NEWS UPDATE • ECONOMIC

หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกร่วง แรงเทขายมีต่อเนื่อง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย-

หลังจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงแรง (ปิดตลาดวันที่ 5 ม.ค.2565) เนื่องจากความกังวลเพิ่มขึ้นภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมที่ระบุว่าสมาชิกเฟดมีมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง และตลาดแรงงานที่กำลังฟื้นตัวกลับสู่ระดับการจ้างงานสูงสุด ผลที่เกิดขึ้นคือตลาดหุ้นเอเชียร่วงตามลงมา รวมถึงเกิดการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกดำเนินต่อไปในเอเชีย (6 ม.ค.2565) 

ดัชนี MSCI AC Asia Pacific Communication Services Index ร่วงลงมากถึง 1.5% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ดัชนี Hang Seng Tech ของฮ่องกงร่วงลง 1.1% จากการซื้อขายที่ผันผวน ซึ่งถือเป็นการขาดทุนเป็นวันที่ 4

ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีในเอเชียยังต้องเผชิญกับผลกระทบของการปราบปรามด้านกฎระเบียบของจีนที่กวาดล้างเพื่อขจัดพฤติกรรมผูกขาดในภาคธุรกิจนี้ โดยการเทขาย ได้แก่ บริษัท Kakao Games ของเกาหลีใต้ และ Afterpay บริษัทผู้ให้บริการชำระเงินของออสเตรเลีย ตกลงสูงสุดประมาณ 11% SoftBank Group ซึ่งมีฐานอยู่ในโตเกียว ลดลงมากถึง 2.2%

ขณะที่ Bilibili ผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มถ่ายทอดสด และ Kuaishou Technology บริษัทวิดีโอสั้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Tencent Holdings ต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวล่าสุดของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนที่จะลดการลงทุนในภาคส่วนนี้

Jun Rong Yeap นักยุทธศาสตร์การตลาดของ IG Asia กล่าวว่า การเทขายออกในหุ้นที่กำลังเติบโตอาจมีความโดดเด่นมากกว่าในสหรัฐ เนื่องจากการประเมินมูลค่าที่สูงกว่ามาก ในทางกลับกันบริษัทเทคโนโลยีที่จดทะเบียนในฮ่องกงได้เห็นการประเมินมูลค่าที่ลดลง ดังนั้นความเสี่ยงด้านลบจากแง่มุมนี้อาจดูเหมือนจำกัด

นอกเหนือจากความสูญเสียที่รุนแรงน้อยกว่าในหมู่บริษัทเทคโนโลยีของจีนเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ ผู้ผลิตชิปในภูมิภาคนี้ยังแสดงให้เห็นถึงระดับความยืดหยุ่นอีกด้วย Samsung Electronics และ SK Hynix ทั้งคู่ขยับขึ้น หลังจากร่วงลงมากกว่า 1% ก่อนหน้านี้ 

ในญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 2.1% ในขณะที่ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียร่วงลง 1.8% และดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงลง 0.4% ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงร่วงลง 0.8% ในขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 0.7% ดัชนี Straits Times ของสิงคโปร์พุ่งขึ้น 0.5% เมื่อเวลา 11.05 น.

ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐสูงขึ้นเล็กน้อย หลังจากดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลง 3.3% มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร S&P 500 ลดลง 1.9% เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้

ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาไปที่นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากความกังวลยังคงมีอยู่เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ที่จะมีผลต่อการเติบโตทั่วโลก และผลกำไรของบริษัท เฟดกล่าวว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยบางส่วนก็มีแนวโน้มดีที่จะลดงบดุล

“เรากำลังเตรียมผู้คนให้พร้อมสำหรับความผันผวน” นางแครอล ชไลฟ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของสำนักงานครอบครัว BMO กล่าวในรายการโทรทัศน์บลูมเบิร์ก 

ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดต่างๆ กำลังจะกลับมาในบางพื้นที่ในการเผชิญหน้ากับโอมิครอน อย่างเช่น ฮ่องกงประกาศใช้มาตรการทางสังคมอีกครั้งและระงับเที่ยวบินจาก 8 ประเทศ รวมถึงสหรัฐที่มีการปิดโรงเรียนมากขึ้น เนื่องจากพบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ Bitcoin ร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 43,000 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ต้นเดือนธันวาคม ขณะที่คริปโทเคอร์เรนซีอื่นๆ ก็ลดลงเช่นกัน ส่วนน้ำมันร่วงครั้งแรกในรอบ 4 วัน เงินวอนของเกาหลีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563


อ้างอิง : https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/asia-stocks-drop-as-tech-rout-deepens-on-fed