<
NEWS UPDATE • CRYPTOCURRENCY

Cover Story : Cryptocurrency The Future Wealth is Coming

ประเดิมปี 2021 Bitcoin ราคาทะลุ 1 ล้านบาท ขึ้นแท่นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก นักลงทุนสถาบันโดดกว้านซื้อมาถือยาว ดัน Market Capital ทะยาน 1 ล้านล้านดอลลาร์ คาดราคาจะผันผวนน้อยกว่าเดิม จากการเข้ามาถือยาวของสถาบัน จับตา 4 พัฒนาการโลกคริปโตฯก้าวสู่ยุค CBDC ใน 6 ปีข้างหน้า และการมาของ ICO/STO ที่จะเปลี่ยนภาพตลาดทุน

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังร้อนแรงอย่างมาก แรงผลักดันมาจากคริปโตเคอร์เรนซี่ยอดฮิตอย่าง Bitcoin ที่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021 ทำราคาพุ่งทะยานในระยะ 34,000-42,000 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 1.2 ล้านบาทต่อ 1 Bitcoin นักลงทุนรายย่อยต่างขายทำกำไรกันได้หลายเท่าตัว สาเหตุหลักคือการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันที่ยอมรับให้คริปโตเคอร์เรนซี่เป็น Alternative Investment ที่ให้ผลตอบแทนดีในสถานการณ์ปัจจุบัน

ความร้อนแรงนี้ส่งให้ Market Capital ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ในบางช่วงราคาจะตกลงมาจากการเทขายของรายย่อยเพื่อทำกำไร แต่ก็ยังมี Demand จากนักลงทุนสถาบันรองรับ โดยเฉพาะการประกาศเข้าในตลาดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มีสินทรัพย์ในการจัดการสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Black Rock การกว้านซื้อ Bitcoin ของกองทุน Greyscale และบริษัทที่เน้นการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่อย่าง MicroStrategy แม้แต่ธนาคาร JP Morgan ที่เคยมอง Bitcoin เป็นแชร์ลูกโซ่ ก็ออกมาเก็บ Bitcoin เอาไว้จำนวนหนึ่ง พร้อมยอมรับว่าการลงทุนใน Bitcoin นับเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้

การเงินธนาคาร ได้ สัมภาษณ์ 4 ผู้บริหารของบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี่ ตั้งแต่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset Exchange) แถวหน้าของประเทศไทยอย่าง Bitkub และ Satang Proมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ที่มีต่อการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ ตลอดจนบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ที่มีต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

               

Bitcoin Halving ทำราคาพุ่ง

สถาบันกว้านซื้อหลังปลดล็อกข้อจำกัด


จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดเผยกับการเงินธนาคารว่า ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก เป็นเพราะ Bitcoin ครบรอบของการทำสิ่งที่เรียกว่าBitcoin Halving หรือการแบ่งครึ่งของ Bitcoin ที่ระบบจะลดรางวัลของผู้ขุดลงครึ่งหนึ่งในทุก4 ปี ทำให้ทั้งเครือข่ายจะมี Bitcoin ที่ถูกผลิตใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2017 ซึ่งครั้งนั้น Bitcoin ก็ถูกนักลงทุนพูดถึงอย่างมากเช่นกัน แต่ราคาที่พุ่งสูงขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นการซื้อ-ขายของนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก โดยการ Halving จะกระตุ้นตลาดให้เข้าสู่ช่วง Golden Period ประมาณ 6-12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2020ซึ่งเป็นรอบปีของ Bitcoinในระยะสั้น ราคาที่ผันผวนของ Bitcoin จะเป็นตัวสร้างการรับรู้ให้กับนักลงทุน หากดูตามสถิติย้อนหลัง 8 ปีที่เกิดการ Halving มา 2 ครั้งราคาจะผันผวนเช่นนี้ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะค่อยๆปรับตัวลง

ช่วง4 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าราคาจะลงอย่างไร แต่ภาพรวมก็ยังมีการซื้อ-ขายเพิ่มขึ้น เพราะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลค่อยๆเติบโตขึ้นทุกปี เช่นในช่วงพีคของปลายปี 2017 ยอดการซื้อ-ขาย Bitcoin ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาดรวมอยู่ที่ 66,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ปัจจุบัน ณ วันที่ 13 มกราคม 2021 อยู่ที่ 77,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาดรวม 214,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน โดย Bitcoin มีสัดส่วนถึง 67.59% ของตลาดรวม

จิรายุสชี้ว่า สิ่งที่ทำให้ตลาดปี 2021 แตกต่างจาก ปี 2017 ก็คือการเข้ามาในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ของนักลงทุนสถาบันที่เข้ามากว้านซื้อ Bitcoin ไปถือครองไว้ในปริมาณมาก เช่น กองทุน Greyscale ที่ลงทุนถึง 330,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบริษัทด้านเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา เช่น Micro Strategy ที่ลงทุนซื้อ Bitcoin ไปมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีทรัพย์สินเป็น Bitcoin เก็บเป็นทุนสำรอง จากนั้นก็มีบริษัทอื่นๆใช้วิธีเดียวกัน เช่น SquareและPaypal

 แม้การมาของนักลงทุนสถาบันจะทำให้การลงทุนใน Bitcoin มีความยั่งยืนมากขึ้น แต่ยังไงก็ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะอะไรที่ขึ้นแรงก็ต้องลงแรง แต่เราไม่รู้ว่ามันถึงจุดสูงสุดหรือยัง แต่หากให้คาดเดานั้นจุดสูงสุดของปี 2017 Market Cap ของคริปโตเคอร์เรนซี่อยู่ที่ 800,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน Market Cap อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากดูปริมาณการซื้อ-ขายต่อวันที่เติบโตขึ้น 7-10 เท่าตัว จึงเชื่อว่า Market Cap น่าจะเติบโตมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ขึ้นไป แต่นี่คือการคาดการณ์ไม่มีใครรู้อนาคตแน่นอน

จิรายุสกล่าวต่อว่า สาเหตุที่นักลงทุนสถาบันหันมาให้ความสนใจคริปโตเคอร์เรนซี่โดยเฉพาะ Bitcoin มากขึ้น มีทั้งสิน 2 ปัจจัยดังนี้

1. เงินดอลลาร์มูลค่าลดลง

        การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้ประเทศอเมริกาต้องพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่อเมริกาใช้ออกมาตรการ Quantitative Easing: QE ในปี 2008 เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเงิน ซึ่งเวลานั้นใช้เวลาถึง 2 ปีถึงจะพิมพ์เงินมากกว่าพันล้านดอลลาร์ได้ครบ แต่ในช่วงการระบาดของ Covid-19 อเมริกาพิมพ์เงินในปริมาณที่เท่ากับมาตรการ QE ในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และยังพิมพ์ออกมาต่อเนื่องถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งการที่เงินดอลลาร์ออกมาเยอะขนาดนี้ย่อมทำให้มูลค่าลดลง สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องปกป้อง Wealth ของตัวเอง จึงมีการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ

        “ในอดีตเงินดอลลาร์อาจเป็น Safe Haven แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว นักลงทุนสถาบันก็ต้องหาวิธีรับรายได้ที่มากกว่าการฝากไว้กับธนาคารหรือลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลเพื่อเอาชนะภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นเงินลงทุนจากสถาบันก็จะไหลไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น Tesla Amazon ลงทุนในทองคำ รวมถึงการเข้ามาถือ Bitcoin”

2. ปลดล็อกข้อจำกัด

        การที่นักลงทุนสถาบันจะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทคริปโตเคอร์เรนซี่ได้ จะต้องถูกต้องตามกฎหมาย 100% ซึ่งปัจจุบันกฎหมายรองรับการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่แล้วนอกจากนี้ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายของหน่วยงาน The Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ในประเทศอเมริกา ที่อนุญาตให้ธนาคารในประเทศอเมริกาสามารถให้บริการรับฝากคริปโตเคอร์เรนซี่ได้ ทำให้ผู้เล่นที่มีความน่าเชื่อถือสูงอย่างธนาคารพาณิชย์เข้ามาใน Ecosystem นี้ด้วย

 

มูลค่า Bitcoin อยู่ที่ Network

แต่ยังไม่ใช่ผู้ชนะในเวลานี้

จิรายุสกล่าวว่า อีกปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดราคาของ Bitcoin นอกจากการ Halving ก็คือเครือข่าย (Network) เช่น การที่ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมรับการใช้ Bitcoin ในปี 2017 หรือการที่ Paypalประกาศยอมรับ Bitcoin ในปี 2020 ตลอดจนการเข้ามาของนักลงทุนสถาบัน ทำให้ Bitcoin ได้รับแรงหนุนให้เติบโตขึ้นทุกปี ซึ่งอีกมุมหนึ่งหมายความว่า Bitcoin มีจำนวนจำกัด แต่มีผู้คนต้องการมากขึ้นราคาก็จะปรับขึ้น

หากดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี จำนวนเฉลี่ยของการเปิด Bitcoin Wallet มีมากถึงวันละ 50 ล้าน Wallet ทั่วโลก ที่น่าสนใจคือใน 8 ปีแรก มีเพียงวันละ 28 ล้าน Wallet แต่ในปีที่ 9-10 กลับเพิ่มขึ้นถึง 22 ล้าน Wallet หรือเกือบ 50% หมายความว่าหากดูกราฟของการใช้งาน จะไม่ใช่การเติบโตที่เป็นเส้นตรง แต่โตแบบยกกำลัง หมายความว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวน Wallet อาจไปถึง 1,000 ล้าน Wallet ภายใน 10 ปีข้างหน้า

สาเหตุที่ Bitcoin เป็นตลาดที่ใหญ่มากนั่นเพราะตอนนี้ Bitcoin ได้เลยจุดที่รัฐบาลของประเทศใดในโลกจะเข้ามาแทรกแซงได้แล้ว โหนดต่างได้กระจายไปทั่วโลก ถือเป็นเครือข่าย Blockchainที่แพงที่สุด จาก Computing Power และการใช้ไฟฟ้า ทำให้ Bitcoin เป็นคริปโตเคอร์เรนซี่ที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด เพราะเกินจุดที่ใครจะปิดเครือข่ายนี้ได้

จิรายุสอธิบายว่า แม้ Bitcoin จะได้รับความเชื่อถือ และมีเครือข่ายทั่วโลก แต่ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะแข็งแกร่งเช่นนี้ตลอดไป เพราะตัวแปรสำคัญคือ Network หากมีเหรียญอื่นที่สามารถสร้าง Network ได้ใหญ่เหมือน Bitcoin ก็สามารถขึ้นมาแทนที่ได้ เป็นสถานการณ์คล้ายกับในยุคโซเชียลมีเดียอย่าง Hi5 และ Facebook แต่หาก Network ไม่ได้ย้ายไม่ว่าอย่างไร Bitcoin ก็น่าจะใหญ่ที่สุดเนื่องจากมูลค่าของ Bitcoin อยู่ที่ Network ไม่ใช่ซอฟต์แวร์

แม้ตอนนี้ Network จะอยู่ที่ Bitcoin แต่ไม่ได้หมายความว่าเหรียญอื่นๆจะใหญ่กว่า Bitcoin ไม่ได้ เพราะทุก Blockchain ล้วนเป็น Opensource ที่ทุกคนสามารถคัดลอกโค้ดไปทำซ้ำได้ เช่น หากมีคนที่สามารถสร้างเหรียญได้เหมือน Bitcoin แต่สามารถ Scale ออกไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องรอยืนยันธุรกรรม (Block Confirmations) 10 นาทีและเก็บค่าธรรมเนียม 1% ทุกคนต่างรู้ว่าเหรียญนี้เหมือน Bitcoin พร้อมเห็นประโยชน์จนย้าย Network ทั้งหมด ก็จะทำมูลค่าจาก Bitcoin ถูกย้ายไปยังเหรียญใหม่ ผู้พัฒนาก็ได้กำไรจากการลงทุนมากกว่าการพัฒนาบนเครือข่าย Blockchain เดิม

ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากในโลกคริปโตเคอร์เรนซี่ยังไม่มี Blockchain Governance ที่ดี คนจึงเลือกที่จะยึดผลประโยชน์เป็นหลักและสร้างเครือข่าย Blockchain ใหม่ เพราะมีโอกาสได้กำไรมากกว่า นี่จึงเป็นสาเหตให้ปัจจุบันมีคริปโตเคอร์เรนซี่มากกว่า 8,000 เหรียญ และตอนนี้ยังเป็น Early Stage ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะชนะ แต่สภาพแวดล้อมในอนาคตจะเป็นผู้กำหนดผู้ชนะในระยะยาว ซึ่งตอนนี้ Bitcoin ยังไม่ถึงจุดนั้น

อีกสาเหตุที่มีเหรียญใหม่ๆเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นเพราะแต่ละเหรียญต่างแก้ไขคนละปัญหาในโลกอินเทอร์เน็ต เช่นBitcoin แก้ไขปัญหาเรื่องการโอนมูลค่าข้ามประเทศ เปรียบเหมือน Protocol หรือภาษากลางในการโอนมูลค่า Ethereumก็เป็นอีก 1Protocol ในการรัน Smart Contract หรือ Decentralize Application

               

STO เปลี่ยนภาพตลาดทุน

แนะทำความเข้าใจก่อนเทรด

จิรายุสกล่าวว่า อีก 1 เทรนด์ที่ต้องจับตามองคือการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุน เพราะในอนาคตจะมีการทำสิ่งที่เรียกว่า STO : Securities Token Offering ซึ่งเป็นการแปลงมูลค่าของสินทรัพย์ทุกชนิดให้อยู่ในรูปของ Tokenสามารถซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งเทคโนโลยี Blockchainจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้

ภาพนี้จะเป็นอนาคตของตลาดทุนทั่วโลก การซื้อห้องคอนโดมิเนียม บ้าน ที่ดินสามารถเป็นเจ้าของร่วมกันได้ กรณีที่เกิดขึ้นแล้วคือการทำ Tokenize โรงแรม St. Regis ในอเมริกา หรือการทำ Tokenizeรถยนต์ Super Car ในประเทศสิงคโปร์ และในประเทศไทยBitkubจะมีการเปิดตลาดNon-fungible Token Market ที่แต่ละเหรียญจะมีความแตกต่างกัน ทำให้สามารถแทนค่าสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช้เงินและมีความแตกต่างกันได้ เช่น ภาพวาด เพลง หรือแม้แต่บริการจากInfluencer และ YouTuber ชื่อดัง

ตัวอย่างเช่น บี้ เดอะสกา สามารถออกบริการร้องเพลงวันเกิดให้กับแฟนคลับ โดยแฟนคลับที่ถือ Token ของบี้ เดอะสกา สามารถใช้ Token แลกรับบริการนี้ได้ ซึ่งการได้ Token มาจะต้องดูวิดีโอตามจำนวนที่กำหนด หรือใช้เงินซื้อ Token ใน Bitkubเพื่อรับบริการที่ต้องการ

จิรายุสกล่าวต่อว่า ด้านความเข้าใจของนักลงทุนที่มีต่อการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมากทุกครั้งที่ Bitcoin มีการ Halving ก็จะมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งการเข้ามาลงทุนในตลาดนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและหากดูไปที่แหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ด้านการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลก็ถือว่ามีมากกว่าเดิมมากดังนั้นการศึกษาเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนเข้ามาลงทุน

ปัจจุบัน Bitkubเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตเร็วในระดับ 1,000% มีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดถึง 95% วอลุ่มการเทรดต่อวันที่ 4,500 ล้านบาท มี Ticket Size ตั้งแต่ 100 บาทไปจนถึง 50 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

 

ประเดิมปี 2021Bitcoin ทะลุล้าน

นักเทรดต้องระวังเพราะยังเสี่ยงสูง


ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ปี 2021 ถือเป็นปีที่ร้อนแรงในการลงทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี่ จากการเข้ามามีบทบาทของนักลงทุนสถาบันที่เข้ามากว้านซื้อ Bitcoin ในตลาดจำนวนมาก ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงไปถึง 42,000 ดอลลาร์ในช่วง 1-2 อาทิตย์แรกของปี 2021 ส่งผลให้นักลงทุนที่ถือ Bitcoin เอาไว้สามารถขายเพื่อทำกำไรได้มหาศาล

อย่างไรก็ตาม แม้ Bitcoin จะอยู่ในช่วงขาขึ้น เข้าสู่ Golden Period หลังการ Halving ครั้งที่ 2 ในมุมของ สตางค์ มองว่าคริปโตเคอเรนซี่ยังคงเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความร้อนแรงของ Bitcoin สามารถดึงดูดนักลงทุนได้อย่างมาก เนื่องจากสามารถทำกำไรได้มากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่อีกมุมหนึ่ง Bitcoin ก็สามารถเข้าสู่ช่วงดาวน์ไซด์ได้อย่างรวดเร็ว และยังอาจลดลงได้ถึง 30% หรือมากกว่า

ปรมินทร์ เน้นว่า การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่จึงต้องมีความรอบคอบอย่างมาก เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกด้าน เช่น ลงทุนไป 1,000,000 บาท แต่ราคากลับดิ่งลงเหลือ 500,000 บาท ช่วงเวลาที่ราคาลงนี้นักลงทุนเดือดร้อนหรือไม่ หรือมีผลกระทบอะไรที่จะเกิดขึ้น หากรับความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้ ก็ยังไม่ควรเข้ามาเต็มตัว แต่ให้ศึกษาอย่างใกล้ชิด เมื่อมีความพร้อมจึงเริ่มลงทุนโดยเริ่มจากจำนวนเงินที่ไม่เดือดร้อน เพราะตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่มีความผันผวนมากกว่าตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นไม่ได้หวือหวา ไม่ได้ผันผวนมาก และมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า ส่วนในตลาดคริปโตฯนั้นปัจจุบันไม่ได้มีแค่Bitcoinแต่มีมากกว่า 8,000 เหรียญซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกเหรียญจะประสบความสำเร็จ นักลงทุนบางรายอาจมองว่าลงทุนใน Bitcoin ได้กำไรน้อยเพราะมีการเติบโตไปมากแล้ว จึงมองหาเหรียญที่อยู่อันดับล่างตั้งแต่อันดับ 2 ถึง 300 ขึ้นไป ที่มีแนวโน้มจะอัพไซด์มากกว่าBitcoin แต่ผู้ลงทุนก็ต้องยอมรับกับความเสี่ยงว่าเจ้าของเหรียญนั้นอาจไปไม่รอดหรือถูกทิ้งโปรเจ็กต์ไป ทำให้เงินลงทุนอาจจะกลายเป็นศูนย์นี่คือสิ่งที่ต้องเตือนนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

Bitcoin เข้าสู่ช่วงของขาดตลาด

สถาบันตบเท้าเข้าตลาดคริปโตฯ

ปรมินทร์ กล่าวว่า ความร้อนแรงของ Bitcoin ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021 มาจากการเข้ามามีบทบาทของนักลงทุนสถาบัน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาใช้การพิมพ์เงินดอลลาร์เข้าสู่ระบบเพื่อกู้เศรษฐกิจกลับมาในระยะสั้น และเริ่มมีประเทศอื่นๆเริ่มทำตามจนเริ่มมีเงินล้นตลาด บริษัทต่างๆจึงเริ่มพิจารณาว่าจะถือเงินทิ้งไว้หรือเอาไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

หลายบริษัทที่ใช้วิธีแบ่งเงินประมาณ 1 ใน 3 มาลงทุน เพื่อให้ชนะค่าเงินเฟ้อ นั่นจึงทำให้ Bitcoinได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันอย่างมาก ด้วยจำนวนและเงินลงทุนมหาศาลของนักลงทุนสถาบันที่เข้ามาในตลาดจึงทำให้Bitcoin มีราคาสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมาและอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่าของขาดตลาด


ขณะนี้ เรียกได้ว่าจำนวน Bitcoin ที่อยู่ในกระดานเทรด มีขายไม่พอ มีแต่คนตั้งราคารับซื้อแต่ไม่มีคนขาย ราคาจึงพุ่งขึ้นไป แต่ในมุมของสถาบันนั้นช่วงแรกจะเป็นไปในลักษณะของการทดลองก่อน แต่พอได้กำไรก็เทเอาเงินส่วนมากเข้าไปถือ เช่น บริษัท MicroStrategy ถูกปรับเรทติ้งลงเพราะเอาเงินทุนส่วนใหญ่ไปลงBitcoinซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูง แต่บริษัทไม่สนใจเพราะนักลงทุนได้ปันผล และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นบวก

นักลงทุนสถาบันอีกรายที่ต้องจับตามองคือ Greyscale ที่ทำกองทุน Bitcoin โดยเฉพาะ ได้ลงทุนใน Bitcoin อย่างต่อเนื่องจนสามารถสะสม Bitcoin ได้มากกว่า 500,000 Bitcoin คิดเป็นมูลค่า 8.35พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 2.69% ของตลาด

ปรมินทร์อธิบายต่อว่า เมื่อนักลงทุนสถาบันเข้ามาในตลาดมากขึ้น โอกาสที่ราคาจะลงไปถึงหลัก 1,000 ดอลลาร์ จึงเป็นไปได้ยาก แน่นอนว่าราคาจะมีปรับลงบ้าง แต่จะเป็นลักษณะของการปรับฐาน เนื่องจากนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่จะซื้อจำนวนมากเพื่อไปถือเอาไว้ ขณะที่ธรรมชาติของ Bitcoin ที่ถูกผลิตใหม่ก็น้อยลงเรื่อยๆ คิดเฉลี่ยได้ประมาณปีละ 500,000 Bitcoinแต่นักลงทุนสถาบันซื้อมากกว่า 500,000 Bitcoin แม้ว่าจะรวมกับBitcoin ที่มีในตลาดก็ยังไม่พอ ส่งให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงเพราะDemand มีมากกว่า Supply

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือนักลงทุนสถาบันจะเทขายหรือพยุงราคาให้อยู่ในระดับนี้ต่อไป หากเป็นการเทขายราคาจะดิ่งลงแน่นอน แต่ด้วยกลยุทธ์ก็สามารถซื้อกลับและทำให้ราคาขึ้นไปเยอะๆ ตรงนี้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน

ปรมินทร์กล่าวว่า การเข้ามาในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ของนักลงทุนสถาบัน จะยังคงมีต่อเนื่องไปตลอดปี 2021 เพราะนโยบายใหม่ของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะมีการเพิ่มการเก็บภาษีจาก 21% เป็น28% สิ่งที่เกิดขึ้นคือบริษัทต้องบริหารเงินไม่ให้มีกำไรเยอะมาก และการที่นำเงินส่วนที่คาดว่าจะเป็นกำไรมาถือคริปโตเคอร์เรนซี่ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ดังนั้นเทรนด์ของนักลงทุนสถาบันที่เข้ามาในตลาดจะยังคงมีต่อไป

ในมุมของ Bitcoin หลังจากผ่านการ Halving ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่ขุด Bitcoin (Bitcoin Miner) เนื่องจากจำนวน Reward ที่ระบบจ่ายให้จากการประมวลผลมีจำนวนน้อยลง ซึ่งกลุ่ม Miner ก็ต้องคำนวณราคาของ Bitcoin เทียบกับต้นทุนว่าจะยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่ราคาในตลาดก็กระทบเช่นกันแต่จะไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักเพราะแม้ว่าระบบจะผลิตBitcoinได้น้อยลงครึ่งนึง แต่Bitcoin เดิมที่อยู่ในตลาดก็ไม่ได้หายไป ดังนั้นการ Halving จะเป็นสัญญาณด้านเทคนิคที่ทุกคนมองว่าราคาจะขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นเป็น 2 เท่าเสมอไป

ทุกครั้งหลังจากที่เกิด BitcoinHalving ราคาจะขึ้นสู่จุด All Time High แต่ไม่ได้การันตีว่าราคาจะพุ่งเลยเพราะว่ายังคงมี Bitcoin เดิมที่อยู่ในตลาด สตางค์มองว่าการ Halving จะมีผลเยอะในรอบแรกๆที่ยังไม่มีนักลงทุนสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการเก็งราคาจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก

เทรนด์ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ในปี 2021 จึงเป็นเรื่องของการเข้ามาในตลาดของนักลงทุนสถาบัน และจะยังคงมีเข้ามาต่อเนื่อง เพราะรายใหญ่หลายรายเข้ามาแล้ว และได้ผลตอบแทนที่เป็นบวกกลับไป ในมุมของของสถาบันก็เริ่มมองว่าคริปโตเคอร์เรนซี่คือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ต้องศึกษา ทำให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่มีการพัฒนาตัวเอง จากเดิมที่มีแต่นักลงทุนรายย่อย เมื่อมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาก็ทำให้เกิดพัฒนาการ

 

The Future Wealth

เน้นถือยาวรอจังหวะทำกำไร

ปรมินทร์ กล่าวว่า พัฒนาการของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ ทำให้ Bitcoin ถูกพิจารณาในฐานะของทางเลือกใหม่ในการลงทุน หรือแม้กระทั่งการเป็น Future Wealth ซึ่ง สตางค์มองว่าคริปโตเคอร์เรนซี่ โดยเฉพาะ Bitcoin อยู่ในเกณฑ์ โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่นักลงทุนต้องการทำกำไร หากถือในระยะสั้น 3-4 ปี อาจไม่สามารถให้เป้าหมายได้ว่าจะสามารถเป็น Future Wealth หรือตอบโจทย์นักลงทุนหรือไม่ เนื่องจากวัฏจักรของ Bitcoin ราคาจะขึ้นและลง จากนั้นจะอยู่นิ่งๆไปอีก 4 ปี ดังนั้นหากมองในช่วงสั้นจึงแล้วแต่จังหวะและความเป้าหมายของผู้ลงทุน แต่ในระยะยาวสถิติบ่งชี้ชัดเจนว่ามูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้นทุกปี

เราไม่แนะนำให้ใช้ Bitcoin เป็นช่องทางในการออมเงิน แต่เราแนะนำว่าให้นำเงินที่ใช้เสี่ยงโชคต่างๆทุกเดือนมาซื้อ Bitcoin เป็นการนำเงินที่พร้อมเสียมาใช้ เช่น เงินที่ใช้ซื้อลอตเตอรี่ซึ่งผู้ซื้อทำใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ถูกรางวัลคือเสียเงินฟรี การนำเงินส่วนนี้มาซื้อ Bitcoinและถือยาวสัก10 ปีจะเป็นFuture Wealth แน่นอน

ปรมินทร์ กล่าวต่อว่า เวลานี้นักลงทุนรายใหญ่เริ่มเข้ามาในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่มากขึ้นนักลงทุนรายย่อยไม่ใช่ผู้คุมตลาดเหมือนในอดีต เพราะนักลงทุนสถาบันมีมืออาชีพ ทีมงาน ที่มุ่งเน้นเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในอนาคตนักลงทุนรายย่อยอาจต้องลงทุนผ่านสถาบัน เช่น การลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี่ ซึ่งนักลงทุนหน้าใหม่ก็จะสนใจเนื่องจากไม่ต้องมาบริหารพอร์ตลงทุนเอง ส่วนที่ยังเทรดเองก็จะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าใจการลงทุนประเภทนี้จริงๆ

ในปี 2017 ในต่างประเทศมีการตั้งกองทุนคริปโตเคอร์เรนซี่เยอะมาก เพราะตลาดโต แค่ถือเฉยๆไม่ต้องทำอะไรก็ยังกำไร แต่หลังจากช่วงปี 2018 ตลาดดิ่งลงหลายกองทุนก็ปิดไป ส่วนที่บริหารเป็นก็รอด แต่รายที่เข้ามาเพื่อหวังเกาะขาขึ้นของตลาดส่วนใหญ่จะไปไม่ไหว ขณะที่ในประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายรองรับแล้ว คาดว่าจะมีหลายกองทุนเปิดตามมา

สำหรับตลาดในประเทศไทยนั้น ปรมินทร์มองว่า ในด้านของจำนวนนักลงทุนที่ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ยังไม่ได้ขยายตัวมากนัก อาจมีทั้งรายเก่าที่เลิกไปและมีรายใหม่ที่เข้ามาเติม ปัจจุบันในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลSATANG Pro มีธุรกรรมวันละ 30-50 ล้านบาท นอกจากนี้สตางค์ยังมีส่วนในการให้ความรู้ หรือการจัดWorkshop ให้กับนักลงทุนที่สนใจ ทั้งการให้ความรู้ในการใช้แพลตฟอร์ม และความรู้ในคริปโตเคอร์เรนซี่แต่ละสกุลด้วย ว่าแต่ละเหรียญมีข้อดีอย่างไรทำงานอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไร


ปรมินทร์ แนะนำว่า หากเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่รู้เทคนิคมากนัก ให้ศึกษาหาข้อมูลให้มากที่สุด ตัวเลือกแรกที่แนะนำคือ Bitcoin เพราะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เนื่องจากมูลค่าค่อนข้างเยอะ การจะล้มเป็นไปได้ยาก และแนะนำให้ถือแบบระยะยาวเหมือนการลงทุนในหุ้น หากต้องการลงทุนในสกุลอื่นจะต้องศึกษาแบบราย Sector อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเพราะแต่ละสกุลมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น เหรียญ Ethereum จุดประสงค์ของการลงทุนจะต่างจาก Bitcoin เพราะ Ethereum เป็นเหรียญประเภทโครงสร้างพื้นฐานโดย Ethereum สร้างเน็ตเวิร์กขึ้นมาแล้วให้คนอื่นมาสร้างเหรียญบนแพลตฟอร์มตัวเองอีกที ถ้ามองเป็นหุ้นก็เป็นลักษณะของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง เพื่อให้มีกลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้มาพัฒนาต่อยอดธุรกิจไป ซึ่งเหรียญที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับEthereumและเป็นคู่แข่งกันก็มีหลายตัว

หากต้องการไปลงทุนในเหรียญอื่นๆ นักลงทุนก็ต้องเริ่มศึกษาลึกลงไปอีกในแต่ละ Sector ส่วนระยะเวลาในการถือ อยู่ที่ว่าผู้ลงทุนกำหนดระยะเวลาในการได้ผลตอบแทนไว้ที่เท่าไหร่ เช่น นักลงทุนบางรายซื้อ Bitcoin ทิ้งไว้ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ปัจจุบันราคาไปถึง 1 ล้านบาทก็ไม่ขาย เพราะระยะเวลาที่ตั้งไว้ยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ค่อยมาดูว่าราคาเป็นเท่าไหร่และจะตัดสินใจอย่างไร

 

SATANG Pro ชูจุดแข็งที่ระบบ

ผนึก Binanceโอนฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม

ปรมินทร์ กล่าวว่า บริษัทวางแผนในการรองรับนักลงทุนที่สนใจซื้อ-ขายคริปโตเคอร์เรนซี่ เน้นที่ความเสถียรของระบบเว็บเทรด โดยมองว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่มีความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นความเสถียรเป็นเรื่องสำคัญมาก การปิดปรับปรุงจะมีการแจ้งลูกค้าล่วงหน้าทุกครั้ง เพื่อจะได้เตรียมตัวได้ทัน และไม่ให้ลูกค้าเสียโอกาสในการทำกำไรจากการเทรด

โดยระบบของ Satang Pro นั้นจะเป็นแบบ Auto scale ที่ขยายตามจำนวนผู้ใช้งาน โดยมีการพัฒนาระบบหลังบ้านให้เป็นแบบอัตโนมัติ และใช้คนในการบริหารจัดการให้น้อยที่สุด นี่คือสิ่งที่สตางค์มุ่งเน้นอย่างมาก และถือเป็นจุดแข็งเฉพาะตัว

จุดแข็งของเราคือเรื่องความเสถียร สตางค์เน้นเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเรารู้ถึงช่วงเวลาที่คนเข้ามาเทรดว่าอยู่ช่วงเวลาไหน เราเพิ่มในส่วนนั้นไว้รอแล้ว พอคนเริ่มเยอะเราก็ไม่ต้องทำอะไร เซิร์ฟเวอร์จะขยายเองอัตโนมัติ เพื่อให้คนที่ต้องการลงทุนได้ลงจริงๆและไม่เป็นการตัดโอกาสผู้ลงทุน

นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องความปลอดภัยข้อมูลโดยปรับใช้ตามมาตรฐาน GDPR ลูกค้าที่เป็นชาวต่างประเทศสามารถเทรดกับSATANG Pro ได้ นอกจากนี้สตางค์เป็นรายเดียวในประเทศไทยที่ผ่านมาตรฐาน ISO 27000-701 ที่มุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ

ปรมินทร์กล่าวต่อว่าบริษัทยังจับมือกับ Binanceกระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซี่อันดับต้นของโลกทำให้การโอนคริปโตเคอร์เรนซี่ระหว่างBinance กับ SATANG Proได้ทันทีโดยไม่ต้องรอยืนยัน เป็นการลดช่องว่างในเรื่องต้นทุนระยะเวลา นอกจากนี้การโอนจากBinance มายัง SATANG Proยังไม่มีค่าธรรมเนียมด้วย

 

Bitcoin ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก

สถาบันมองเป็น Alternative Investment


ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า Bitcoin กำลังได้รับการจับตามองจากนักลงทุนอย่างมาก โดยในปี 2020 สามารถให้ผลตอบแทนได้ถึง 305% และเมื่อเข้าสู่ปี 2021 Bitcoin ก็กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยอัตราผลตอบแทนที่ 23.6% ด้วยระยะเวลาแค่ปีเศษและหากมองย้อนไปไกลกว่านั้นในช่วงที่ Bitcoin ราคาขึ้นจาก 500 ดอลลาร์ มาถึง 20,000 ดอลลาร์ การเติบโตนี้ล้วนเป็นกลไก Demand Supply จากนักลงทุนรายย่อย แต่การเติบโตจาก 20,000 ดอลลาร์ มาที่ 40,000 ดอลลาร์ ในช่วงต้นปี 2021 เป็นผลจากการตบเท้าเข้ามาในตลาดของนักลงทุนสถาบัน

กลุ่มนักลงทุนสถาบันที่เข้ามา เช่น MicroStrategy, Square, MassMutual ทั้ง 3 บริษัทนี้เข้ามากว้านซื้อ Bitcoin ในตลาดไปในปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ยังมีกองทุน GreyScale ที่เผยว่าในไตรมาส 4 ของปี 2020 มีกระแสเงินไหลเข้ามาที่กองทุนคริปโตเคอร์เรนซี่มากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์

รวมถึงวิสัยทัศน์ของ PayPal ในวันที่ 21 ตุลาคม 2020 ที่ประกาศว่าผู้ใช้ 361 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม PayPal จะสามารถใช้สกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี่ทำธุรกรรมบน PayPal ได้การมาของนักลงทุนสถาบันเหล่านี้ส่งให้ราคา Bitcoin ทะยานไปถึง 42,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นที่ซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ผูกกับสกุลเงินใดสกุลหนึ่ง และส่วนหนึ่งมากจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง

ดร.วิศิษฐ์ อธิบายว่า เหตุผลที่ทำไมถึงนักลงทุนสถาบันถึงหันมาสนใจคริปโตเคอร์เรนซี่ในช่วงนี้เพราะภาพของเศรษฐกิจมหภาค ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยภาวะเงินเฟ้อผลตอบแทนต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ, นักลงทุนมองหาช่องทางกระจายความเสี่ยงในการลงทุนความขัดแย้งทางการเมืองโลกการเลือกตั้งอเมริกาและการแพร่ระบาดของ Covid-19

เหตุผลเหล่านี้ทำให้เกิด Demand ในคริปโตเคอร์เรนซี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะด้วยภาวะปัจจุบัน นักลงทุนจึงเริ่มมองช่องทางที่สามารถย้ายเงินมาไว้ได้ และตอกย้ำความมั่นใจให้กับรายย่อยได้อีกว่าสถาบันเข้ามาแล้ว อีกทั้งสถาบันที่เข้ามายังเป็น บริษัทเทคโนโลยีบริษัทด้านการชำระเงินรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีด้านประกันด้วย

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ทรีนีตี้มองว่าการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ โดยเฉพาะ Bitcoin จะเป็นAlternative Investment โดยเป็นสินทรัพย์ที่มีCorrelation หรือค่าสหสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นต่ำและกำลังจะเป็นเทรนด์อนาคตของการลงทุน ไม่มีใครสามารถให้มูลค่าที่แท้จริงได้ แต่ทรีนิตี้สามารถให้ทิศทางและแนวทางได้ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องศึกษาเป็นอันดับแรกคือ Flowเพราะ Flow คือตัวผลักดันราคาให้มาถึงจุดนี้

ทรีนิตี้มองว่าการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่เป็นส่วนหนึ่งในการจัดสรรค์การลงทุน เป็น Asset Classอย่างหนึ่ง เราสามารถแนะนำเรื่องการกระจายความเสี่ยงกระจายการลงทุน รวมถึงทิศทาง และFlowแก่นักลงทุนได้

 

ทรีนีตี้แนะแบ่งเงิน 5 ส่วน

เทคนิคเริ่มต้นเทรดคริปโตฯ


ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เวลานี้การลงทุนใน Bitcoin กำลังได้รับความนิยม ราคามีความผันผวน ยืดหยุ่นสูง มีเงินเพียงแค่ 100 บาทก็สามารถเปิดบัญชีซื้อ-ขาย คริปโตเคอร์เรนซี่ได้ ดังนั้นนักลงทุนหน้าใหม่ควรศึกษาให้ละเอียด เพื่อให้เข้าใจและลงทุนได้หลายรูปแบบ ทั้งการเทรดรายวัน หรือลงทุนสะสม แต่ต้องเป็นการลงทุนด้วยเงินที่ไม่เดือดร้อน

การเทรดคริปโตเคอร์เรนซี่นั้นแนะนำว่า ควรแบ่งเงินเป็น 5 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้ซื้อทันทีเพื่อเริ่มต้นศึกษา อีก 2 ส่วน เก็บไว้ซื้อเพิ่มช่วงขาลง อีก 2 ส่วนซื้อตามตลาดขาขึ้น การแบ่งเงินเทรดแบบนี้จะช่วยให้นักลงทุนสบายใจมากขึ้น เพราะไม่ว่าเทรนด์จะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ก็จะมีเงินเพื่อซัพพอร์ตในจุดนั้น การวางแผนลงทุนเช่นนี้ ด้วยเงินที่นักลงทุนจำกัดไว้ว่าไม่เดือดร้อนก็จะสบายใจมากกว่านำเงินไปลงทีเดียวหมด

ภควัตแนะนำว่าอีกวิธีคือการซื้อเพื่อสะสมระยะยาว นักลงทุนสามารถใช้วิธี Dollar Cost Average หรือ DCA ซึ่งเป็นการซื้อด้วยจำนวนเงินที่ไม่เดือดร้อนเป็นจำนวนเท่าๆ กันเฉลี่ยไปทุกเดือน ส่วนนักลงทุนที่ต้องการเทรดรายวัน จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ไม่มีวันหยุด แต่สิ่งที่ต้องเน้นคือเงินลงทุนจะต้องอยู่บนพื้นฐานของเงินที่ไม่เดือดร้อน

ต้องยอมรับว่า ช่วงต้นปี 2020 นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยตื่นตัวกับการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่มากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส 4 ราคาที่ขึ้นสูงเป็นตัวจูงใจให้นักลงทุนเริ่มหันมาสนใจคริปโตเคอร์เรนซี่กันมากโดยเฉพาะ Bitcoin จึงอยากจะเตือนนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนทางนี้ว่า ธรรมชาติของราคาคริปโตเคอร์เรนซี่มีความผันผวนสูงมาก ดังนั้น อย่านำเงินไปลงทุนทั้งหมด แต่ให้เป็นแค่ 5% ของพอร์ตลงทุนเท่านั้น

ภควัต แนะนำอีกว่า นักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการรู้จักกับการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี่ ให้เริ่มจาก Bitcoin เป็นเหรียญแรก เนื่องจากมี Market Cap ที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นให้ทำความเข้าใจกลไกต่างๆอย่างละเอียด และจึงเริ่มขยายไปยังคริปโตเคอร์เรนซี่สกุลอื่น

ปัจจุบัน ด้วยความร้อนแรงของราคาที่พุ่งสูง จากการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันทำให้นักลงทุนยอมรับและเรียนรู้ในคริปโตเคอร์เรนซี่มากขึ้น แต่ก็ยังมีบางกระแสที่มองในด้านลบอยู่บ้าง ทรีนีตี้จึงอยากเน้นกับนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี่ว่า ให้ค่อยๆก้าวเข้าไปในตลาด และทยอยสะสมองค์ความรู้ จนกว่าจะเข้าใจ ซึ่งการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ก็มีหลายวิธีแล้วแต่ความชอบของนักลงทุนสิ่งสำคัญคือต้องไม่เกินตัว

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทรีนีตี้ได้ทำการศึกษาเชิงลึกในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่และมีการจัดสัมนาให้กับนักลงทุนมาตลอด สิ่งที่เห็นคือ การคำนวณค่า Correlation ของสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี่กับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี่ด้วยกันเอง เพราะในบางเหรียญก็มีทั้งเคลื่อนไหวตามกัน และตรงข้ามกัน บางเหรียญอาจจะราคาพุ่งสูงแต่บางเหรียญอาจสวนทาง

หากเราคำนวณความสัมพันธ์เหล่านั้นได้ ก็สามารถคำนวณความสัมพันธ์ของคริปโตเคอร์เรนซี่กับ Asset Classอื่นได้ หรือคำนวณเรื่องของ Asset Allocate ได้ รวมถึงการวิเคราะห์ข่าวสารที่เกิดขึ้น ซึ่งทรีนีตี้สามารถให้ความรู้เหล่านี้กับนักลงทุนได้ เรายังเป็นพันธมิตรกับทั้ง Bitkubและ Satang Pro เพื่อส่งผ่านลูกค้าให้ แต่นักลงทุนที่มาหาเราจะมีการสัมนาให้ความรู้ให้ก่อน ทั้งเรื่องพัฒนาการ และเทคนิค ก่อนที่จะเข้าไปในตลาดจริง

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทรีนีตี้แนะนำในการลงทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี่ คือให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรค์ด้วยการแบ่งพอร์ตลงทุนเป็นหุ้น 35% เงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง 35% เป็นคริปโตเคอร์เรนซี่ประมาณ 1-5% ส่วนที่เหลือคือทองคำและหุ้นต่างประเทศ

 

จับตาพัฒนาการคริปโตฯ

เดินหน้าสู่ Wave ที่ 4

ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่าทรีนีตี้ได้ศึกษาพัฒนาการของโลกคริปโตเคอร์เรนซี่และสามารถแบ่งช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้

        ระยะที่ 1 เป็นการที่นักลงทุนรายบุคคล (Individual Investor) เข้าไปเก็งกำไรในช่วงปี 2016-2017ในช่วงเวลาที่ Bitcoin พุ่งไปที่ 20,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะตกลงมาสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

        ระยะที่ 2 (ปัจจุบัน) การที่นักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อ Bitcoin ในช่วง ไตรมาส 4 ปี2020 หลังจากที่ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทันที และนักลงทุน สถาบันการเงิน บริษัท เช่น Payment Tech, New Tech เริ่มเข้าซื้อBitcoin ส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจนถึงระดับ 40,000ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว

        ระยะที่ 3 เป็นการใช้คริปโตเคอร์เรนซี่ในระดับบริษัทเอกชน (Corporate Accounts) เช่น การที่บริษัทในญี่ปุ่นกว่า 30 แห่ง ได้มีความร่วมมือในการพัฒนา Private Digital Yen เพื่อใช้เป็น Pool เชิงการค้าระหว่างกันและทดลองใช้งานในปี2021

         ระยะที่ 4 ธนาคารกลางในแต่ละประเทศออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง (Central Bank Currencies (CBDCs)) เช่น หยวนดิจิทัล บาทดิจิทัล

ดร.วิศิษฐ์ อธิบายว่า ปัจจุบันพัฒนาการของคริปโตเคอร์เรนซี่อยู่ในระยะที่ 2และกำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 จากการที่บริษัทเอกชนเริ่มนำเทคโนโลยีด้านคริปโตเคอร์เรนซี่ไปปรับใช้ รวมถึงระยะที่ 4 ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะออกเหรียญของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วในบางประเทศ เช่น ประเทศจีน สวีเดน ยุโรป

ที่น่าสนใจคือระยะที่ 4 ที่ต้องลงลึกไปถึงโครงสร้างของเงินดิจิทัลว่าจะทำงานอย่างไร ผ่านตัวกลางอย่างธนาคารหรือไม่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างสกุลเงินว่าจะเป็นแบบ Centralize หรือ Distributed Ledgerอยู่บนToken Account หรือ Account Base ใช้แค่ในประเทศหรือต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่กำหนดความเร็วของการพัฒนา

ระยะที่ 4 มีโอกาสเกิดขึ้นเร็วมาก ทรีนีตี้มองว่าดิจิทัลหยวนมีโอกาสใช้จริงภายในสิ้นปีนี้ เพราะการใช้เงินสดมีต้นทุนสูงถึง 0.5-0.9% ของ GDP ประเทศที่พัฒนาบริการที่เกี่ยวข้องกับ e-Payment ก็จะได้เปรียบ เช่นประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของMobile Payment เร็วมาก ในจีนมีคนใช้ AliPayและ WechatPayประมาณ 725 ล้านบัญชี ซึ่งแค่ 2 แอปพลิเคชั่นนี้คิดเป็นจำนวนธุรกรรมทั้งหมดกว่า 72,000 ล้านธุรกรรม ทำให้จีนสามารถพัฒนาดิจิทัลหยวนได้เร็วมาก

ภควัต กล่าวว่า ในปี 2020 ล้วนมีข่าวคราวของการพัฒนาเงินดิจิทัลรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี่เยอะมากเช่นPaypalประกาศรองรับการใช้คริปโตเคอร์เรนซี่ในแพลตฟอร์ม การทดลองใช้ดิจิทัลหยวนของประเทศจีน หรือการที่ ครีสทีน ลาการ์ดประธานธนาคารกลางยุโรปออกมาประกาศพัฒนาดิจิทัลยูโร ถัดมาคือ 30 บริษัทในประเทศญี่ปุ่นเริ่มใช้คริปโตเคอร์เรนซี่ รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันเข้ามากว้านซื้อ Bitcoin ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในไตรมาส 4 ปี 2020 ซึ่งถือว่าเร็วมากทำให้เวลานี้โลกคริปโตเคอร์เรนซี่กำลังพัฒนาการสู่ระยะที่ 3 และจะก้าวเข้าสู่ระยะที่ 4 ภายในเวลาประมาณ 6 ปีข้างหน้า

ทรีนีตี้มองว่า ในระยะที่ 4 จะต้องมีเหรียญที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก แต่ละประเทศต้องมีเงินดิจิทัลเป็นของตนเอง ทุกวันนี้การโอนเงินผ่านสมาร์ตโฟนทำได้ง่ายมาก แต่เงินจริงๆอยู่ที่ธนาคาร แต่ในอนาคตเงินจะอยู่ใน Wallet และจะอยู่ที่ธนาคารหรือไม่ก็ได้ ที่น่ากังวลคือถ้าไม่อยู่ที่ธนาคาร นั่นหมายความว่าธนาคารจะถูก Disrupt อย่างรุนแรงมาก ซึ่งแต่ละประเทศยังปล่อยให้ธนาคารล้มไม่ได้ จึงต้องค่อยๆแก้ทีละจุด ธนาคารก็ต้องรีบพัฒนา เพราะตอนนี้ดิจิทัลหยวนเริ่มใช้ใน 6 มณฑลแล้ว ประเทศไทยก็มีโครงการอินทนนท์พัฒนาดิจิทัลบาท แต่ก็ยังอยู่ในช่วงของการทดลอง

ในระยะยาวทุกประเทศก็ต้องพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง ไม่มีใครยอมใช้สกุลเงินของคนอื่น เพราะไม่สามารถคุมนโยบายทางการเงินได้ พอแต่ละประเทศมีสกุลเงินของตนเองแล้ว Bitcoin ก็จะเด่นขึ้นมาเอง เพราะเป็นสกุลที่ไม่มีใครไปควบคุม สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ตราบใดที่ Network ยังอยู่

 

ก.ล.ตพร้อมหนุนสินทรัพย์ดิจิทัล

แนะเข้าใจความเสี่ยงก่อนลงทุน


นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า มูลค่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดโลกค่อนข้างมีความผันผวนรุนแรง แต่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของ Market Cap โดยในเดือนพฤษภาคม 2018 อยู่ที่ 4.07 แสนล้านดอลลาร์ ต่อมาในเดือนมกราคม 2019 ก็ลดลงถึง 67% โดยอยู่ที่ 1.38 แสนล้านดอลลาร์ และในเดือนมกราคมปี 2020 ก็กลับเพิ่มขึ้นมาถึง 46% อยู่ที่ 2.02 แสนล้านดอลลาร์ และในช่วงต้นปี 2020 มูลค่า Market Cap ของสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตก้าวกระโดดจนอยู่ที่ 9.05 แสนล้านดอลลาร์ เติบโตจากปี 2020 ถึง 4.5 เท่า

ด้านจำนวนบัญชีผู้ลงทุนก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย ณ วันที่ 19 มกราคม 2021 มีจำนวนบัญชีผู้ลงทุนเพิ่มเป็น 4.6 แสนบัญชี จากช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบัญชี โดยเฉพาะภายหลังจากที่ราคา Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีนักลงทุนหน้าใหม่เริ่มให้ความสนใจ รวมถึงนักลงทุนสถาบันที่กระจายการลงทุน โดยนำเงินไปลงทุนใน Bitcoin ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่นั้น เติบโตอย่างมาก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ราคาพุ่งสูงกว่าทองคำ แต่ในความเป็นจริงคริปโตเคอร์เรนซี่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสิ่งใด Back up มูลค่ามาจากแค่ Supply และ Demand เท่านั้น ราคาขึ้นและลงเร็วมาก แต่ในฐานะก.ล.ต.ก็ไม่ได้มองว่าความผันผวนนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับความเสี่ยงก็มีมากขึ้น แต่ ก.ล.ต. เน้นย้ำว่าหากจะลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ นักลงทุนจะต้องพร้อมรับความเสี่ยงระดับสูงมาก

การออกพ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ก็ยังต้องมีการปรับปรุงในหลายๆด้าน เพื่อให้เหมาะสมกับการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งการเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Initial Coin Offering : ICO) และการกำกับดูแลตลาดรองที่ให้บริการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี่ โดยจะต้องมองให้ครอบคลุมเพื่อลดการอาศัยช่องว่างของกฎหมายในการเข้ามาหาผลประโยชน์

สิ่งที่ก.ล.ต.ให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2021 คือการสร้างความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุนให้ได้มากที่สุด โดยจะมีการแก้กฎหมายเพื่อลดช่องว่างของพ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลให้ได้ ก.ล.ต. ไม่ได้ต่อต้านกระแสของคริปโตเคอร์เรนซี่ แต่พร้อมจะสนับสนุนให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

นางสาวรื่นวดี กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ราคาคริปโตเคอร์เรนซี่ขึ้นสูงขนาดนี้เป็นเพราะได้รับการยอมรับในฐานะของการเป็นสินทรัพย์มากขึ้น ในเมื่อการลงทุนรูปแบบนี้ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนรุ่นใหม่ ก.ล.ต. ก็ต้องปรับตัวให้ทัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้อนาคตของคริปโตเคอร์เรนซี่ไร้ขอบเขต ดังนั้นนักลงทุนจะต้องพิจารณาตลาดด้วยว่า ควรลงทุนกับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น

สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคือโลกในปัจจุบัน หน้าที่ของก.ล.ต.จึงจำเป็นต้องรักษาดุลระหว่างการส่งเสริมภาคธุรกิจกับดุลการให้ความคุ้มครองผู้ลงทุน เปรียบเสมือนตาชั่งทั้งสองข้างที่จะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ต้องทำให้ตาชั่งเราเท่ากันทั้งบทบาทของการส่งเสริมและคุ้มครอง


ก.ล.ต.สนับสนุนให้ผู้ลงทุนเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตเพราะหากเกิดความเสียหาย ก.ล.ต. ก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ได้รับใบอนุญาตก็มีหลายราย ตั้งแต่ 1.ใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) จำนวน 7 ราย 2.ใบอนุญาตนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) 5 ราย 3.ใบอนุญาตผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Dealer) 1 ราย 4.ใบอนุญาต ICO Portal 4 ราย ซึ่งเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตไปได้มีการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง

นางสาวรื่นวดี กล่าวว่า ก.ล.ต. พยายามสื่อสารไปถึงนักลงทุนว่า หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เลือกลงทุนในตลาดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เอกชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตด้วย เพราะการไปลงทุนเองนอกแพลตฟอร์มจะไม่สามารถคุ้มครองได้ ซึ่งปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้าไปดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตในหลายๆด้าน ตั้งแต่เรื่องของการชำระเงิน การตรวจสอบความพร้อมของระบบไอที รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ต้องผ่านตามมาตรฐาน

 

เตรียมแก้กฎหมายรับเทรนด์ดิจิทัล

ชี้ STO จะเป็นอนาคตตลาดทุน

นางสาวรื่นวดี เปิดเผยว่าในปี 2021 แผนงานระยะสั้นของ ก.ล.ต. จะมุ่งเน้นในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีทรัพย์สินรองรับนั่นคือการทำ ICO (Initial Coin Offering) ที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และการทำ STO (Securities Token Offering) ที่เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์และยกระดับ ICO ให้เท่ากับหลักทรัพย์ทำให้เกณฑ์สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจของผู้ออก ในขณะเดียวกันกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเทียบเท่ากันด้วย ส่วนแผนระยะยาว ก.ล.ต.จะมีการปรับแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ โดยจะนำส่วนที่เป็นการระดมทุน การลงทุนหรือ ICO เข้ามาอยู่ใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เหมือนกับต่างประเทศ

ก.ล.ต.ไม่ได้ทำอะไรที่ค้านกับแนวปฏิบัติสากลที่กระแสกำลังไปใน Large Economy แต่ที่กำลังทำคือการปิดช่องว่างของการออกกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขณะนั้นยังไม่ได้รองรับการนำอสังหาริมทรัพย์เข้ามาอิง และยังทำไปพร้อมกับการให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการระดมทุน

นางสาวรื่นวดี กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มของการทำ STO นั้น เชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทในตลาดทุนอย่างมาก โดย ก.ล.ต. คาดว่าในอนาคตตภาพของตลาดทุนจะเปลี่ยนแปลงไป ในฝั่งตลาดหลักทรัพย์ฯก็ยังคงทำหน้าที่ปกติ แต่จะมีตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอีกเรื่องคือศูนย์รับฝาก จะไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เก็บหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอิเล็กทรอกนิกส์ และในส่วนของศูนย์ซื้อขายอาจต้องมีการแก้กฎหมายหลักทรัพย์ให้สอดคล้อง โดยต้องคำนึงถึง Emerging Risk และ Emerging Crimeที่เกิดขึ้นจากหลักทรัพย์เหล่านี้ด้วย

ก.ล.ต.พร้อมเปิดโอกาสให้กับคนที่มีแนวคิดใหม่ ที่พร้อมจะทำ ICO STO หรือ Digital AssetExchange ไม่ได้ปิดกั้น บทบาทของ ก.ล.ต.ส่วนหนึ่งเหมือนกับ Financial Engineering ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและเราทำงานเป็นเชิงรุกทั้งหมด

สำหรับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมนั้น ปัจจุบันมีผู้สนใจและอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 11 ราย และยังมีรายอื่นให้ความสนใจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะก.ล.ต.ไม่ได้จำกัดจำนวน แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นหลัก