<
NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

5 เหตุผล ตลาดหุ้นไม่กลัวโควิด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทิสโก้ จำกัด และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เขียนบทความเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ช่วงนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยเริ่มกลับมาอีกรอบ และดูรุนแรงกว่ารอบแรกค่อนข้างมาก เพราะติดเชื้อกันวันละเฉลี่ยถึง 500-600 คน ทำให้ยอดสะสมจนถึงวันนี้ (5 ม.ค.64 ) สูงเกือบ 9,000 คน และน่าจะแตะหลักหมื่นภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แต่ตลาดหุ้นไทยกลับไม่กังวลกับการแพร่ระบาดรอบนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564  SET Index ปรับขึ้นไป 19 จุด และวันที่ 5 มกราคม ปรับขึ้นต่อไปอีกถึง 38 จุด ต่างจากการระบาดรอบแรกที่กดดันให้ตลาดหุ้นตกไป 573 จุด ภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน

ขณะที่สถานการณ์โควิดในอีกหลายประเทศก็รุนแรงขึ้นเช่นเดียวกัน เช่นในเกาหลีไต้ ที่กลับมาแพร่ระบาดเป็นรอบที่สามในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ติดเชื้อกันวันละเกือบพันคน จนรัฐบาลต้องเริ่มใช้มาตรการคุมเข้มอีกรอบ แต่ตลาดหุ้นเกาหลีกลับสวนทางปรับขึ้นถึง 23% ในไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้ตลอดทั้งปีตลาดหุ้นเกาหลีปรับขึ้น 31% และยังปรับขึ้นต่อไปอีก 4% ในสองวันแรกของปีนี้  

ที่น่าสนใจที่สุด คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) หลายต่อหลายครั้งในปี 2563 ที่ผ่านมา ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายวันที่ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายต่อหลายครั้งเช่นเดียวกัน

ทำไมตลาดหุ้นถึงไม่กลัวโควิด  คาดว่าน่าจะมาจาก 5 ปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง การที่เริ่มมีการผลิตและฉีดวัคซีนไปแล้วในเกือบ 40 ประเทศ และวัคซีนน่าจะมีพร้อมใช้ในอีกหลายประเทศภายในปีนี้ ทำให้ตลาดหุ้นมั่นใจว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกน่าจะใกล้แตะจุดสูงสุดแล้ว

ปัจจัยที่ 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังมีออกมาอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่สอง มูลค่าเก้าแสนล้านดอลลาร์ หรือญี่ปุ่น ที่ออกมาตรการกระตุ้นชุดใหม่ มูลค่าเจ็ดแสนล้านดอลลาร์ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยที่ 3 ตลาดหุ้นเชื่อว่าธนาคารกลางในหลายประเทศยังเหลือช่องว่างทางนโยบาย (policy space) ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อีก ถ้าสถานการณ์โควิดเลวร้ายถึงขั้นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม

ปัจจัยที่ 4 การฟื้นตัวแบบ V-shaped ที่มีให้เห็นแล้วในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยจากโควิด เช่น จีน เวียดนาม และไต้หวัน ที่ GDP กลับมาขยายตัวแล้วในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ทำให้ตลาดหุ้นเชื่อมั่นว่าประเทศที่เหลือมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เมื่อสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิดได้

ปัจจัยที่ 5 อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ บวกกับระดับสภาพคล่องส่วนเกินที่สูงมากๆในทุกประเทศ นอกจากช่วยเพิ่มมูลค่าทางทฤษฎีให้กับราคาหุ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงกดดันทางอ้อมให้นักลงทุนต้องเพิ่มการลงทุนในหุ้นอีกด้วยเพื่อหาผลตอบแทน

สรุปง่ายๆ ตลาดหุ้นเลือกที่จะมองไปข้างหน้า มากกว่ามองไปข้างหลัง และเชื่อมั่นว่ามาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ทั่วโลก ทั้งทางด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ด้านโยบายการเงิน และด้านนโยบายการคลัง จะช่วยทำให้โลกสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย