<
NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

ปั้นอาคเนย์ เป็น Insuretech ภารกิจที่ได้มาเพราะ “Destiny”

สิงหาคม 2563 เป็นเดือนที่การลาออกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ของ ฐากร ปิยะพันธ์ มีผล อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยคำถามและการคาดการณ์ต่างๆนานาตามมาว่า “ฐากร ไปไหน” บางกระแสข่าวก็บอกว่าข้ามไปนั่งแบงก์ใหญ่แห่งใหม่ บางกระแสข่าวก็ลือว่าไปร่วมงานกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ

ผ่านไป 3 เดือนนับจากนั้น ทุกการคาดเดาก็ได้รับการเฉลยเมื่อ เครือไทย โฮลดิ้งส์ ในกลุ่ม TCC  หรือ กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประกาศแต่งตั้ง ฐากร ปิยะพันธ์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ อย่างเป็นทางการและมีผลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563

“เรียกว่าเป็น Destiny โชคชะตามันถูกกำหนดมาแล้ว” ฐากรตอบเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเลือกมาร่วมงานกับ เครือไทย โฮลดิ้งส์ ทั้งที่หลังลาออกจากที่เดิมก็มีตัวเลือกมากมายเข้ามานับรวมราวๆ 12 ตัวเลือก ทั้งมีที่ตรงตามข่าวลือบ้างไม่ตรงบ้าง ในประเทศก็มีหรือจะเป็นระดับภูมิภาคก็มี แต่สุดท้ายแล้วฐากรก็ตัดสินใจเลือก เครือไทย โฮลดิ้งส์ 

“เมื่อตัดสินใจออกจาก comfort zone ก็คิดว่าที่นี่น่าจะสนุก เพราะเป็นคนละขั้วจากสิ่งเดิมที่เคยทำ อาจจะดูคล้ายๆกันระหว่างธุรกิจประกันกับสถาบันการเงิน แต่เราไม่มีความรู้ทางด้านนี้มาก่อนเลย ดูจริงๆก็ค่อนข้างท้าทาย ซึ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเจริญ  ท่านมีความฝันอยากจะทำอะไรมากมาย และมีโอกาสมากมายที่จะขยาย เพราะกลุ่มTCC มีศักยภาพจะทำ”

 ฐากร เล่าวว่า สำหรับ เครือไทย โฮลดิ้งส์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ TCC มีธุรกิจหลักคือประกัน  ทั้งอาคเนย์ประกันชีวิต และ อาคเนย์ประกันภัย โดยรวมมองว่าธุรกิจประกันมีโอกาสอีกเยอะมาก สัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตของประชากรไทยอยู่ที่ 30 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่นิ่งแบบนี้มานานหลายปีแล้ว โดยธุรกิจประกันของอาคเนย์มีฐานลูกค้าทั้งประกันชีวิตและประกันภัยราว 3 ล้านราย ถือว่าเป็นผู้เล่นที่อยู่ในระดับกลางๆของตลาดซึ่งมีช่องจะเติบโตได้อีก ทั้งจากความต้องการในเรื่องประกันของผู้บริโภคและที่จะเริ่มใช้การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e – KYC)ในธุรกิจประกันเร็วๆนี้

โดยสิ่งแรกๆที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในเรื่องธุรกิจประกันของอาคเนย์ภายใต้การนำทีมของซีอีโอคนใหม่ คือ ประกันรถยนต์ ฐากรบอกว่า จะทำให้อาคเนย์เป็นบริการแบบ Digital Insurance อย่างเต็มรูปแบบทุกขั้นตอน ซึ่งที่เริ่มไปก่อนแล้วคือการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในทีมสำรวจภัย แต่จากนี้เตรียมสร้างแพลตฟอร์มบริการครบวงจร เช่น การเชื่อมกับอู่ที่เป็นพันธมิตร เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้เองเลยว่ารถที่นำเข้าไปเคลมซ่อมอะไรไปแล้วบ้าง สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า โดยแพลตฟอร์มที่จะทำให้ธุรกิจประกันของอาคเนย์เป็น InsureTech นั้นจะเริ่มเห็นในปลายปี 2564 นี้

“ปี 2564 ยังเป็นช่วงแรกของแผนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่การวางระบบใหม่เพื่อที่จะสร้างแพลตฟอร์มในการให้บริการ ซึ่งกำลังมองหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะรู้ดีว่าหากมาทีหลังแล้วทำเองคงไม่ทัน ตอนนี้ก็กางแผงมองหาอยู่”

โมเดลธุรกิจที่เป็นกรณีศึกษา คือ ผิงอัน และเขาตั้งใจที่จะสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมธุรกิจในเครือข่ายของกลุ่มที่มีทั้ง โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์  แต่ก่อนที่จะเชื่อมโยงต่อกันได้ต้องเริ่มจากวางโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ก่อน

ฐากร บอกด้วยว่า ธุรกิจในเครือไทย โฮลดิ้งส์ นอกจากประกันยังมีบริการทางการเงินอื่นๆ มีธุรกิจรถยนต์เช่า มีอาคเนย์ มันนี่ บริษัทด้านการเงินเพื่อธุรกิจและรายย่อย ที่เริ่มทำไปแล้วคือ สินเชื่อเพื่อชาวไร่อ้อย ในการรับซื้อเช็คจากเกษตรกรไร่อ้อยที่อยู่ในเครือของโรงงานน้ำตาลในกลุ่มบริษัท TCC โดยจากนี้จะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความแตกต่าง ซึ่งการต่อยอดธุรกิจด้านสินเชื่ออาจจะเห็นภายในปลายปี 2564 เช่นกัน

ส่วนในเรื่องการวางโครงสร้างด้านเทคโนโลยีนั้น ฐากรบอกว่า เครือไทย โฮลดิ้งส์ มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไว้อยู่พอสมควร ทั้งเรื่องการสร้าง Data Lake เป็นของตัวเอง การตั้งบริษัทลูกเพื่อหา Solution ทางเทคโนโลยีต่างๆ โดยอนาคตมีแผนที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม โดยในเรื่องโครงสร้างของเทคโนโลยีที่สำคัญ จะเน้นในเรื่องเทคโนโลยีประกัน  (Insuretech)  การวิเคราะห์ข้อมูล (DATA) และเรื่องของการให้สินเชื่อ (Lending) โดยจะอาศัยการสร้างระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ ( Ecosystem) ที่เป็นของเครือฯเอง เพราะลูกค้าหรือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งเครือมีเยอะมากอยู่แล้ว ซึ่งภาพใหญ่ที่จะทำคือการสร้าง Life Insurance and Social Platform  ที่เชื่อมโยงทุกธุรกิจในเครือเข้าด้วยกัน 

“ ทุกอย่างในตอนนี้อยู่ในจุดเริ่มต้น ขอเวลา 2 ปี จะเริ่มเห็นอะไรน่าตื่นเต้นจากกลุ่มไทย โฮลดิ้งส์ ซึ่งจะพยายามพลิกโฉมองค์กรให้เป็นรูปแบบดิจิทัลแบบเต็มขั้น  โดยจะแตกต่างไม่เหมือนคนอื่น เราไม่เล่นที่ราคาแต่ลูกค้าจะได้ความคุ้มค่า ซึ่งเป็นการเล่นคนละเกมกับธุรกิจสถาบันการเงิน และในปี 2565 เมื่อวางโครงสร้างพร้อมแล้วรับรองจะสนุกแน่นอน”