องที่ชัดเจนมากที่สุดคือ การผลักดันให้มนุษย์เปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น นำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานและชีวิตประจำวัน แต่นอกเหนือจากการระบาดครั้งใหญ่ของ Covid-19 ก็มีเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กันในช่วงต้นปี 2020 นั่นคือ เรื่องการผลักดันให้มีการสร้างสกุลเงินดิจิทัลจากประเทศมหาอำนาจขึ้นมา

โดยเฉพาะที่อเมริกา ขาใหญ่โลกโซเชียลอย่าง Facebook ได้เปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Libra ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วกลายเป็นข่าวใหญ่จนทุกสำนักต่างจับตามอง ขณะที่ประเทศจีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีการประกาศออกสกุลเงินดิจิทัลหยวนที่จะมีกำหนดการให้ใช้งานจริงภายในปีนี้แล้ว ซึ่งการเร่งผลักดันสกุลเงินดิจิทัลของทั้งสองมหาอำนาจ แม้จะมีที่มาที่แตกต่างกัน แต่จะมีผลผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการชำระเงิน รวมถึงการ Disrupt ระบบของสถาบันการเงินทั้งหมดในโลกด้วยเช่นกัน

         

Libra & ดิจิทัลหยวน

ฟันเฟืองสำคัญของโลกไร้เงินสด

หากพูดถึงสกุลเงินดิจิทัล หลายคนคงนึกถึงคริปโตเคอร์เรนซี่อย่าง Bitcoin แต่จริงๆ แล้ว สกุลเงินดิจิทัลที่จะออกโดยทั้งสองประเทศมหาอำนาจนั้นมีความแตกต่างจาก Bitcoin อยู่พอสมควร จะเหมือนกันก็ตรงที่ทั้ง Libra และดิจิทัลหยวนถูกรันอยู่บน Blockchain เช่นเดียวกับสกุลเงินคริปโตฯอื่นๆ

ความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ทั้ง Libra และดิจิทัลหยวน มีจุดประสงค์ในการสร้างสกุลเงินใหม่ที่สามารถใช้ซื้อของได้จริงในชีวิตประจำวัน มีสินทรัพย์อ้างอิงที่ชัดเจน และไม่สามารถใช้เก็งกำไรได้ ไม่มีการผันผวนของราคาเป็นเหมือนสกุลเงินทั่วไปที่เราใช้กันทุกวัน แต่สกุลเงินคริปโตอื่นๆจะถูกเน้นไปที่การเก็งกำไรจากการถือครอง เนื่องจากมีการผันผวนของราคาสูง

อีกทั้งทั้ง Libra และ ดิจิทัลหยวน ถูกวางแผนให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย คนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงได้จากการนำเงินสดไปแลกเป็น Libra และ ดิจิทัลหยวน โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน ขณะที่สกุลเงินคริปโตอื่นๆ มีตัวแปรในการได้มาค่อนข้างเยอะ เช่น การขุดเหมือง และราคาที่ค่อนข้างผันผวนอยู่ตลอด

การกำเนิดของ Libra และ ดิจิทัลหยวน ล้วนมีความเกี่ยวพันกับระบบการชำระเงินและสถาบันการเงินทั่วทั้งโลกเพราะ 2 สกุลเงินนี้จะ Disrupt ระบบการทำธุรกรรมการเงินในแบบเดิมเกือบทั้งหมด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาการทำธุรกรรมทางการเงินส่วนใหญ่มักจะผ่านตัวกลางก็คือ สถาบันการเงินต่างๆ สิ่งที่ตามมาจากการทำธุรกรรมแบบเดิมๆ คือ ค่าธรรมเนียม หรือในบางธุรกรรมอาจกินเวลานานหลายวัน Libra และ ดิจิทัลหยวน มีจุดประสงค์ที่คล้ายกันทั้งคู่คือการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

ทั้ง Libra และ ดิจิทัลหยวน สามารถลดต้นทุนจากการทำธุรกรรม สามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ผ่านตัวกลาง ย่นระยะเวลาการทำธุรกรรมจากหลายวันให้สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที อีกทั้งใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งถ้าทั้ง Libra และ ดิจิทัลหยวน ประกาศใช้จริงและมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าสถาบันการเงิน รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินต่างๆ จะได้รับผลกระทบโดยตรง

เพราะถ้าทั้งสองสกุลเงินสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ การทำธุรกรรมแบบเดิมก็จะเริ่มเสื่อมความนิยมลง รวมถึงเงื่อนไขการเข้าถึงการทำธุรกรรมแบบเดิมที่ถูกจำกัดหลายอย่างจะถูกคลี่คลายลงอีกด้วย และทั้งLibra และ ดิจิทัลหยวน จะมีส่วนผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสดได้เร็วขึ้น

         

Libra เวอร์ชั่น 2.0

กับความตั้งใจพลิกโลกการเงิน

ย้อนไปเมื่อกลางปี 2562 ยักษ์โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2,500 ล้านบัญชีต่อเดือน ประกาศการสร้างสกุลเงินดิจิทัล Libra ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการการเงินโลกอีกครั้ง หลังจาก Bitcoin ได้แจ้งเกิดบนโลกการเงินอย่างเป็นทางการโดย Libra เป็นสกุลเงินดิจิทัลในลักษณะ Stable Coin ซึ่งมีมูลค่าคงที่ มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นเงินสกุลจริง โดย Facebook ได้ร่วมกับพันธมิตรหลายราย ช่วยกันพัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Blockchain

แนวคิดในการพัฒนา Libra นั้น คือการตั้งตัวเป็นเหมือนหน่วยเงินสากลที่ใช้บนโลกดิจิทัลเปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ทั้งหมด หรือเปรียบเสมือนค่าเงินที่เราใช้กันจริงๆ อีกทั้งจะต้องง่ายต่อการเข้าถึงจึงได้มีการพัฒนาระบบ Wallet อย่าง Calibra ขึ้นมารองรับการแลกเปลี่ยนจากเงินจริงไปสู่ Libra

ทั้งนี้ เนื่องจาก Facebook ต้องการที่จะแก้ปัญหาการเข้าถึงการเข้าถึงการทำธุรกรรมที่ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งการมีบัญชีธนาคารนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทุกคน โดยเฉพาะประชากรของประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีฐานะยากจน นอกจากนั้น ยังช่วยลดต้นทุนในการโอนเงิน หรือการทำธุรกรรมระหว่างประเทศเพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของโลก หากใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มของ Libra ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนหลายขั้นตอน รวมถึงลดระยะเวลาการทำธุรกรรมให้สั้นลงอีกด้วย

แน่นอนว่า การประกาศเปิดตัว Libra นั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจำนวนมาก และเนื่องจากLibra เป็นสกุลเงินที่ออกโดยภาคเอกชน ไม่ได้มีกฎหมายหรือมีธนาคารกลางใดในโลกกำกับดูแล อีกทั้งไม่ได้ระบุเป้าหมายระยะยาวของการรวมตัวทางการเงินที่ชัดเจน จึงทำให้ถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเงื่อนไขการใช้บริการต่างๆ พร้อมกับการพิจารณาคดีในศาลจำนวนมาก ทำให้ต้องหยุดการพัฒนาจนโครงการบางส่วนหยุดชะงักลง

แต่ Facebook ก็ยังไม่ยอมแพ้ในการสร้างLibra และได้ออก Whitepaper สำหรับ Libra ในเวอร์ชั่นใหม่ที่ได้รวบรวมข้อคิดเห็น คำเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ออกมาเป็น Libra 2.0 ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างจากเดิมอยู่หลายประการคือ

        1. ใช้สกุลเงินเดียว (single-currency stablecoins) เข้ามาผูกติดกับ Libra2.0 โดยมีสูตรการคำนวนที่แน่ชัด เช่น 1 เหรียญ Libra เท่ากับ USD 0.50 หรือ EUR 0.18 หรือ GBP 0.11 เป็นต้นจากเดิมการสร้างค่าเงินของ Libra จะอิงกับเงินหลายสกุล (multi-currency stablcoins) คล้ายกับการคิดค่าเงินสกุล Special Drawing Rights (SDR) ของ IMF ซึ่งจะทำให้ยากต่อการตรวจสอบและการไม่สามารถผ่านมาตรการของธนาคารกลางหลายประเทศได้

         2. เพิ่มหมวดหมู่ Virtual Asset Service Providers (VASPs) คือตัวแทนให้แลกเงินหรือผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน ได้รับรองจากสมาคมอย่างถูกต้อง โดยเปิดให้หน่วยงานภาครัฐของแต่ละประเทศมากำกับดูแล ซึ่งจากเดิมนั้นระบบ Permissionless จะถูกดูแลกำกับกันเองใน Facebook

         3. เดิมที Libra1.0 จะพัฒนาในลักษณะของสกุลเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับเวอร์ชั่น 2.0 จะพัฒนาในลักษณะกึ่งแพลตฟอร์ม โดยเรียกตัวเองว่า "Digital Programmable Currencies"


ท่าทีของ Libra ในปัจจุบันนั้นนับว่ามีพัฒนาการไปในทางที่ดีเนื่องจากเริ่มได้รับการยอมรับจากหลายหน่วยงานมากขึ้น อีกทั้งยังมีบริษัทต่างๆ ทยอยเข้ามาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม Libraเพิ่มเติม ซึ่งท่าทีที่เป็นไปในทางบวกนี้ได้ส่งผลดีไปถึงอุตสาหกรรมคริปโตฯด้วย เพราะการเริ่มยอมรับใน Libra ก็ทำให้การยอมรับในเงินคริปโตฯสูงขึ้นไปด้วย และอาจยิ่งสูงขึ้นไปอีกหาก Libra ประสบความสำเร็จในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการชำระเงินทั่วโลก

กฎระเบียบเพิ่มเติม ทำให้ Libra ต้องปฏิบัติตามระบบการชำระเงินซึ่งมีหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวดที่กำหนดขึ้น โดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งหลังจากมีการปรับเปลี่ยน นักวิเคราะห์ระบบการชำระเงินคาดการณ์ไว้ว่า Libra อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงินได้แบบที่ครั้งหนึ่ง อีลอน มัสก์ เคยเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอวกาศด้วยโครงการ SpaceX

 

จีนเดินเครื่องดิจิทัลหยวน

หวังเป็นสกุลเงินดิจิทัลของโลก

สำหรับสกุลเงินดิจิทัลจากแดนมังกรนั้น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) เรียกสั้นๆ ว่า ดิจิทัลหยวนเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นโดยธนาคารกลางของจีน มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้ามาแทนที่การใช้เงินสด โดยเป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบการชำระเงินในปัจจุบัน ให้มีความรวดเร็ว สะดวก และสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โดยดิจิทัลหยวนจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐแต่เพียงผู้เดียวเหมือนกับสกุลเงินหลักของประเทศแตกต่างจาก Libra ของFacebook ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ออกโดยภาคเอกชน อีกทั้งสินทรัพย์อ้างอิงของดิจิทัลหยวนมาจากเงินหยวนจริงแบบ 1 ต่อ 1 ผู้ใช้สามารถใช้เงินดิจิทัลหยวนแทนเงินหยวนเดิมได้เลยเพราะมีมูลค่าเท่ากัน แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากกระดาษมายังแบบดิจิทัลเท่านั้น และมีค่าเงินที่คงที่ไม่สามารถเก็งกำไรได้แบบสกุลเงินคริปโตฯอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือ ธนาคารกลางเพื่อประชาชนของจีนได้มีการประกาศใช้ดิจิทัลหยวนนำร่องแล้ว 4 เมือง คือ เซินเจิ้น, ซูโจว, สงอัน และเฉิงตู โดยการทดลองใช้งานนี้จะมีระยะเวลาถึง 6-12 เดือน ซึ่งร้านค้าหลายๆ ราย เช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway ก็อยู่ระหว่างจารณาเข้าร่วมโครงการนำร่องดิจิทัลหยวนด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริการ Blockchain Service Network (BSN) ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเพื่อให้รองรับต่อการเปิดตัวดิจิทัลหยวนอย่างเต็มรูปแบบ

โดย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ให้หน่วยงานเอกชนเข้าร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ นำโดยยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนหลายรายไม่ว่าจะเป็น หัวเว่ย อาลีบาบา เทนเซ็นต์ และจะมีการสร้างระบบดิจิทัลหยวนวอลเล็ท โดยธนาคารกลางจีนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปแลกเงินผ่านดิจิทัลหยวนวอลเล็ท การชำระเงินจะง่ายและสามารถเข้าถึงประชาชนได้เกือบทุกคน เพราะระบบการชำระเงินของดิจิทัลหยวนไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือทั่วไปก็สามารถใช้งานดิจิทัลหยวนได้

นอกจากนั้น ร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนภายในประเทศจีนตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็กไปจนถึงห้างร้านก็ต้องเปิดระบบวอลเล็ทให้พร้อมกับการเปิดตัวอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าจีนได้เตรียมความพร้อมไว้ในทุกด้านแล้ว

ความต้องการอีกอย่างของจีนคือการผลักดันให้ดิจิทัลหยวนเป็นสกุลเงินดิจิทัลหลักของโลกเหมือนกับที่ Facebook พยายามผลักดัน Libra อยู่ในขณะนี้จึงทำให้จีนต้องชิงความได้เปรียบทางการเงินก่อนที่ Libra จะทำสำเร็จเพราะหาก Libra ทำสำเร็จก่อน นั่นหมายความระบบการชำระเงินดิจิทัลทั่วโลกอาจต้องไหลผ่านเซิร์ฟเวอร์การชำระเงินของ Libra อย่างแน่นอน ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงภายในประเทศจีนอย่างมาก เพื่อไม่ให้สูญเสียความได้เปรียบในส่วนนั้น จีนจึงจำเป็นต้องเร่งออกดิจิทัลหยวนก่อน

โดยจีนนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกถึง 1,400 ล้านคน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนใช้ดิจิทัลหยวนทั้งหมด การกระจายตัวของเงินสกุลนี้สู่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศอื่นๆ จะถูกบีบให้ใช้ดิจิทัลหยวน ไปด้วยหากไม่อยากสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้ดิจิทัลหยวนยังมีความซับซ้อนน้อยกว่าการแลกเปลี่ยนเงินปกติไปสู่ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงค่าธรรมเนียมความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน และระยะเวลาการทำธุรกรรมเร็วกว่า

ขณะที่ ธนาคารกลางจีนจะสามารถควบคุมระบบการเงินได้เต็มรูปแบบมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งรัฐบาลจีนก็เชื่อว่าการหมุนเวียนของเงินในระบบจะมีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า และการทำธุรกรรมต่างๆ ของดิจิทัลหยวนจะถูกรันอยู่บน Blockchain ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนที่เกิดธุรกรรม ดังนั้น จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดการฟอกเงิน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดมืด

         

Libra 2.0 ได้กองหนุนเพิ่ม

ดิจิทัลหยวนชูจุดแข็งที่เสถียรภาพ

ปัจจุบัน บริษัทการเงินหลายบริษัทเริ่มหันมาสนใจการเป็นพันธมิตรกับ Libra ไม่ว่าจะเป็น Shoptify Heifer International และ Crypto Broker Tagomi ก็ได้เข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ส่วนหนึ่งเพราะหาก Libra ประสบความสำเร็จ จะทำให้บริษัทด้านการเงินเหล่านี้จะสามารถปรับตัวและอยู่รอดต่อไปได้ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทในเครือ เทมาเส็กพร้อมกับ VC Venture อีกสองรายได้แก่ Slow Ventures และ Paradigm ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับ Libra แล้ว แสดงให้เห็นว่า Libra ไม่ได้ถูกสนใจแค่ในแวดวงการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังดึงดูดความน่าสนใจจากกลุ่มนักลงทุนได้อีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเทมาเส็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนที่มี่ความมั่งคั่งสูงของสิงคโปร์ มีพอร์ตการลงทุนมากกว่าพันล้านดอลลาร์

แม้ Libra จะเริ่มได้รับการยอมรับจากภาคเอกชนมากขึ้น แต่เป้าหมายที่จะกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกยังสร้างข้อกังวลให้กับรัฐบาลหลายๆ ประเทศ ณ ขณะนี้ เพราะความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเงินของ Libra นั้นยังไม่ชัดเจน อีกทั้งการกำกับดูแลและควบคุมในด้านกฎหมายการเงินของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีความกังวลในด้านนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบอีก ดังนั้น ทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศยังคงจับตามอง Libra อย่างใกล้ชิดรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ย้อนกลับมาที่ดิจิทัลหยวนแม้จะเป็นเงินดิจิทัลเช่นเดียวกับ Libra แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นค่อนข้างแตกต่างกัน ในประเทศจีนปัจจุบันมีแพลตฟอร์มการชำระเงินที่เป็นที่นิยมและแพร่หลายอยู่หลายแพลตฟอร์ม เช่นอาลีเพย์ และวีแชทเพย์ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้จะไม่ถูกผลกระทบกับการมาของดิจิทัลหยวน ที่ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเงินสดและในเรื่องการเข้าถึงการทำธุรกรรมเท่านั้น อีกทั้งดิจิทัลหยวนถูกสร้างขึ้นโดยธนาคารกลางเพื่อประชาชนจีน มีกฎหมาย การควบคุมดูแล รองรับที่ชัดเจน

ดังนั้น เสถียรภาพทางการเงินที่คาดว่าน่าจะมีพอๆ กับเงินหยวนปกติทั่วไปและอาจจะมากกว่า เพราะการเข้าถึงการทำธุรกรรมที่ง่าย ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงการทำสกุลเงินดิจิทัลแบบรวมศูนย์มากขึ้น เพราะนอกจากจะง่ายต่อการควบคุมยังสามารถเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินให้กับประชาชน และรัฐบาลก็สามารถตรวจสอบการไหลเวียนของเงินในระบบได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

โปรเจ็กต์อินทนนท์

สกุลเงินดิจิทัลของไทย

สำหรับประเทศไทยเองนั้นได้มีการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากระบบการทำงานของธนาคารต่างๆ ในไทยที่หากมีการโอนเงินระหว่างธนาคาร ธนาคารในเครือเหล่านี้จะไม่ได้เป็นผู้โอนเงินออกจากบัญชีต้นทางไปที่ปลายทางโดยตรง แต่ละที่จะมีบัญชีของตัวเองที่เปิดไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว การโอนจ่ายระหว่างธนาคารจึงเป็นเหมือนการ ทำระบบสั่งจ่าย และยื่นให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยโอนเงินให้กับปลายทางอีกที ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยากและล่าช้า

โปรเจ็กต์อินทนนท์จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวขึ้น โดยการสร้างสกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินกลางที่สามารถใช้ได้ระหว่างธนาคารด้วยกัน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีหน้าที่เพียงเปิดรับแลกเงินจากธนาคาร พาณิชย์ไปสู่สกุลเงินอินทนนท์ เมื่อธนาคารต้องการทำธุรกรรมต่อกันก็สามารถใช้อินทนนท์ในการทำธุรกรรมระหว่างกันได้เลยอย่างอิสระ โดยไม่มีความจำเป็นต้องผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา ต้นทุนการทำธุรกรรมได้อย่างมาก