<
NEWS UPDATE • TECHNOLOGY & FINTECH

2 แบงก์ยักษ์ลุย Digital Transformation สร้างอินฟราฯ Open Hybrid Cloud

              KBTG และ KTBCS เดินหน้าโปรเจ็กต์ Digital Transformation ผนึก Red Hat สร้างอินฟราฯแบบ Open Hybrid Cloud เชื่อมทุกสภาพแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี Container ยกระดับบริการธนาคารด้วยโอเพ่นซอร์ส พร้อม Scale ให้ระบบรองรับได้ทุกสถานการณ์

              Digital Transformation ยังคงเป็นการเดินทางครั้งสำคัญของธนาคารและสถาบันการเงิน แม้ธุรกิจธนาคารจะเป็นอุตสาหกรรมแถวหน้าที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ยังต้องพัฒนาต่อไป ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ยังมองไม่ออกว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ประกอบกับพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปสู่ New Normal นั่นทำให้ธนาคารต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้พร้อม เพื่อจะได้สามารถส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

              การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์พลวรรธน์ วิทูรกลชิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานเทคโนโลยี บมจ.ธนาคารกรุงไทย และ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTBCS) และ นายตะวัน จิตรถเวช กรรมการผู้จัดการ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) 2 ขุนพลดิจิทัล ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนโร้ดแม็พ Digital Transformation ของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับ Red Hat เพื่อนำโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์เข้ามายกระดับการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ก้าวไปสู่การเป็น Open Hybrid Cloud ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อม Scale ระบบได้ตามต้องการ

 

Red Hat โอเพ่นซอร์ส ติดสปีดกรุงไทย

เดินหน้า Digital Transformation

              นายแพทย์พลวรรธน์ วิทูรกลชิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานเทคโนโลยี บมจ.ธนาคารกรุงไทย และประธานกรรมการ บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTBCS) กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งผลักดันให้ทุกองค์กรต้องเร่ง Digital Transformation คือ การระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายแง่มุม ทั้งพฤติกรรมการทำงาน วิถีชีวิตใหม่แบบ New Normal โดยธนาคารกรุงไทยมุ่งเน้นการทำ Digital Transformation อย่างจริงจังเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีการใช้นโยบาย Dual Speed ที่มี 2 แนวทางควบคู่กันคือ “เรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier) และ เรือเร็ว (Speed Boat)” ซึ่งทั้ง 2 เป็นนโยบายหลักที่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่พร้อมเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าตามยุทธศาสตร์

              ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่า การทำ Digital Transformation คือส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบาย Dual Speed ธนาคารได้เริ่มต้นจากการปรับระเบียบโครงสร้างแอปพลิเคชั่นต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว คู่ไปกับการปรับรูปแบบการทำงานที่มุ่งเน้นความเข้าใจ และสามารถทำควบคู่ไปกับ Digital Transformation ได้อย่างเหมาะสม

              นายแพทย์พลวรรธน์กล่าวต่อว่า ความท้าทายในการทำ Digital Transformation คือส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เนื่องจากธนาคารมีระบบ Legacy Systems ที่ใหญ่มากการจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล ที่มีการใช้ Cloud เป็นหลักทำได้ยาก

              “ธนาคารกรุงไทยมีโครงสร้างเดิมที่ใหญ่ ความพยายามทำ Digital Transformation ในช่วงเริ่มต้น 2-3 ปีเพื่อเปลี่ยนเป็น Cloud base นั้นทำได้ยาก จนได้ตัดสินใจมาใช้โอเพ่นซอร์สจาก Red Hat เมื่อปี 2563 และเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติใหม่ ก็ทำให้เส้นทางการทำ Digital Transformation ของธนาคารกรุงไทยเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วและยังราบรื่นด้วย”

              ธนาคารกรุงไทยได้ปรับใช้คอนเซ็ปต์การทำงานแบบ Agile เพื่อทำให้ time to market ของแอปพลิเคชั่นดีขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เวลากว่า 1 ปีในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น 1 ตัว เมื่อผ่านการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ก็เหลือเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น ขณะที่ข้อจำกัดเรื่องบุคลากรนั้น ธนาคารกรุงไทยได้รับบุคลากรที่มีทักษะสอดรับกับการทำงานแบบใหม่เพิ่มเติม ส่วนพนักงานเก่าก็เน้นให้มีการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเพิ่มทักษะใหม่ๆ

              นายแพทย์พลวรรธน์ เน้นว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนมี 2 ประเด็นคือ 1. ความหลากหลาย เพราะการใช้โอเพ่นซอร์สจาก Red Hat ทำให้สามารถเข้าถึงบริการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ในระบบเดิมหากธนาคารกรุงไทยต้องการใช้บริการ Red Hat OpenShift จะต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อ ซึ่งใช้เวลานาน แต่เมื่อเป็นโอเพ่นซอร์ส ธนาคารสามารถหาเวอร์ชั่นทดลองมาใช้งานก่อนได้ โดยหาจากชุมชนโอเพ่นซอร์สได้ฟรี ได้ฟังก์ชั่นที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ธนาคารสามารถลองใช้ก่อนได้ หากผลลัพธ์ดีจึงจะขยายไปใช้เวอร์ชั่นที่เป็น Commercial

              “เวลานี้ธนาคารกรุงไทยมีแอปฯ หลายตัวที่สร้างขึ้นจากโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเราใช้วิธีนำเวอร์ชั่นทดลองจากชุมชนโอเพ่นซอร์สมาลองใช้ก่อน เมื่อมั่นใจแล้วจึงซื้อตัว Commercial มาใช้พัฒนาจริง ดังนั้น ฐานข้อมูลหลายๆ อย่างของกรุงไทยจะมาจากกระบวนการนี้ ทำให้ไม่ต้องรอกระบวนการจัดซื้อที่ล่าช้าแบบเก่า อยากได้ผลลัพธ์อะไรก็ดาวน์โหลดมาทดลอง จนทำให้ทีมงานคุ้นเคยกับการใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมาก”

              ความเปลี่ยนแปลงที่ 2 สามารถเช็กฟีดแบ็กได้ โดยธนาคารสามารถเช็กฟีดแบ็กกับชุมชนโอเพ่นซอร์สได้ว่าเวอร์ชั่นไหนที่มีประสิทธิภาพสูง เสถียร หรือแอปพลิเคชั่นไหนที่เหมาะกับการทำงาน หรืออะไรใช้ยากหรือง่าย

              นายแพทย์พลวรรธน์กล่าวว่า ส่วนที่ยากที่สุดสำหรับการทำ Digital Transformation ของธนาคารกรุงไทยคือ ระบบการทำงาน เนื่องจากการทำงานรูปแบบเดิมถูกใช้งานมาเป็นเวลานานมาก บางระบบใช้มาตั้งแต่ตอนก่อตั้งธนาคาร ดังนั้น เวลาทำ Digital Transformation ก็ต้องรื้อใหม่ทั้งหมด ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป บางส่วนก็นำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

 

วางโครงสร้างแบบ Open Hybrid Cloud

มุ่งสู่การเป็น ธนาคารแห่งอนาคต

              นายแพทย์พลวรรธน์กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยมีความคิดริเริ่มในการเป็นธนาคารแห่งอนาคต (Future Banking) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในด้านต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตและมีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์นี้ทาง KTBCS จึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก Red Hat ในการปรับใช้ซอฟต์แวร์ Red Hat Enterprise Linux, Red Hat JBoss EAP,  Red Hat OpenStack และ Red Hat OpenShift เพื่อปรับปรุงให้แพลตฟอร์มต่างๆ มีมาตรฐานและรองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ

              “เราจำกัดความ Future Banking ว่าเป็นบริการธนาคารที่รวดเร็ว สะดวกสบาย ปลอดภัย ซึ่งเป็นเป้าหมายของทุกธนาคารที่ต้องส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้าอยู่แล้ว ตั้งแต่ทำ Digital Transformation ธนาคารกรุงไทยมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเยอะมาก อาจเป็นหลักพันเท่าด้วยซ้ำ ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Hybrid Cloud จึงช่วยให้ธนาคารกรุงไทยมีความคล่องตัว สามารถขยับขยายอะไรได้รวดเร็วขึ้นและมีความยืดหยุ่นสูงขึ้นอย่างมาก”

              นายแพทย์พลวรรธน์ยกตัวอย่างว่า ในระบบเดิม หากมีลูกค้าเข้ามาทำธุรกรรมกับธนาคารกรุงไทยจนเซิร์ฟเวอร์โหลด จะต้องมีการทำเรื่องของบประมาณมาซื้อเซิร์ฟเวอร์เพิ่ม โดยรองบประมาณ 45 วัน และต้องรอของมาส่งใช้เวลาติดตั้งอีก 45 วัน รวมแล้ว 90 วัน ซึ่งปัจจุบันไม่มีลูกค้ารายใดที่รอให้ธนาคารปรับปรุงระบบ 90 วันเพื่อทำธุรกรรมอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนมาใช้ Open Hybrid Cloud สามารถแก้ปัญหานี้ได้ทันที ต้องการขยายเพิ่ม ปรับลด ซึ่งทำให้แก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ลูกค้าแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย

              นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Hybrid Cloud ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของธนาคารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะการที่ธนาคารไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง เพราะการเป็น Open Hybrid Cloud ทำให้ธนาคารสามารถรันแอปพลิเคชั่นบนเครื่องใดก็ได้ ทำให้สามารถกำหนดสเป๊กและราคาที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

              นายแพทย์พลวรรธน์กล่าวต่อว่า แอปพลิเคชั่นบางส่วนที่ออกสู่ตลาดไปตอนต้นปี 2564 ส่วนใหญ่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Hybrid Cloud โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่นที่ธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้นเพื่อสนองนโยบายภาครัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Open Hybrid Cloud สามารถรองรับธุรกรรมได้มหาศาล อาจถึงขั้นมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นความท้าทายเช่นกัน เพราะธนาคารกรุงไทยตั้งเป้าว่าจะต้องรองรับทราฟฟิคขนาดใหญ่ให้ได้ และต้องลื่นไหลเหมือนกับที่ Facebook หรือ Google ทำได้ด้วย

              “ไม่ว่าจะใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบใด ในยุคที่ทุกธนาคารเร่งทำ Digital Transformation สิ่งสำคัญคือต้องตอบโจทย์ 4 ข้อคือ 1. มีความยืดหยุ่น  2. สามารถ Scale รองรับทราฟฟิคมหาศาลได้ 3. มีความเสถียร มั่นคง 4. พร้อมใช้งานตลอดเวลาและทันท่วงที หากตอบโจทย์ 4 อย่างนี้ได้ก็พร้อมเดินหน้าบนเส้นทางดิจิทัลได้”

 

KBTG มุ่งเทคโนโลยี Container

รับเวิร์กโหลดมหาศาล รันระบบ

              นายตะวัน จิตรถเวช กรรมการผู้จัดการ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวว่า Core Value ที่สำคัญที่สุดของธนาคารกสิกรไทยคือ Customer First มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำให้ธนาคารกสิกรไทยพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เร็วที่สุด ยิ่งธุรกิจธนาคารเป็นการให้บริการทางการเงิน มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูล จึงเหมาะสมอย่างมากที่จะทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นดิจิทัล และเมื่อธนาคารเลือกที่จะไปในเส้นทางดิจิทัล และมีช่องทางในการรับลูกค้าแล้ว ธนาคารก็เริ่มพัฒนาบริการโมบายล์แบงกิ้ง จนปัจจุบันลูกค้าเข้าสาขาน้อยลงมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ใช้บริการธนาคารผ่านโมบายล์เป็นหลัก บริการธนาคารส่วนใหญ่สามารถทำผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด

              “เมื่อหลายอย่างเปลี่ยนไป การออกโปรดักต์จะต้องทำได้อย่างรวดเร็ว Life Cycle ต้องเร็ว ต้อง Agile ดังนั้น KBTG จึงเลือกแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธนาคารทำสิ่งเหล่านี้ได้เร็วขึ้น แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน เพราะในตลาดมีตัวเลือกเยอะ และการปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นเร็วมาก ดังนั้น การที่จะมองและเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกต้อง วิสัยทัศน์และโร้ดแม็พที่ชัดเจนของเทคโนโลยีที่เลือกใช้ จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้องค์กรสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”

              นายตะวันกล่าวต่อว่า ในอดีตเทคโนโลยี Cloud 1.0 ช่วยให้ธนาคารสามารถจัดการทรัพยากรด้านไอที เช่น การสร้างเวอร์ช่วลแมชชีน แต่เทคโนโลยี Cloud 2.0 จะเกี่ยวกับการใช้ Microservice การทำ Containerization การใช้ Docker และการเชื่อมต่อผ่าน API มากขึ้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้จะต้องสามารถรองรับการใช้งานลักษณะนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลากับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะธนาคารต้องการให้นักพัฒนาใช้เวลาเต็มที่กับการพัฒนา การเขียน Business Logic หรือสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบความต้องการลูกค้า

              ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เลือกมารองรับการเชื่อมต่อของระบบจะต้องมีความพร้อม สามารถช่วยให้นักพัฒนาของ KBTG ทำงานได้ง่ายขึ้น อีกความต้องการหนึ่งคือ เมื่อเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว จะต้องสามารถ Deploy ได้กับทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง หรือ Public Cloud อย่าง Google Azure AWS และ Huawei Cloud

              “การเขียนแอปพลิเคชั่น Container จะต้องเขียนให้สามารถโยกย้ายไปทำงานที่ไหนก็ได้ KBTG จึงเลือก OpenShift จาก Red Hat เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการคลัสเตอร์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

              ยกตัวอย่างเช่น บริการโมบายล์แอปพลิเคชั่นอย่าง K Plus ในเวอร์ชั่นล่าสุด ได้พัฒนาบนเทคโนโลยี Container ช่วยให้การอัพเกรดเวอร์ชั่นทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากตัวแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกในการอัพเกรดเวอร์ชั่นต่างๆ เป็น Blue/Green Deployment เช่น เมื่อออกเวอร์ชั่น 2 มาแล้วลูกค้าใช้ไม่มีปัญหาก็สามารถปรับเวิร์กโหลดให้เป็นเวอร์ชั่น 2 ทั้งหมด ไม่ต้องใช้เวอร์ชั่น 1 ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีผลกระทบต่อลูกค้า ไม่ต้องหยุดระบบเพื่ออัพเกรด ทุกอย่างจะเป็นไปแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อ KBTG มาก

              นายตะวันอธิบายต่อว่า จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้การปรับใช้เทคโนโลยีรวดเร็วขึ้น ในอดีตธนาคารนำเสนอบริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเพียง 25% แต่ในปี 2020 เพิ่มไปถึง 75% เนื่องจากผู้คนใช้สมาร์ตโฟนในการจับจ่ายมากขึ้น สิ่งนี้เป็นตัวเร่งให้ธนาคารต้องปรับตัวให้เร็วยิ่งขึ้น เพราะมีเวิร์กโหลดเข้ามาในระบบจำนวนมหาศาล โดย KBTG ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนคือ

              1. แอปพลิเคชั่นของส่วนงานไอที จะแยกและรันอยู่ในฮาร์ดแวร์ ส่วนซอฟต์แวร์นั้น KBTG ใช้เทคโนโลยีของ Terraform กับ OpenStack เพื่อที่จะ Scale โครงสร้างพื้นฐานและรับโหลดใหม่ๆ ได้ ทำให้สามารถสร้างเครื่องได้รวดเร็ว ขยายจำนวนได้ตามจำนวนที่ต้องการ

              2. ในเลเยอร์ของ Container นั้น KBTG ใช้ Kubernetes ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการ Scale แอปพลิเคชั่นออกไปได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว และยังมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถรองรับโหลดของลูกค้าได้ตามต้องการ เช่น ในช่วงสิ้นเดือนจะเห็นว่า Container ของ KBTG จะ Scale ออกไปหลักร้อย Pods ส่วนวันธรรมดาก็ลดลงมา และเอาทรัพยากรไปทำอย่างอื่นแทน

              “เรามีการมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างครบถ้วน เราสามารถที่จะ Scale แพลตฟอร์มได้ตามต้องการ KBTG ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการให้บริการของธนาคารมีความเสถียรมากที่สุด และเราก็ต้องการที่จะแน่ใจว่าระบบของเราจะต้องไม่ล่ม”

              นายตะวันกล่าวว่า KBTG เลือกใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สจาก Red Hat เพราะสามารถโยกย้าย OpenShift Container Platform ไปบนสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ และยังมีฟีเจอร์มากมายที่พร้อมใช้ โดยเฉพาะ Red Hat Ansible ที่เป็นระบบอัตโนมัติในการสร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการใช้งานแบบ Self Service

              ในอดีตนักพัฒนาต้องทำเรื่องขอใช้ฮาร์ดแวร์ แต่ปัจจุบัน  KBTG ใช้ Ansible ในการนำความต้องการต่างๆ มาสร้างเป็นเซอร์วิสแคตตาล็อกเพื่อให้นักพัฒนาสามารถเลือกใช้งานได้ด้วยตัวเอง โดยกระบวนการทุกอย่างจะทำงานแบบอัตโนมัติ และยังมีความปลอดภัยเพราะ  KBTG เขียนสคริปต์และซอร์สโค้ดเองทั้งหมด และเก็บภายใน Grid พร้อมมอนิเตอร์การใช้งานตลอดเวลา เมื่อมีการขอสร้างเครื่องใช้งานจะทำผ่านมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ทำให้สามารถบริหารจัดการง่ายขึ้นมาก

              “สิ่งที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนคือ Cost Efficiency เพราะเรามีระบบกลางที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้ามาใช้ได้ และยังเพิ่มความเร็วในการพัฒนา Application ใหม่ ขณะที่การเพิ่ม Features จากเดิมที่เคยใช้เวลา 30 วัน ก็เหลือเพียง 14 วันเท่านั้น ทำให้ธนาคารได้ประโยชน์มาก สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แก้ไขฟีเจอร์ และตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เร็วขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังสามารถขยายบริการให้รองรับการทำธุรกรรมได้ถึง 5,000 รายการต่อวินาที เนื่องจากระบบสามารถ Scale ให้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ระบบ Core System เช่น Core Banking นั้น KBTG มีแผนที่จะปรับปรุงระบบให้รองรับเทคโนโลยี Microservice ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อที่จะสามารถ Scale ไปพร้อมกันได้ทั้งหมด”

              นายตะวันกล่าวว่า สำหรับมุมมองในการเลือกใช้ Cloud นั้น KBTG จะเลือกใช้ตามความต้องการของยูสเคสที่พัฒนา แต่จะไม่ใช่ Cloud ตลอดเวลาแบบ 24x7 เนื่องจากมีต้นทุนการใช้งานที่ค่อนข้างสูง และด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่พอ ธนาคารสามารถที่จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองเพื่อทำ Private Cloud ได้อยู่แล้ว ดังนั้น ระบบที่เป็น Core Business ของธนาคารกสิกรไทยจะรันบน On-Premise Cloud เป็นหลัก นอกจากบางแอปพลิเคชั่นที่มี Life Cycle เร็วมากและจำเป็นต้องใช้เซอร์วิสที่มีเฉพาะบน Public Cloud เท่านั้นจึงจะเลือกใช้

              อีกส่วนที่ต้องใช้ Public Cloud คืองานที่เกี่ยวข้องกับการทำ Machine Learning และ Artificial Intelligent เนื่องจากผู้ให้บริการ Public Cloud มีระบบที่แข็งแกร่ง สามารถประมวลผลข้อมูลด้วย Machine Learning Model ที่พร้อม ทำให้การโหลดข้อมูลขึ้นไปเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูล และส่งข้อมูลกลับมา จากนั้นก็ปิดระบบได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีต้นทุนไม่สูงแต่ได้ความสามารถในการประมวลผลที่ดี

 

เปิด 3 โฟกัสหลักด้านไอที

ชี้ 3 ชาเลนจ์ ทำ Transformation

              นายตะวันกล่าวว่า ในมุมของไอทีนั้น สิ่งที่ธนาคารกสิกรไทยมุ่งเน้นขณะนี้มี 3 ด้านคือ

              1. การสร้างแพลตฟอร์มที่ทุกประเทศสามารถใช้ได้เหมือนกันทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันธนาคารกสิกรไทย ก้าวสู่การเป็นธนาคารระดับภูมิภาค ขยายธุรกิจไปใน 8 ประเทศ การมีแพลตฟอร์มกลางจะทำให้การบริหารจัดการทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

              2. บริการด้านการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance : DeFi) ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นตัวขับเคลื่อน โดยธนาคารกสิกรไทยมีความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการทำ Asset Tokenization ที่เป็นการนำสินทรัพย์มาแปลงให้เป็น Token สามารถมีตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนรองรับ โดยเรื่องนี้คือแนวทางในอนาคตที่ภาคการเงินจะมุ่งไป ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทยจะลงทุนเรื่องนี้มาก และ KBTG มีหน้าที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึง DeFi ได้ง่ายขึ้น

              3. การสร้างระบบดูแลการเชื่อมต่อ เมื่อแอปพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะถูกเขียนให้รองรับเทคโนโลยี Container เพื่อให้สามารถ Scale ได้ง่าย จึงต้องมีระบบที่ช่วยให้การเชื่อมต่อสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และเสถียร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญ และอยู่ระหว่างการปรับใช้และพัฒนาให้ตอบโจทย์มากที่สุด

              “ไม่ใช่ทุกอย่างของเราจะไป Container ทั้งหมด เพราะมีแอปพลิเคชั่นบางอย่างที่ไม่เหมาะกับการทำ Containerization แต่สิ่งสำคัญคือ แอปพลิเคชั่นต้องสามารถเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งในอนาคตจะต้องมีระบบดูแลภาพรวมที่ทำให้สามารถมองเห็นระบบทั้งหมดเป็นผืนเดียวกัน และต้องมีความปลอดภัยสูง เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเลือกโร้ดแม็พที่ถูกต้องให้กับธนาคาร”

              นายตะวันกล่าวต่อว่า สำหรับการทำ Digital Transformation นั้น KBTG มองเห็นความท้าทายสำคัญในธุรกิจธนาคาร 3 เรื่องคือ

              1. Resource โดยเฉพาะการดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน โดย KBTG ลงทุนในเรื่องนี้อย่างมาก มีการสร้าง KBTG Academy ที่มีหลักสูตรให้บุคลากรจบใหม่เลือกศึกษามากมาย บางโปรแกรมใช้เวลาถึง 6 เดือน ถึงจะเริ่มทำงาน

              2. Internal Ability เช่น มาตรฐานการเชื่อมต่อ API เพราะในอนาคตการเชื่อมต่อต่างๆ จะทำผ่าน API เป็นหลัก และ KBTG ต้องการสร้างให้เป็น Open Platform เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้า พาร์ตเนอร์ ร้านค้า รวมถึงธนาคารอื่นๆ ซึ่งต้องทำให้เป็นมาตรฐาน

              3. Security การที่ธนาคารเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าสู่ดิจิทัล ส่งผลให้พื้นที่ที่มีโอกาสถูกโจมตีจากภายนอกมีมากขึ้น ธนาคารกสิกรไทยจึงต้องลงทุนด้านนี้สูงมากเพื่อป้องกันการโจมตีที่มีวิวัฒนาการและยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

หนุนแบงก์ ใช้ Open Hybrid Cloud

ฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง


              สุพรรณี อำนาจมงคล รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เร้ดแฮท (ประเทศไทย) กล่าวว่า การทำ Digital Transformation เปรียบเสมือนการเดินทาง แม้อุตสาหกรรมธนาคารจะเป็นธุรกิจลำดับแรกๆ ที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องต่อยอดอีกมาก เพราะเวลานี้ธนาคารกำลังสร้างตัวเองให้กลายเป็นบริษัทไอทีไปพร้อมกับการเป็นธนาคาร และนำนวัตกรรมมาต่อยอดให้กับธุรกิจ

              “เรามองในมุมลูกค้าเป็นหลัก เทคโนโลยีที่ Red Hat นำเสนอจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านไอทีของลูกค้า ช่วยรองรับการทำแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนและยกระดับการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลให้กับองค์กรธุรกิจ”

              ในปีที่ผ่านมาลูกค้าของ Red Hat ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เทคโนโลยี Hybrid Cloud เป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องก้าวไป เพราะองค์กรหลายแห่งจำเป็นต้องปรับใช้แนวทางแบบผสมผสานเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนไม่มีเวลาปรับเปลี่ยนแผนงานหรือติดตั้งระบบใหม่

              สุพรรณีอธิบายว่า บริการ Cloud ในปัจจุบันจะมีทั้ง Private Cloud ที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบ On-Premise และบริการ Public Cloud การใช้ทั้ง 2 แบบร่วมกันเป็น Hybrid Cloud แต่สิ่งที่สำคัญคือ การทำให้แอปพลิเคชั่นที่ต้องการรันอยู่บน Cloud เหล่านั้นทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่บน Public Cloud, Private Cloud จนถึงเซิร์ฟเวอร์เครื่องใดในระบบก็ตาม ความต้องการนี้ก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Hybrid Cloud เพื่อสนับสนุนให้แอปพลิเคชั่นสามารถทำงานบนที่ใดในระบบก็ได้

              Red Hat มองว่าความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Hybrid Cloud มีความสำคัญอย่างมากต่อองค์กรธุรกิจ แน่นอนว่าองค์กรต้องการโอเพ่นซอร์สที่ดีที่สุดผสานรวมเข้ากับระบบคลาวด์และเฟรมเวิร์กที่เหมาะสม เพื่อรองรับแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจ Red Hat มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการก้าวไปสู่ Open Hybrid Cloud เพราะเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติและความท้าทาย ย่อมมีโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างแน่นอน”