<
NEWS UPDATE • BANKING

ยุทธศาสตร์แบงก์รัฐปี 2564 ดูแลลูกค้าควบคู่พัฒนาองค์กร

เปิดยุทธศาสตร์แบงก์รัฐปี 2564 ออมสิน ชูแนวคิด Making POSITIVE Impact on Society ปรับบทบาทเป็นธนาคารเพื่อสังคม ธอส.ยกระดับการบริการสู่ Digital Bank ธ.ก.ส. ยกระดับเป็นองค์กรคุณภาพสูง ธสน. มุ่งสู่การเป็น ECA ระดับโลก ธพว. ดัน SMEs ไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

 

ออมสินชูแนวคิด

Making POSITIVE Impact on Society


นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินในบทบาทสถาบันการเงินของรัฐธนาคารได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานของธนาคารออมสิน ปี 2564-2568 มีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank)

โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ผ่านการสร้างความยั่งยืนและดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ทั้งมิติภายนอกองค์กร (External Sustainability) ในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก สังคม และชุมชน (Social Value proposition) ควบคู่กับมิติภายในองค์กร (Internal Sustainability) ในการดำเนินภารกิจเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้แก่องค์กร ได้แก่

        1. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภารกิจธนาคารเพื่อสังคม (Social Mission Integration) และตอบสนองภารกิจเชิงสังคมตามนโยบายรัฐอย่างมีธรรมาภิบาล ผ่านการยกระดับการส่งเสริมการออม การสร้างวินัยทางการเงิน สร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อย และองค์ชุมชนอย่างครบวงจร ด้วยการให้ความรู้ สร้างช่องทางการขายและสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการบริหารจัดการภายในองค์กรที่คำนึงถึงภารกิจเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ

         2. การบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ให้มีผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงการสร้างรายได้จากช่องทางสาขาและธุรกิจหลัก (Core Business) ผนวกกับการควบคุมต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้มีความคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพ (Asset Quality and Cost Control) ด้วยการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ ดำเนินมาตรการบริหารจัดการหนี้ หลังครบมาตรการพักชำระหนี้ตามระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ รวมถึงมีการพัฒนาระบบ/เครื่องมือ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ (Collection System) ขณะเดียวกันมีการเตรียมความพร้อมของระบบงานเพื่อรองรับการปฏิบัติตามมาตรฐาน TFRS9 มีการพัฒนาแบบจำลองการคำนวณการด้อยค่า (ECL Model) และดำเนินนโยบายการจัดชั้นหนี้และการกันสำรอง

        3. การยกระดับสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) โดยบูรณาการการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภายในองค์กรและเทคโนโลยีทางการเงิน เพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการให้บริการ และกระบวนการปฏิบัติงาน ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

         4. การเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน (Fundamental Capabilities) และการบริหารจัดการองค์กร เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนที่สำคัญในการผลักดันให้สามารถบรรลุภารกิจและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรมแก่สังคมได้อย่างยั่งยืน

จากการดำเนินงานอย่างยาวนานกว่า 108 ปี ของธนาคารออมสิน ในบทบาทสถาบันการเงินของรัฐที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจรธนาคารมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกแก่สังคมที่เป็นรูปธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด Making POSITIVE Impact on Society ภายใต้การมุ่งเน้นบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) อย่างเต็มรูปแบบ

 

ปรับบทบาท

เป็นธนาคารเพื่อสังคม

นายวิทัย กล่าวว่า การปรับธนาคารออมสินเป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) อย่างเต็มรูปแบบเป็นวิสัยทัศน์ที่เริ่มอย่างจริงจังไปทุกกระบวนการของธนาคารเพื่อไปสู่การให้บริการ เพื่อช่วยประชาชนด้วยการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมี 3 Segment คือ กลุ่ม SMEs กลุ่มรายย่อย และกลุ่มฐานราก ที่ต้องมีจุดประสงค์การช่วยเหลือเป็นธนาคารเพื่อสังคมไปด้วย

โดยทำไปพร้อมๆ กับบริการเดิมที่ยังทำรายได้และกำไรให้กับธนาคารอยู่แล้ว เพียงแต่เสริม Social Bank ที่เข้ามาเสริมบริการในธุรกิจปกติให้มีบทบาทมากขึ้น เช่น สินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงินสินเชื่อจำนำทะเบียนรถสินเชื่อเกี่ยวกับ SMEs ตลอดจน Soft Loan เป็นต้น

ในปี 2564 ธนาคารออมสินมุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น MyMo เริ่มจากมีธุรกรรมใหม่ด้านสินเชื่อโดยการเปิดให้ลูกค้ายื่นปรับโครงสร้างหนี้ (TDR On Mobile) หลังจากครบระยะเวลาพักชำระหนี้ เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งให้เลือกแผนและยื่นเรื่องได้ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2563 จากนั้นได้เปิดให้กู้ยืมแบบดิจิทัล Digital Lending ประเดิมด้วย สินเชื่อเสริมพลังฐานราก ที่เปิดรับลงทะเบียนจนถึงอนุมัติเงินกู้ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 หลังจากนี้ไปได้เตรียมให้สินเชื่อรายวันได้ (My Credit) คาดว่าประมาณสิ้นไตรมาส 2 จะเริ่มให้บริการได้ โดยธุรกรรมเหล่านี้จะทำให้องค์กรทันสมัยขึ้นตามการให้บริการ จะมีกลุ่มงานใหม่ดูแลเรื่อง Digital Lending และ Data Analytic

ขณะที่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งได้ร่วมลงทุนกับบริษัท เงินสดทันใจ จำกัด บริษัทย่อยในเครือบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเหลือประชาชนรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง จากอัตราดอกเบี้ย 24% ในปัจจุบัน ลดเหลือไม่เกิน 18% ด้านรูปแบบการให้บริการผ่านสาขา จะไม่มีการปิดสาขา แต่จะให้สาขาทำภารกิจ 2 เรื่อง คือ

       1.บริการด้านการเงิน ซึ่งมีอยู่แล้ว กับ

       2.บริการด้านการพัฒนา จะมีการสร้างศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน สังคม ซึ่งจะเป็นบทบาทที่ใหญ่มาก 


โดยที่ธนาคารออมสินดำเนินการได้ทุกจังหวัดร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจำนวน 23 แห่ง ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน สังคม Social Media Marketing รวมถึง Home Stay เรียกว่าโครงการยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ซึ่งธนาคารออมสินมีโครงการแบบนี้มากมาย เพราะฉะนั้นถ้าในอนาคตสาขาต้องใช้พนักงานลดลง ก็จะเปลี่ยนไปทำงานพัฒนาแทน ซึ่งเป็นงานที่ธนาคารอื่นไม่มี ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็นจุดแข็งของธนาคารออมสิน

 

ออกมาตรการช่วยประชาชน

พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล

นายวิทัย เปิดเผยว่า ออมสินได้มีแนวทางการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในฐานะการเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยในปี 2563 ธนาคารได้ดำเนินมาตรการต่างๆ 17 โครงการที่รัฐบาลได้มอบหมายรวมถึงธนาคารได้ต่อยอดเพิ่มเติมด้วยเม็ดเงินกว่า 150,000 ล้านบาท ที่สามารถช่วยเหลือทั้งลูกค้าและประชาชนได้ถึง 5 ล้านคน อาทิ การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค.63) จำนวน 2.9 ล้านราย สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า (COVID-19) หรือ เงินกู้ฉุกเฉิน 1.7 ล้านราย รวมถึงสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ซึ่งเปิดให้กู้ในไตรมาส 3 ปี 2563 ครั้งแรก วงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท และสินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมากจากเงินกู้นอกระบบ

นอกจากนี้ปลายปี 2563 มีอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ สมุยโมเดล” เป็นโครงการที่ธนาคารออมสินลงพื้นที่อย่างทั่วถึงในการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนทั้งเกาะสมุย โดยสำรวจสภาพปัญหาและความช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ชาวบ้านต้องการ แล้วกำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วนให้ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือในทันที

ขณะที่ ในเดือนแรกของปี 2564 การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลของธนาคารออมสินยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ เริ่มด้วยการช่วยลูกค้าของธนาคาร ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดรวม 28 จังหวัด จำนวนกว่า 1.9 ล้านราย ด้วยการให้พักชำระหนี้เงินต้นนาน 1 ปี และเลือกชำระดอกเบี้ยตามความสามารถของลูกค้า โดยขยายความช่วยเหลือครอบคลุมจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง พร้อมกับช่วยเหลือประชาชน ลูกค้ารายย่อย ตลอดจนผู้ประกอบการที่รายได้ลดลงหรือขาดสภาพคล่อง

โดยกระทรวงการคลังได้มอบหมายธนาคารออมสินให้การช่วยเหลือผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนตามมติคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ที่ปล่อยกู้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ให้ยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ถือเป็นการให้กู้ยืมแบบดิจิทัล (Digital Lending) ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก สะดวกและอนุมัติรวดเร็ว ภายใน 10 วัน สามารถอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 4.4 แสนราย วงเงินกู้กว่า 11,500 ล้านบาท

 

ธอส. มุ่งทำให้คนไทยมีบ้าน

ยกระดับบริการสู่ Digital Bank


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้านรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย ด้วยการมีสินเชื่อคงค้างจำนวน 1 ใน 3 ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบสถาบันการเงิน

โดยล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2563 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 225,151 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2564 ธอส.ยังคงตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 215,641 ล้านบาท โดยในปี 2564 ธอส. มียุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ผ่านการดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่

        1. ขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยและยกระดับการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน โดยขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Social Solution) และกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้ปานกลายถึงสูง (Business Solution) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ลากลาย รวมถึงมุ่งเน้นการระดมทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบต่างๆ เช่น เงินฝาก สลากออมทรัพย์ พันธบัตร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ๆโดยมีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อย และโครงการสลากออมทรัพย์เพื่อสินเชื่อที่อยู่อาศัย

         2. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตสินเชื่อ ยกระดับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อให้สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ป้องกันการ Re-out ยกระดับผู้จัดการสาขาให้เป็น Portfolio Manager ควบคุมดูแลคุณภาพหนี้ไม่ให้เป็น NPL โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการ Monitor Portfolio เป็นตัวกลางขายทรัพย์ของลูกหนี้ NPL ให้กับผู้สนใจ ดูแลลูกค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่นะบาดของ COVID-19 โดยมีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อ โครงการ GHBank Smart NPL โครงกสรลด NPA ถือครองมากกว่า 3 ปี

         3. ยกระดับการบริการลูกค้าและกระบวนงาน สนับสนุน รองรับการเป็นธนาคารดิจิทัล ยกระดับการให้บริการลูกค้าเพื่อส่งเสริมการทำธุรกรรมของลูกค้าผ่าน Digital Chanel รวมถึงนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานภายในองค์กร และเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยมีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลกรรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล (Digital DNA) โครงการ New Normal Services โครงการ Electronic GHB Dashboard (eGID)

        4. ยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน นำเทคโนโลยีมายกระดับกระบวนการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยงละการควบคุมภายใน การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ธนาคารเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการ Integrated GRC Platform และ โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Community)

 

ยกระดับบริการลูกค้า

รองรับการเป็น Digital Bank

นายฉัตรชัยเปิดเผยต่อว่า ในปี 2564 ธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการลูกค้าขึ้นสู่ Digital Platform เพื่อรองรับการเป็น Digital Bank ในอนาคต อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของธนาคารได้อย่างสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารโดยตั้งเป้าหมายให้มี Digital Transaction ไม่ต่ำกว่า 80% ของจำนวน Transaction ทั้งหมดในปี 2565 ด้วยแผนงาน/โครงการสำคัญที่สนับสนุนการเป็น Digital Bank ประกอบด้วย

          1. โครงการ New Normal Services พัฒนาบริการใหม่ของธนาคารบน Mobile Application : GHB ALL เพื่อรองรับ Lifestyle ลูกค้าแบบ New Normalโดยให้บริการแล้วหลายบริการ เช่น ซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ขอ Statement บัญชีเงินฝาก สำหรับลูกค้าที่ต้องการนำข้อมูลบัญชีประเภทออมทรัพย์ จองคิวใช้บริการล่วงหน้า ใบเสร็จชำระเงินกู้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ชำระเงินดาวน์ทรัพย์ NPA เป็นต้น

          2. โครงการ Tollway Loan Plus เป็นการยกระดับความร่วมมือกับฝ่าย HR ของบริษัทหรือหน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารจะเป็นผู้ส่งข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งรายได้ หลักฐานส่วนตัว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการยื่นกู้ให้แก่พนักงานที่ประสงค์ยื่นกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยกับธนาคาร โดยที่พนักงานไม่ต้องลางาน เพื่อเดินทางไปติดต่อยื่นเรื่องกู้ที่สาขาธนาคาร หลังจากนั้นธนาคารจะเป็นผู้ติดต่อและสัมภาษณ์ข้อมูลรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อทางโทรศัพท์ต่อไป และเดินทางเข้ามาธนาคารเพียงครั้งเดียวเพื่อทำสัญญาภายหลังได้รับแจ้งอนุมัติสินเชื่อแล้วเท่านั้น

          3. โครงการ Virtual Branch หน่วยบริการสินเชื่อไร้ที่ทำการ โดยลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา แต่ยังคงได้รับบริการเสมือนอยู่ที่สาขา ขณะเดียวกันธนาคารได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลให้แก่ผู้บริหารและพนักงานให้สามารถทำงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปสู่ Digital Bank ของธนาคาร พร้อมสร้างสรรค์ทัศนคติด้านบวกและเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว

ธอส.ยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้านรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการลูกค้าขึ้นสู่ Digital Platform เพื่อรองรับการเป็น Digital Bank ในอนาคต

 

ธ.ก.ส.มุ่งสู่องค์กรคุณภาพสูง

พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตคนชนบท


นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เป็นสถาบันการเงินที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรและภาคเกษตรมายาวนาน ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 55 ธ.ก.ส. ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ในปี 2564 ธ.ก.ส. ยังคง มุ่งเน้นการทำงานตามวิสัยทัศน์ คือเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืนมุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบทโดยยกระดับเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ลูกค้า

โดย กรณีเกษตรกรรายคน ธ.ก.ส. ดูแลเกษตรกรลูกค้า จํานวน 6.14 ล้านราย ในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้งและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อลูกค้าและเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ธ.ก.ส. ได้มีการพักชําระหนี้ทั้งระบบให้ลูกค้าจํานวน 3.25 ล้านราย

ขณะที่ในปี 2564 ธ.ก.ส. มีนโยบายให้สาขาต้องไปพบลูกค้าทุกราย เพื่อให้กําลังใจและสอบทานความสามารถชําระหนี้ที่แท้จริง อีกทั้งส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านอาชีพ และการดําเนินธุรกิจให้แก่เกษตรกร พร้อมเสนอเครื่องมือการบริหารจัดการ และสนับสนุนการฟื้นฟูการประกอบอาชีพโดยมุ่งเน้นการปรับ - เปลี่ยน - พัฒนาการผลิต เน้นสร้างความเข้มแข็งครัวเรือนเกษตรกร โดยบริหารสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Dept Service Ratio) ของเกษตรกรลูกค้าให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการทําการเกษตรแบบมูลค่าสูง เช่น การผลิตแบบอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดภัย การใช้แนวทางตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามโมเดล BCG คือ มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ Green Economy โดยขับเคลื่อนทั้งด้านเศรษฐกิจฐานราก สังคม ชุมชน และการดูแลสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยนการผลิต และใช้หลักตลาดนําการผลิตผ่านผู้ประกอบการภาคเกษตรและหัวขบวน รวมถึงการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) คนรุ่นใหม่ที่สนใจการเกษตร (New Gen) เพื่อเพิ่มเติมหรือทดแทน ลูกค้าเดิมที่ผู้สูงอายุ “Social Age” และยกระดับให้เป็นผู้ประกอบการภาคการเกษตร หรือหัวขบวน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด

ด้านกลุ่มเกษตรกรและชุมชุม สังคมและสิ่งแวดล้อมธ.ก.ส. มุ่งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนา เพื่อให้เกิดการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ทั้งในการผลิต การซื้อ-ขายผลผลิต การแปรรูป และการบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม เพื่อทําให้เกิดความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก มีภูมิคุ้มกัน มีรายได้ สวัสดิการสังคม และโอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ทั้งสินเชื่อเพื่อการพัฒนา โครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทย รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดทําแผนงานโครงการที่เกี่ยวกับ CSR นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทํางานร่วมกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาชนบท

นายสุรชัย เปิดเผยว่า ในด้านการพัฒนาองค์กร ธ.ก.ส. มุ่งดําเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ยึดหลักการธนาคารเพื่อความยั่งยืนให้ความสําคัญกับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมให้องค์กรมีความมั่นคง พร้อมสนองนโยบายของรัฐได้อย่างเต็มที่ และตระหนัก ถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุม มุ่งสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Organization :HPO) โดย Human Resource : ทรัพยากรมนุษย์ - ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของบุคลากร Process : เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทํางานโดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น Data : ฐานข้อมูล -พัฒนาฐานข้อมูลต้องรองรับการเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานขององค์กร

 

สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

ในฐานะการเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

นายสุรชัย เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ในฐานะที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีหน้าที่ในการดำเนินงานตามภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยการสนับสนุน นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ การเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด การสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านธุรกรรมการเงินผ่านระบบธนาคารพร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเครือข่ายในระดับองค์กร ส่วนงานและบุคลากร

สำหรับโครงการด้านนโยบายรัฐที่โดดเด่น อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการตลาดประชารัฐ โครงการจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท (3 เดือน) จำนวน 6.7 ล้านราย การจ่ายเงินชดเชยรายได้สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง รวมถึงโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เป็นต้น

 

ธสน.เผย 6 ยุทธศาสตร์

มุ่งสู่การเป็น ECA ระดับโลก


นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM BANKเปิดเผยว่า EXIM BANK ได้ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี (ปี 2560-2570) ซึ่งการดำเนินงานที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมายที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำองค์กรการเงินเพื่อการส่งออก (Export Credit Agency : ECA) ระดับภูมิภาคในปี 2565 และเป็น ECA ระดับโลกในปี 2570

โดยสะท้อนได้จากสัดส่วนมูลค่าการสนับสนุนธุรกรรมด้านการค้าและการลงทุนไทยของ EXIM BANK ต่อรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) อยู่ที่ 1.6% สูงกว่า ECA อื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งอยู่ในระดับ 0.5-0.7% ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในปี 2563 เติบโตในทุกด้านตามแผนยุทธศาสตร์ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

         ยุทธศาสตร์ที่ 1 เชื่อมไทย เชื่อมโลก ด้วยการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ EXIM BANK สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (New Frontiers) ทั้งในและนอกอาเซียน โดยการเติบโตก้าวกระโดดในรอบ 5 ปี (2558-2563) ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อขยายตัว 84% จาก 73,540 ล้านบาท เป็น 135,228 ล้านบาท (เฉลี่ย 13% ต่อปี) ในจำนวนนี้ เป็นยอดคงค้างสินเชื่อ SMEs เพิ่มขึ้น 86% จาก 16,883 ล้านบาท เป็น 31,461 ล้านบาท (เฉลี่ย 13% ต่อปี) ขณะที่ จำนวนลูกค้าโต 163% จาก 1,631 ราย เป็น 4,282 ราย (เฉลี่ย 21% ต่อปี) ในจำนวนนี้ ลูกค้า SMEs เพิ่มขึ้น 194% จาก 1,192 ราย เป็น 3,507 ราย (เฉลี่ย 24% ต่อปี) คิดเป็นสัดส่วนสนับสนุนผู้ส่งออก SMEs ได้ 15% ของทั้งประเทศ

สำหรับยอดสินเชื่อคงค้างใน New Frontiers (รวมกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือ CLMV)    ขยายตัว 53% จาก 26,022 ล้านบาท เป็น 39,754 ล้านบาท (เฉลี่ย 9% ต่อปี)

         ยุทธศาสตร์ที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศEXIM BANK สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดคงค้างสินเชื่อในประเทศขยายตัว 61% จาก 26,489 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 42,751 ล้านบาทในปี 2563 (เฉลี่ย 10% ต่อปี) และเมื่อเทียบกับปี 2562 เพิ่มขึ้น 7,237 ล้านบาท หรือ 20%

        ยุทธศาสตร์ที่ 3 ป้องกันความเสี่ยงด้านการค้าและการลงทุนไทยในต่างประเทศEXIM BANK ขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน รวมทั้งบริการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศอาจชำระเงินล่าช้าหรือประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ โดยปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเพิ่มขึ้น 105% จาก 66,018 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 135,071 ล้านบาทในปี 2563 (เฉลี่ย 15% ต่อปี) และเมื่อเทียบกับปี 2562 เพิ่มขึ้น 13,699 ล้านบาท หรือ 11%

         ยุทธศาสตร์ที่ 4 เป็นกลไกสำคัญในระบบนิเวศ สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการEXIM BANK ได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy: EXAC) เมื่อปี 2561 เพื่อให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ส่งออกได้หรือส่งออกได้มากขึ้น ผ่านการอบรม บ่มเพาะ ให้คำปรึกษา จับคู่ธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนการค้าออนไลน์ (E-trading) โดยการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน)ทำให้ผู้ประกอบการภาคเกษตรกรรมของไทยมีสินค้านวัตกรรมและเจรจาค้าขายกับประเทศคู่ค้าได้ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 600 ล้านบาท

         ยุทธศาสตร์ที่ 5 ก้าวเข้าสู่ธนาคารดิจิทัลEXIM BANK ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในกระบวนการทำงานและการให้บริการลูกค้า อาทิ การพัฒนาระบบออนไลน์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าสินเชื่อและประกันการส่งออก การพัฒนาแพลตฟอร์ม Thailand Export Readiness Assessment & Knowledge Management (TERAK) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อใช้ประเมินความพร้อมด้านการส่งออกของผู้ประกอบการและจัดกิจกรรมให้ความรู้และจับคู่ธุรกิจ

         ยุทธศาสตร์ที่ 6 พัฒนาธนาคารเพื่อความยั่งยืน EXIM BANKปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตลอดเส้นทางการทำงานที่ EXIM BANK และการมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดย EXIM BANK สามารถบริหารจัดการการเงินและธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และการยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพื่อความยั่งยืน จนทำให้องค์กรยังมีฐานะการเงินในระดับที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 3.81% จากจำนวนสินเชื่อด้อยคุณภาพ 5,153 ล้านบาท

 นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 EXIM BANK มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) 11,977 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) 232.44% ส่งผลให้ในปี 2563 EXIM BANK มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่นๆ เท่ากับ 2,250 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ EXIM BANK มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,340 ล้านบาท

นายพิศิษฐ์เปิดเผยว่า ในปี 2564 EXIM BANK ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมุ่งเน้นสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้

 สำหรับการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 EXIM BANK ยังคงช่วยเหลือลูกค้าฟื้นฟูกิจการตามสภาพคล่องของธุรกิจ และออกมาตรการพักชำระหนี้ เงินต้น-ดอกเบี้ยในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง รวมทั้งขยายระยะเวลาอนุมัติมาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

วันนี้ EXIM BANK ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกไทย พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนและมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงานเสมือนการดูแลต้นไม้ใหญ่ของประเทศ ให้แตกกิ่งก้านสาขา พยุงภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ยั่งยืนไปด้วยกัน

 

ธพว.เผย 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ

ดัน SMEs ไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน


นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธพว. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ให้บริการทางการเงินครบวงจรและพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจ SMEs สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน จากวิสัยทัศน์เดิมคือเป็นธนาคารหลักของรัฐ เพื่อการพัฒนา SMEs ไทยให้เติบโตและยั่งยืน

โดยธพว.ได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก และ 2 ยุทธศาสตร์สนับสนุนในการขับเคลื่อน SMEs โดย 4 ยุทธศาสตร์แรก เป็นการสนับสนุนในด้านการเงิน ได้แก่

         ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผลักดันธุรกิจด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม(Digital and Innovation Driver) ผลักดันการเข้าสู่ตลาดดิจิทัลสนับสนุนด้วยสินเชื่อดิจิทัลผ่านระบบ Mobile banking และInternet banking

         ยุทธศาสตร์ที่ 2 ฟื้นฟูพื้นฐานและสร้างความเข้มแข็ง(Fundamental Revitalization) ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจที่ยังไม่แข็งแรงเพื่อสร้างความพร้อมทางการเงิน

         ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับธุรกิจเพื่อการเติบโตและความเป็นเลิศ (Growth for Excellence) ขับเคลื่อนการขยายธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ครบวงจร (Packaged Solution) ส่งเสริมมาตรฐานและการดำเนินงานที่เป็นเลิศด้วยผลิตภัณฑ์Non-financialผลักดันการเติบโตไปสู่เวทีโลกด้วยการเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศสินเชื่อ Start-ups และกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีการผลักดัน R&D

         ยุทธศาสตร์ที่ 4 ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง (Business Accelerator) ขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์และส่งเสริมกลุ่มรายย่อยและรายเล็กด้วย Pull financing

สำหรับอีก 2 ยุทธศาสตร์ เป็นยุทธศาสตร์การสนับสนุนในด้านที่ไม่ใช่การเงิน ได้แก่

         ยุทธศาสตร์ที่ 5 บูรณาการการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถผู้ประกอบการแบบครบวงจร (Integrated Development) พัฒนาเครือข่ายและระบบนิเวศการพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจ (Development Ecosystem) พัฒนาเครื่องมือในการสนับสนุน SMEs ในการบริหารธุรกิจผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจน เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเพื่อส่งเสริมกลุ่มลูกค้า (Business Matching)

         ยุทธศาสตร์ที่ ยกระดับการบริการผ่านช่องทางและขีดความสามารถใหม่(Channel and Capability Uplift) เพิ่ม Outreach ในการเข้าถึงกลุ่ม SMEs ด้วย Banking Agents ขยายช่องทางบริการสู่ดิจิทัล (M-banking และ I-banking) และการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

นางสาวนารถนารีเปิดเผยต่อว่า จากยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้าน ธพว. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ครอบคลุมทั้งในด้านกลุ่มลูกค้า ผลิตภัณฑ์และบริการ ช่องทางการบริการ ดังนี้

 

ผลลัพธ์จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ใหม่ทำให้จำนวน SMEs ที่ธนาคารสามารถสนับสนุนเพิ่มขึ้น (Outreach) ผ่านช่องทางใหม่ๆผลิตภัณฑ์และบริการหรือแผนการพัฒนาที่ครอบคลุมความต้องการของ SMEs ตลอดทั้งวงจรธุรกิจเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและบูรณาการความเชี่ยวชาญและบทบาทการสนับสนุนรอบด้าน ลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานลงจากการสนับสนุนแบบ CLV และผ่านเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงสามารถสนับสนุนความต้องการต่างๆของผู้ประกอบการ SME ได้ตรงจุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มากขึ้น มีความแม่นยำ


ติดตามคอลัมน์ ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์  2564 ฉบับที่ 466 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi