WEALTH BEING • MUTUAL FUND

กองทุนบริหารพอร์ต“เชิงรุก” ปรับตัวรับ New Normal

การลงทุนในหุ้นสองปีนับจากนี้จะยากมากขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงปรับตัวสู่ New Normal บลจ.ทาลิส มีมุมมองว่าการบริหารพอร์ตแบบ เชิงรุกจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบริหารแบบ เชิงรับ

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ซึ่งทำให้เกิดการ ล็อกดาวน์ (Lock Down) หรือมาตรการการปิดเมือง หรือ ปิดประเทศ เพื่อหยุดหรือสกัดกั้นการแพร่ระบาดส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงักทั่วโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนแทบทุกธุรกิจได้รับผลกระทบในทางลบบริษัทต่างๆ จะต้องปรับตัวให้สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวการณ์ใหม่ที่เรียกว่า New Normal

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การบริหารจัดการลงทุนจะต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทาลิส จำกัด มีมุมมองว่าโลกการลงทุนหลังโควิด-19 การคัดเลือกการลงทุนโดยเฉพาะภายในสองปีนับจากนี้จะมีความยากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลงปรับตัวสู่ New Normal ซึ่งบลจ.ทาลิส เชื่อว่าการบริหารการลงทุนแบบเชิงรุกหรือ Active จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบริหารแบบเชิงรับหรือ Passive

 

หุ้นไทย บริหารแบบ Active

รับมือโควิดได้ดีกว่า

สำหรับบลจ.ทาลิส เน้นการบริหารการลงทุนในหุ้นแบบ Active จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยสามารถใช้บริการได้ในสองรูปแบบคือ การจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งบลจ.ทาลิส จะเสนอนโยบายการลงทุนที่ตอบโจทย์โดยเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย

หรือลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของ บลจ.ทาลิส ที่มีให้เลือก 5 นโยบาย ได้แก่ กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible)กองทุนรวมตราสารทุน (Equity) กองทุนตราสารทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล (Dividendpayment) กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-Small cap)และ กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG)

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในมุมของผู้ลงทุนคืออัตราดอกเบี้ยที่จะอยู่ในระดับต่ำอีกยาวนาน ดังนั้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่นการฝากเงินระยะยาวหรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19อย่างมาก ดังนั้นหากต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะต้องพิจารณาเรื่องการจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่ซึ่งหมายถึงต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพื่อโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ฉัตรพี แนะนำว่า ช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในบางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน ดังนั้นการบริหารแบบ Active น่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ดีกว่าการบริหารแบบ Passive ซึ่งอาจมีข้อจำกัด ทำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจนั้นไม่ได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของบลจ.ทาลิสยังคงให้น้ำหนักกับการคัดเลือกธุรกิจที่คาดว่าจะมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีมีงบการเงินที่แข็งแกร่งรวมถึงเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอและสามารถเติบโตได้ดีไม่ว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะผ่านไปช้าหรือเร็ว สำหรับนักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะยาว3-5 ปี ดัชนีหุ้นไทย ที่ระดับปัจจุบันถือเป็นโอกาสในการลงทุน

 

ทำความรู้จัก Active Fund

กับ Passive Fund

ศรศักดิ์ สร้อยแสงจันทร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงิน BF Knowledge Center บลจ.บัวหลวง หรือ กองทุนบัวหลวง ได้อธิบายกองทุนสาย Active Fund กับ Passive Fund ว่า ความแตกต่างของกองทุนทั้งสองประเภทอยู่ที่ กลยุทธ์การบริหารพอร์ตของของผู้จัดการทุน คือ กลยุทธ์การบริหารแบบ Passive และ Active

กองทุนบริหารแบบ Passive ผู้จัดการกองทุนไม่ได้ทำงานน้อยหรือขี้เกียจ แต่เป็นกองทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนในระดับเดียวกับผลตอบแทนของตลาด เช่น กองทุนหุ้น SET50 คาดหวังที่จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัขนี SET 50 เป็นการบริหารพอร์ตภายใต้แนวคิดที่ไม่เชื่อว่าในระยะยาว ผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาด หรือดัชนี จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมการจัดการอัตราสูงเพื่อจ้างผู้จัดการกองทุน แต่ใช้วิธีบริหารแบบง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นและภาวะเศรษฐกิจให้วุ่นวาย จึงจัดสรรเงินทุนในพอร์ตโดยซื้อหุ้นทุกตัวตามน้ำหนักหรือสัดส่วนของหุ้นที่ใช้ในการคำนวนดัชนี หรืออาจใช้แบบจำลองในการคำนวนเลือกหุ้นและจัดสรรสัดส่วนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับตลาดมากที่สุด โดยลงทุนในแบบนั้นไปตลอด จึงเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราต่ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Passive Fund

กองทุนใช้กลยุทธ์แบบ Active คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ถ้ายกตัวอย่างกองทุนหุ้น นักลงทุนมักเข้าใจว่ากองทุนที่เป็นประเภท Active Fund ผู้จัดการกองทุนต้องขยันทำการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เพื่อทำกำไร โดยคาดหวังว่าผู้จัดการกองทุนต้องมีความรู้ความสามารถสูงกว่านักลงทุนทั่วไป และมีข้อมูลที่ดีกว่า ควรมองหรือคาดการณ์ได้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง และหุ้นตัวไหนจะขึ้น จึงเข้าไปซื้อไว้ก่อนและขายออกที่ราคาสูงๆ แต่ความเป็นจริงผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางของตลาดหรือหุ้นรายตัวได้ถูกต้องแม่นยำเหนือนักลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความสามารถในการจับจังหวะตลาดและทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น (ถ้าเทียบกันแล้วนักลงทุนอาจซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้จัดการกองทุนด้วยซ้ำไป)

ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากการคัดสรรและเลือกลงทุนในหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้ทำการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้านแล้วว่าเป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสขึ้นดีจากพื้นฐานของตัวบริษัทที่มียอดขายและกำไรที่ดี มีอัตราการเติบโตสูง มีองค์ประกอบของสินค้า/บริการ ผู้บริหาร แผนธุรกิจ ที่สอดคล้องและได้ประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์และติดตามข้อมูลของบริษัทต่างๆ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ อุตสหากรรม อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความ Active หรือความขยันของผู้จัดการกองทุน ซึ่งเน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อขายหุ้นบ่อยๆ ให้สิ้นเปลืองค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โดยยังไม่นับโอกาสขาดทุนจากการเก็งกำไรในระยะสั้น