NEWS UPDATE • CRYPTOCURRENCY

ถอดรหัสบิตคอยน์ หลังทำราคาทะลุ 2 ล้านบาท

ถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ของโลกการเงิน เมื่อสกุลเงินดิจิทัลที่ทุกคนยกให้เป็นสกุลหลักอย่างบิตคอยน์ทำราคาทะยานเกิน 60,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิตคอยน์ คิดเป็นมูลค่ากลมๆ 1 บิตคอยน์ก็เท่ากับ 2 ล้านบาท

หลายคนคงตั้งคำถามว่าเพราะอะไร สิ่งที่ไม่มีอะไรค้ำมูลค่า จับต้องไม่ได้ เป็นเพียงชุดข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมมา ถึงมีค่ามากขนาดนี้ และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย แม้แต่ประธาน FED ยังยอมรับว่าบิตคอยน์มีลักษณะคล้ายกับทองคำมาก

คำตอบง่ายๆ ก็คือทุกคนเชื่อว่าสิ่งนี้มีค่า เช่นเดียวกับทองคำที่ถ้าไม่มีใครให้มูลค่าก็เป็นเพียงแร่สีทอง แต่ด้วยความที่ทองคำหายาก มีจำนวนจำกัด นั่นจึงทำให้มนุษย์ให้มูลค่าทองคำว่าเป็นสิ่งที่มีค่า มีราคา เมื่อกลับมาเปรียบเทียบกับบิตคอยน์ ความต่างของบิตคอยน์กับทองคำก็คือ ทั้ง 2 ชนิด อยู่กันคนละโลก ทองคำอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่บิตคอยน์อยู่ในโลกดิจิทัล และที่เหมือนกันคือ บิตคอยน์วันนี้หายาก และมีจำนวนจำกัดเช่นเดียวกัน


ย้อนไปในช่วงที่บิตคอยน์เกิดขึ้นบนโลกใหม่ๆ ยังไม่มีใครเชื่อว่าชุดข้อมูลที่ถูกโปรแกรมนี้จะมีมูลค่าได้ บิตคอยน์จึงหาง่าย การขุดเหมืองในปี 2009 สามารถทำ Reward ได้มากถึง 50 บิตคอยน์ต่อ 1 บล็อกเลยทีเดียว ราคาตอนนั้นอยู่เพียง 0.04951 ดอลลาร์ต่อ 1 บิตคอยน์ แต่เมื่อผ่านบททดสอบหลายๆด้าน ซึ่งในโลกดิจิทัลเกิดขึ้นเร็วมาก แม้จะเทียบไม่ได้กับทองคำที่ผ่านบททดสอบมานานเป็นพันปี แต่เวลาในโลกดิจิทัลนั้นเดินเร็วกว่าโลกความเป็นจริงหลายร้อยเท่า ผ่านการแบ่งครึ่งหรือที่เรียกว่า Bitcoin Halving ที่ลด Reward ของการทำ Mining ลงทุก 4 ปี นั่นทำให้จะมีบิตคอยน์เกิดใหม่น้อยลงครึ่งหนึ่ง ประกอบกับเน็ตเวิร์กผู้ใช้เริ่มเข้ามาเพราะจุดเด่นเรื่องของ Anonymous ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครควบคุมได้ จึงไม่แปลกที่แรกเริ่มของบิตคอยน์จะเป็นสีเทา

ด้วยความนิยมที่เริ่มมีมากขึ้น มีร้านค้าหลายร้านเริ่มยอมรับบิตคอยน์ และผ่านการ Halving ครั้งแรก ทำให้จากราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์ ในปี 2009 กลายเป็น 979 ดอลลาร์ต่อ 1 บิตคอยน์ ในปี 2013 ซึ่งสื่อหลายสำนักในขณะนั้นต่างจับตามองบิตคอยน์แทบทุกฉบับ ก่อนที่ราคาจะผันผวนต่อเนื่องไปจนเข้าปี 2017 ผ่านการ Halving ครั้งที่ 2 บิตคอยน์มีราคาที่ 2,000 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นไปถึง 14,000 ดอลลาร์ในปี 2019

จนเมื่อเข้าสู่การ Halving ครั้งที่ 3 ในปี 2020 ราคาบิตคอยน์ก็ค่อยๆขยับขึ้นจนในที่สุดก็ทำราคาถึง 30,000 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และช่วงเวลาไม่ถึง 90 วัน ก็สามารถทำราคาสูงสุดไปถึง 60,000 ดอลลาร์ ตัวแปรสำคัญใน Wave นี้มีทั้งการ Halving ภาวะเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากมาตรการ QE ของสหรัฐฯ การยอมรับในตัวบิตคอยน์ที่มากขึ้น และการเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่เข้ามากว้านซื้อบิตคอยน์ในตลาด

หากมาเปรียบกับทองคำอีกรอบ การมีบิตคอยน์ในวอลเล็ทก็ไม่ต่างอะไรกับการมีทองคำเก็บไว้ ในการใช้ชีวิตประจำวันเราไม่ได้ใช้ทองคำ หรือบิตคอยน์ซื้ออาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เรามีไว้เพื่อที่รอเวลาให้ราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการเก็งกำไร หลายคนซื้อทองเพราะเราเชื่อว่าทองจะราคาขึ้น เช่นเดียวกับที่หลายคนซื้อบิตคอยน์เพราะเหตุผลเดียวกันหรือแม้แต่การใส่ทองเพื่อแสดงฐานะ ปัจจบันก็มีเศรษฐีบิตคอยน์เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน

กลับมาที่คำถามว่าบิตคอยน์มีมูลค่าสูงขนาดนี้ได้ยังไง นั่นก็เพราะว่าคนในโลกเชื่อว่าบิตคอยน์มีค่า มีสถาบันการเงิน ผู้นำความคิด องค์กรเทคโนโลยี ที่เปิดใจยอมรับ นี่คือเน็ตเวิร์กบนระบบบิตคอยน์ที่พัฒนาขึ้นในระยะเวลาเพียง 13 ปี เมื่อมีคนยอมรับมากขึ้น มีคนอยากได้มากขึ้น บิตคอยน์ก็มีราคาสูงขึ้นตามกลไก Demand Supply

แต่บิตคอยน์จะยังมีสภาพเป็นทองคำดิจิทัลไปได้อีกนานแค่ไหน นั่นต้องกลับมาดูด้วยว่าเน็ตเวิร์กเหล่านั้นยังคงอยู่กับบิตคอยน์นานแค่ไหน ในอนาคตบิตคอยน์อาจใช่และไม่ใช่ ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่ชัดคือตราบใดที่เน็ตเวิร์กบิตคอยน์ยังอยู่บิตคอยน์ก็ยังมีมูลค่าต่อไป แต่จะไปได้ขนาดไหน เวลาคือเครื่องพิสูจน์