NEWS UPDATE • MUTUAL FUND

บลจ.วรรณ เผยผลงานปี 63 ส่งสัญญาณโตสวนกระแสดีเกินคาด รุกเปิดตัวบริษัทในเครือเพิ่มช่องทางขายและสร้างธุรกิจให้บริษัท

บลจ.วรรณ  เผย ผลงานปี 63 ดีเกินคาดการณ์ฝ่าวิกฤตโควิด จากการปรับกลยุทธ์แนะนำการลงทุนเชิงรุกให้กับลูกค้า เดินทางเปิดบริษัทในเครือในครึ่งปีแรก เพื่อขยายช่องทางการขายผลิตภัณฑ์การลงทุนและเป็นอีกหนึ่งธุรกิจบลจ.วรรณ  พร้อมแนะนำกองทุนทางเลือกลดความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนผันผวน ผ่านกองทุนรวมใหม่ กองทุนเปิด วรรณ ไลฟ์ เซทเทิลเมนท์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ONE-LS-UI)

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ภายหลังสถานการณ์โควิด โดยเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  โดยบริษัทได้เน้นการปรับกลยุทธ์แนะนำการลงทุนให้ลูกค้าแบบเชิงรุกมากขึ้น โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดการลงทุนในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดขายกองทุนส่วนบุคคล Life Settlement Fund ซึ่งแนะนำกระจายพอร์ตลงทุนไปยังกองทุนทางเลือกที่ไม่อิงต่อระบบเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดทุน และถือเป็นกองทุนแรกของประเทศไทยที่บริษัทนำร่องโดยเน้นกลุ่มลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล นับว่าได้ผลตอบรับที่ดีมาก โดยมีขนาดกองทุนราว 2 พันล้านบาท และสร้างรายได้ประมาณ 20% ของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ของบริษัท

สำหรับการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM) ในช่วง 9 เดือน ประมาณ 1.41 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม 36% กองทุนส่วนบุคคล 27% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 37% อีกทั้ง ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 20 พฤศจิกายน 2563 บริษัทจะเปิดเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ ไลฟ์ เซทเทิลเมนท์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ONE-LS-UI) เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท ซึ่งเป็นกองทุนทางเลือกที่ไม่อิงต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แต่จะเน้นการลงทุนจากการเข้าซื้อขายกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกา (โดยทั่วไปเรียกว่า Life Settlement) ที่ออกโดยบริษัทประกันชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“ที่ผ่านมาบริษัทไม่เน้นการเปิดเสนอขายกองทุนใหม่มากนัก เพราะบริษัทมีกองทุนภายใต้บริหาร ถือว่าครอบคลุมกับความต้องการลูกค้าพอสมควร ดังนั้น บริษัทจึงเน้นการให้คำปรึกษาลักษณะการจัดพอร์ตการลงทุนในเชิงรุกมากขึ้น `ยกตัวอย่าง ช่วงที่ผ่านมา บริษัทเน้นให้น้ำหนักการลงทุนใน กองทุน ONE-UGG ONE-DISCOVERY และนับว่าเป็นบลจ.รายแรกๆที่ให้คำแนะนำปรับพอร์ตลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงธุรกิจเมกะเทรนด์ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในอนาคตมาโดยตลอด เพราะเราเล็งเห็นการเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้ ก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 นอกจากนี้บริษัทยังเน้นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศอื่น อาทิ ONE-ALLCHINA (หุ้นจีน)  จากมุมมองว่า เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนจะมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่น รวมถึงแนะนำการลงทุนหุ้นในกลุ่มธุรกิจออนไลน์ ONE-GECOM ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้ ผลตอบแทนของกองทุนที่เราแนะนำทั้งหมดข้างต้นได้ติดอันดับหนึ่งของประเทศไทยในแทบทุกช่วงเวลาเช่น YTD 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 3 ปี ซึ่งบริษัทมองว่าการใช้แผนกลยุทธ์การปรับตัวพอร์ตเชิงรุกดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ” นายพจน์กล่าว

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 50% ต่อปี   โดยปีนี้เรายังคงมีส่วนแบ่งทางการตลาดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรม โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของประเทศ ที่ยังให้ความไว้วางใจในตัวบริษัทและผู้จัดการกองทุนที่สร้างผลตอบแทนให้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเรามีความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนา เช่น การรายงานผลการดำเนินงานผ่าน ONEAM Mobile Application ทั้งลูกค้าในส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลเป็นลูกค้ากองทุนรวมด้วย ลูกค้าสามารถเปิดตรวจสอบได้ด้วยเช่นกัน สำหรับปัจจุบันกองทุนส่วนบุคคลเรามีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 7 โดยแบ่งเป็นลูกค้าสถาบัน 44 กองทุน และเป็นลูกค้าบุคคลจำนวน  463 กองทุน ซึ่งถือเป็นบลจ.ที่มีจำนวนกองทุนส่วนบุคคลมากเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม ” นายพจน์ กล่าว

นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทถัดจากนี้จะยังคงเน้นการเพิ่มช่องทางการขายให้เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการให้คำแนะนำการลงทุนเชิงรุก เพื่อให้ทันต่อภาวะตลาดมากที่สุด โดยบริษัทเตรียมเปิดตัวบริษัทในเครือใหม่ เพื่อดำเนินธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขาย ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจประมาณ 10 แห่ง และพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในครึ่งปีแรกของปี 2564 

“บริษัทในเครือใหม่ที่กำลังจะเปิดดำเนินการทางบลจ.วรรณ ถือหุ้น 100% และเป็นอีกหนึ่งช่องทางธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับบลจ.วรรณ ซึ่งผมมองว่า บลจ.วรรณ ไม่ได้เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มีแม่เป็นธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น เราจะต้องพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการขายของผลิตภัณฑ์บลจ.วรรณ อีกทั้งจะต้องมีการปรับตัวใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยผมเชื่อมั่นว่า ธุรกิจใหม่ของบลจ.วรรณจะมีกลยุทธ์และการบริการที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม ณ ปัจจุบันนี้ ” นายพจน์กล่าว

สำหรับธุรกิจกองทุน อสังหาริมทรัพย์ และ ทรัสต์ นายพจน์กล่าวเสริมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแปลงสภาพของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property fund) ในบางกองทุน เพื่อเป็นกองรีท (REIT) ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติม และทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทได้มีการเจรจาเพิ่มเติมกับสปอนเซอร์อีก 1-2 แห่งเพื่อหาโอกาสเปิดกองทุนใหม่ด้วยเช่นกัน โดยทางบริษัทจะดูแลทั้งสินทรัพย์ต่อไปในบทบาทของ Trustee หรือ REIT Manager ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการจัดตั้ง Private Equity Trust จำนวน 2-3 กองในฐานะ Trustee ให้แก่นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีผลตอบแทนที่ดี

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวเสริมถึงภาพการลงทุนว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอยจากการระบาดครั้งใหญ่ ขณะที่การฟื้นตัวยังมีความไม่แน่นอน โดยให้น้ำหนักปัจจัยที่ตลาดติดตาม ปัจจัยแรก คือ ผู้พัฒนาวัคซีน 9 รายที่อยู่ในขั้นตอน เฟส 3  ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลประมาณช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ปัจจัยถัดมา คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยมีการปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้ อยู่ที่ประมาณ -7.8% แต่คาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในปีหน้าจะเริ่มมีการขยายตัวได้ดีจากฐานที่ต่ำของปีนี้ อีกทั้ง คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากถูกกดดันจากระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำเช่นกัน

 มุมมองต่อภาพการลงทุน ตลาดหุ้นปีนี้จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ โดยมองเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,380 จุด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาลที่ได้ผลตอบรับที่ดีและไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ระลอกสอง อีกทั้ง ตั้งเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยของปีหน้าที่ระดับ 1,440 จุด ภายใต้สมมติฐานกำลังการผลิตทั่วโลกและกิจกรรมการทางการค้า เริ่มมีการฟื้นตัวจากฐานที่ทรงตัวระดับต่ำในปีนี้