NEWS UPDATE • ECONOMIC

บริษัทผู้ผลิต "ชิป" จับตาไบเดนลงนาม CHIPS+

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ค. 65 ที่ผ่านมารัฐสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Chips and Science Act  หรือ ชิปพลัส (CHIPS+) ภายใต้งบประมาณรวม 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป้าหมายช่วยให้สหรัฐมีศักยภาพในการแข่งขันกับจีนและประเทศอื่น ๆ ได้ อยู่ระหว่างรอการลงนามโดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในวันที่ 9 ส.ค.นี้ กลายเป็นที่จับตาของบริษัทผู้ผลิตชิปทั่วโลก โดยกฎหมายชิปพลัสอยู่

โดยมีการจัดสรรเม็ดเงิน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอุดหนุนให้กับบริษัทลงทุนผลิตชิปในสหรัฐ ด้วยเงื่อนไขห้ามบริษัทที่ได้รับเงินอุดหนุนทำธุรกรรมเกี่ยวกับขยายการผลิตหรืออัพเกรดเทคโนโลยีชิปรุ่นใหม่ในจีน หรือประเทศอื่น ๆ ที่สหรัฐกังวล เป็นเวลา 10 ปี

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ  ได้ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า กฎหมายชิปพลัสจะช่วยให้สินค้าตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงเครื่องล้างจานราคาถูกลง และยังจะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ ทั้งสร้างความมั่นใจว่า ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมชิปของสหรัฐจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ

ทั้งนี้ข้อห้ามการลงทุนในจีนได้สร้างความยากลำบากให้กับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์โดย ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ สองผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า บริษัทกำลังจับตากฎหมายฉบับใหม่ของสหรัฐอย่างใกล้ชิดและทบทวนแผนการลงทุนในจีน

ขณะที่คิม ยัง วู หัวหน้าทีมวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอสเค และที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตชิปของเกาหลีใต้มีแนวโน้มที่จะสร้างโรงงานในสหรัฐมากขึ้น เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถผลิตชิปล้ำสมัยจำนวนมากได้ หากขาดเทคโนโลยีของสหรัฐ

ด้านอินเทลผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐ ที่เตรียมเดินหน้าก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ออกมาระบุว่า อาจต้องชะลอโครงการ หากสภาไม่ผ่านกฎหมายชิปพลัส

ขณะที่การเดินทางเยือนไต้หวันล่าสุดของแนนซี เพโลซีประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ยังได้มีการพบกับ มาร์ค หลิว ประธาน ทีเอสเอ็มซี (TSMC) ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชิป หลังจากที่สหรัฐผ่านร่างกฎหมายชิปพลัส โดยเฉพาะการเดินหน้าก่อสร้างโรงงานมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐแอริโซนา

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ของจีน สั่งระงับการส่งออกทรายธรรมชาติไปไต้หวัน เพื่อตัดต้นน้ำวัตถุดิบทำแผ่นซิลิคอน สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ไต้หวันขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ส่งออกกว่า 40% ของประเทศ

นอกจากนี้อีกหลายประเทศทั่วโลกก็มีการออกกฎหมายสนับสนุนการผลิตชิปภายในประเทศ เช่น เยอรมนี มีการตั้งกองทุนอุดหนุนโครงการเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 10,000 ล้านยูโร ส่วนญี่ปุ่นก็ตั้งงบประมาณ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐส่งเสริมอุตสาหกรรมชิปในประเทศเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความขาดแคลนชิปที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก