NEWS UPDATE • CAPITAL MARKETS

สิงห์ เอสเตท ต่อจิ๊กซอว์สำคัญ โรงไฟฟ้า 400 เมกะวัตต์

นับว่า คิดเร็วทำเร็ว สำหรับบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน หนึ่งในบริษัทของเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ที่ปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กับการขยายธุรกิจที่ 4 นั่นคือ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจ บริการด้านวิศวกรรม เพื่อสานเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หรือ 20,000 ล้านบาท  ภายใน 3 ปี หรือ พ.ศ. 2567 และมีสินทรัพย์ 8 หมื่นล้านบาท จาก 6.5 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน  

จิ๊กซอว์สำคัญ เกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา โดย สิงห์ เอสเตท ประกาศว่าบริษัทได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการเข้าซื้อหุ้นสามัญ 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation  power plant) ขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 400 เมกะวัตต์ โดยเป็นสิทธิ์ซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท

สำหรับแห่งแรกนั้น เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง โดยดำเนินการผลิตอยู่แล้ว ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์

แห่งที่ 2 และแห่งที่ 3 เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์ 

เมื่อเร็วๆ นี้ สิงห์ เอสเตท ได้ประกาศว่าในปี 2564 นี้ จะเป็นปีที่สำคัญในการก้าวเข้าสู่เฟสต่อไปของการพัฒนาธุรกิจ ด้ยการเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่จะมาส่งเสริมซึ่งกันและกันกับ 3 กลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักแต่เดิม ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม

เราได้สิทธิ์ซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้สิงห์ เอสเตท ก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า และให้บริการด้านวิศวกรรมอันดับต้นๆ ของประเทศไทย พร้อมกับขยายธุรกิจของเราให้ใหญ่ขึ้น 3 เท่าในเวลา 3 ปีจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ สิงห์ เอสเตท กล่าว          

นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ต้องการสร้างธุรกิจนี้ให้ยิ่งใหญ่ อย่างมั่นคง และมีผลตอบแทนที่แน่นอนสม่ำเสมอ พร้อมๆ กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต โดยที่บริษัทจะใช้ประโยชน์จากการผนึกกำลังกันของ 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

การเข้าซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจะเริ่มขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของสิงห์ เอสเตท ซึ่งมีกำหนดจัดการประชุมสามัญประจำปีในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564   

      

ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอหมาดๆ ของ สิงห์ เอสเตท กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ใบอนุญาตโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะหามาได้ ง่ายๆ เพราะฉะนั้นบริษัทจึงรู้สึกยินดีมากเป็นพิเศษที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญถึง 3 แห่ง ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้สิงห์ เอสเตท มีฐานธุรกิจที่มั่นคงในอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สิทธิ์ในการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก ฐิติมาบอกว่า คือ การที่ไฟฟ้า จำนวน 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของกระแสไฟฟ้าที่ทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้จะผลิตได้รวมกันนั้น  ขายได้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว และจะเป็นราคาตามที่ตกลงกันแล้วด้วย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าจะสร้างรายได้เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน เสริมศักยภาพให้กับสิงห์ เอสเตท ในการเป็นธุรกิจที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)

สำหรับ บริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องขายไฟให้กับผู้ใช้ทั่วไป และกระแสไฟฟ้าจำนวน 75% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ได้ถูกทำสัญญาซื้อโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี ขณะที่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจนสูงขึ้นกว่าอัตราที่ประเมินไว้ในขั้นต้น           


สิงห์ เอสเตท คาดการณ์ว่า โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะสร้างรายได้ราว 7,500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567

สุดท้ายนี้ ฐิติมา กล่าวสรุปว่า การเข้าซื้อหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 โรงนี้ จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมากให้กับสิงห์ เอสเตท และมากไปกว่านั้นคือ จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจทั้งหมด ด้วยการเข้ามาส่งเสริมซึ่งกันและกัน กับธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท (Synergy benefits)

ขณะที่ ธนาคารจะให้เงินกู้กับสิงห์ เอสเตท เพื่อนำมาลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในช่วงแรก แล้วบริษัทจึงค่อยลงทุนเองในภายหลัง และในจำนวนที่ไม่มาก อย่างไรก็ตามฐิติมาย้ำว่าสิงห์ เอสเตท มีฐานะเงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำในอัตรา 0.96 เท่า และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท