NEWS UPDATE • ECONOMIC

ธปท. กำชับสถาบันการเงินเร่งดำเนินการพักหนี้ 2 เดือนให้ลูกหนี้ที่ปิดกิจการจากมาตรการคุมโควิด

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่มีความรุนแรง รัฐบาลต้องตัดสินใจล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ทำให้ต้องมีมาตรการเยียวยาประชาชนอย่างตรงจุดที่สุด ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และชมรมนอนแบงก์ ได้เห็นความเดือดร้อนของลูกหนี้และเห็นความจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนทั้งลูกจ้างและผู้ประกอบการ จึงเห็นร่วมกันว่าต้องมีการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ทั้งเอสเอ็มอีและรายย่อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงเป็นระยะเวลา 2 เดือน


“ลูกหนี้ในกลุ่มที่เข้าไปดูแลอย่างเร่งด่วนคือลูกหนี้ทีเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้างทั้งที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมและไม่ควบคุม แต่ต้องถูกปิดกิจการหรือโดนเลิกจ้างงานจากมาตรการล็อกดาวน์ โดยให้พักชำระหนี้เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนก.ค. 64 เป็นต้นไป ซึ่งลูกหนี้สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินได้โดยตรงตั้งแต่19 ก.ค. เป็นต้นไป โดยธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินให้ดำเนินการพิสูจน์หลักฐานของลูกหนี้อย่างเร็วที่สุด”

สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมและยังสามารถเปิดกิจการได้ แต่มีรายได้ลดลง ธปท.ได้ให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ ทั้งนี้การดำเนินการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการเลื่อนการชำระหนี้ออกไป หากลูกหนี้ยังมีศักยภาพที่ชำระหนี้ได้ควรชำระหนี้ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงินควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนและตรงจุด


“การพักชำระหนี้เป็นการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งต่อไปหน่วยงานต่างๆ ต้องหามาตรการอื่นในการตอบโจทย์ในการช่วยลูกหนี้ โดยเฉพาะการทำให้ลูกหนี้มีรายได้ โดยการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อให้สามารถเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ประชาชนมีรายได้และเกิดสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจอยู่รอดต่อไปได้”

ทั้งนี้ปัจจุบันสถาบันการเงินยังมีความเข้มแข็ง มีสภาพคล่องส่วนเกินสูง มีการกันสำรองมากพอสมควร ดังนั้น เรื่องความเข้มแข็งของสถาบันการเงินในปัจจุบันยังไม่ได้มีปัญหา ขณะที่ในช่วง 2 ปีข้างหน้าธปท. อยากเห็นการส่งผ่านการลดการนำส่ง FIDF เหลือ 0.23% ในเข้าถึงลูกหนี้อย่างครบถ้วน ส่วนการจะขยายต่อไปหรือไม่ยังอยู่ระหว่างการศึกษา


นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การที่ธปท. กำหนดมาตรการพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 2 เดือน มาจากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเชิงเร่งด่วนไม่ใช่มาตรการที่จะนำมาดูแลลูกหนี้ในระยะยาว ซึ่งการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. ยังเน้นยำในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งปัญหาที่สำคัญของลูกหนี้ที่สำคัญในขณะที่และจำเป็นต้องเร่งแก้ไขคือเรื่องรายได้ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมทั้งการเยียวยารายได้และการลดค่าใช้จ่ายด้ายสาธารณูปโภค


สำหรับวิธีการคิดดอกเบี้ยจากมาตรการพักหนี้ 2 เดือนนั้น มาตรการในครั้งนี้เป็นการเลื่อนการชำระหนี้ออกไป ดังนั้นยังมีการคิดดอกเบี้ยแต่ไม่ต้องชำระในช่วง 2 เดือนนี้ เมื่อลูกหนี้ได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงินให้เข้ามาตรการ ในงวดของ ก.ค. และ ส.ค. ลูกหนี้จะไม่ต้องชำระ แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนนี้ ธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินว่าต้องไม่ให้เป็นภาระกับลูกหนี้มากเกินไป โดยไม่ให้เรียกเก็บทันทีในเดือนที่ 3 แต่ให้ทยอยชำระหรือนำไปไว้ในตอนท้ายของสัญญา

“ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินขอให้ดำเนินการต่อไปเพราะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ธปท. มองว่าสถานการณ์โควิดยังคงอยู่อีกยาวนานต่อไปดังนั้นตอนนี้ขอแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน แล้วระหว่างนี้ธปท. จะติดตามและพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น”