WEALTH • MUTUAL FUND

กองทุนหุ้นจีนกระดาน A-Share หลบความผันผวนช่วงกวาดบ้าน

ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงแรงจากปัจจัยหลักกรณีรัฐบาลจีนเดินหน้านโยบายควบคุมบริษัทขนาดใหญ่ในหลายๆ กลุ่มเพื่อลดการผูกขาด รวมถึงจัดการกับธุรกิจที่ส่อแววเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติในด้านต่างๆ การควบคุมการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การควบคุมบริษัทด้านการศึกษาออนไลน์ เป็นต้น 


ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในภาวะฝุ่นตลบเช่นนี้ นักลงทุนจะกำหนดกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ถอยตั้งหลัก กระโจนใส่ หรือทยอยสะสม การเงินธนาคารได้สำรวจมุมมองนักวิเคราะห์กองทุนรวม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้แนะนำการลงทุน ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดหุ้นจีนระยะยาวยังน่าสนใจลงทุน พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะสั้น และระยะยาว

 


นักวิเคราะห์กองทุน บล.ฟิลลิป

แนะลงทุนกระดาน A-Share



นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเดินหน้านโยบายดังกล่าว จะกลับเป็นผลดีต่อการพัฒนาพื้นฐานเศรษฐกิจจีนให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งมีคุณภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตขึ้นมาแข่งขันได้ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนในชาติ เช่น การมีระบบการศึกษาที่ดี ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวย่อมต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของทางภาครัฐได้ในระยะยาว


สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นจีนนั้น ผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีนั้น ต้องเผชิญกับความเสี่ยง ความผันผวนที่สูงขึ้น การเข้าลงทุนในหุ้นจีน ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ต้องติดตามข่าวใหม่ๆ ของการดำเนินนโยบายจากรัฐบาลจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อหุ้นจีนกลุ่มต่างๆ และ สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับตัวลงของหุ้นจีนนับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับการเก็บสะสมหุ้นในราคาถูก แต่ด้วยความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การเข้าลงทุนแบบทยอยสะสม หรือ การ DCA จึงเป็นกลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับผู้ลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นจีน


การลงทุนในหุ้นจีนผ่านกองทุนรวมหุ้นจีนนั้น สำหรับผู้ลงทุนระยะสั้น นายสานุพงศ์แนะนำกองทุนหุ้นจีนที่เน้นหุ้นจีนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ หุ้นจีน A Share ซึ่งหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะมีขนาดเล็กกว่า และให้หลีกเลี่ยงหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง (H Share) และหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ADR) โดยหุ้นจีน A share มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายควบคุมบริษัทขนาดใหญ่ของทางการจีนน้อยกว่า H share และ ADR นอกจากนี้ หุ้นจีน A share ยังมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่น้อยกว่า

ลงทุนระยะยาว แนะกองทุนสไตล์ Active


สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว นายสานุพงศ์ แนะนำให้เลือกกองทุนที่มีการบริหารจัดการแบบ Active ที่เน้นการคัดเลือกหุ้นจีน ที่อยู่ในกลุ่ม New China Economy เช่น กลุ่มการบริโภค, Healthcare, พลังงานสะอาดเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ เป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ตามพัฒนาการของเมกะเทรนด์ในระดับโลก และแนวทางสนับสนุนการพัฒนาเชิงคุณภาพของทางการจีน ซึ่งกองทุนเหล่านี้ในระยะยาว มีแนวโน้มที่จะสามารถเติบโตได้ดีกว่ากองทุนหุ้นจีนสไตล์ Passive ที่เน้นการสร้างผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับดัชนีตลาดเท่านั้น


โดยกองทุนหุ้นจีนที่เข้าลักษณะดังกล่าวที่แนะนำมาข้างต้น เช่น กองทุน MCHINA และ KT-Ashares-A ซึ่ง 2 กองทุนนี้ เป็นกองทุนหุ้นจีน สไตล์ Active เน้นลงทุนหุ้นจีน A share ที่อยู่ในธีม New China Economy จึงเป็นกองทุนที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของทางการจีน น้อยกว่ากองทุนหุ้นจีนอื่นๆ


นอกจากนี้ ยังมีกองทุน PCGREEN ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นจีน ที่เน้นกระจายการลงทุนในธุรกิจจีนเกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า การลดมลพิษต่างๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลจีนเป็นอย่างดี และเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ยังสามารถพัฒนาได้อีกไกล PCGREEN จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นจีน และต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการดำเนินนโยบายแทรกแซงธุรกิจของรัฐบาลจีน 



โนมูระ พัฒนสิน มองหุ้นจีน ระยะยาวไปได้ต่อ




นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของจีนแม้จะส่งผลต่อความผันผวนในตลาดหุ้นจีนแต่ยังมีปัจจัยที่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง รวมไปถึงการที่สหรัฐฯจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนผันผวนมากขึ้น ซึ่งความผันผวนของตลาดหุ้นจีนจะส่งผลถึงตลาด H-Shares มากกว่าตลาด A-Share ดังนั้น จึงแนะนำตลาด A-Share สำหรับนักลงทุนที่ยังอยากลงทุนในหุ้นจีน


สำหรับตลาดหุ้นจีนที่ช่วงนี้ปรับตัวลงมาจากมาตรการกำกับดูแลของจีนที่พยายามลดการผูกขาดและสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมให้กับประชากรนั้น มีการออกนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี เช่น Alibaba ถูกปรับ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โทษฐานผูกขาตลาด หรือ Ant Group ถูกระงับการไอพีโอ เนื่องจากความกังวลในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อผ่าน Microfinance เป็นต้น ซึ่งเมื่อทางสหรัฐฯเห็นการใช้นโยบายดังกล่าว ทำให้ต่อไปนี้บริษัทจีนที่ต้องการไอพีโอ ในสหรัฐฯ จะต้องเปิดเผยความเสี่ยงที่จะโดนแทรกแซงจากรัฐบาลจีนด้วย


ทั้งนี้ จีนพยายามปรับใช้มาตรการกำกับดูแลดังกล่าว เพื่อลดธุรกิจผูกขาดและเพิ่มความเท่าเทียมให้กับประชากรอย่างเหมาะสม เช่น นโยบายด้านการศึกษาที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน จีนจึงต้องมีมาตรการที่ใช้กับบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากการสอนพิเศษต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึงการเข้าควบคุมธุรกิจอสังหาฯมากขึ้น เพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่อีกด้วย


โดยประเด็นหลักที่จีนได้พยายามจะปฏิรูป ประกอบไปด้วย 1) การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษ พยายามปรับเปลี่ยนสู่ Green Energy 2) เปลี่ยนจากประเทศผู้บริโภคชิพเป็นผู้ผลิตชิปให้มีศักยภาพทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของจีนที่จะทำให้เติบโตในระยะยาวภายใต้โรดแมปที่มีความชัดเจนได้ โดยธุรกิจของจีนที่น่าสนใจหลังช่วงโควิด-19 ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าสมาร์ตโฮม และพลังงานสะอาด เป็นต้น ด้านธุรกิจดั้งเดิมของจีนก็ยังพยายามปรับให้มีความแข็งแกร่งและทันสมัยมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น



ทิสโก้ คาดระยะยาวเงินไหลเข้า 5 หุ้นเมกะเทรนด์ 




นางวรสินี เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า แรงเทขายดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการปรับพอร์ตการลงทุนระยะสั้นเท่านั้น แต่ในท้ายที่สุด เม็ดเงินลงทุนยังมีโอกาสจะไหลกลับเข้ามาในธุรกิจดาวรุ่งของประเทศจีน โดยเฉพาะใน 5 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่

 1. อีคอมเมิร์ซ 2. ธุรกิจเทคโนโลยี 3. ธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ 4. ธุรกิจพลังงาน และ 5. ธุรกิจยานพาหนะไฟฟ้า


สาเหตุเพราะธุรกิจเหล่านี้ ยังคงได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐบาลจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564-2568 ซึ่งจะช่วยให้สามารถเติบโตได้ในระยะยาวนั่นเอง

สิ่งที่จีนมีความน่าสนใจอย่างมากในปัจจุบันคือจีน มีอัตราการเติบโตของกลุ่มธุรกิจการทางการแพทย์ ในช่วง 5 ปี และ 10 ปีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกยังใช้งบประมาณลงทุนในเรื่องการวิจัยยาใหม่ เป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ด้วยเม็ดเงินลงทุน ส่วนของการวิจัยยากลุ่มใหม่อยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี


นางวรสินี ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจคือ บริษัท Cansino Biologics ผู้ผลิตวัคซีนโควิดแบบเข็มเดียว และแบบชนิดสูดดม ซึ่งจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการฉีด เพราะสามารถเข้าไปในเรื่องระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง และยังทำให้ใช้ปริมาณวัคซีนน้อยกว่าการฉีดถึง 5 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนาวัคซีนอีก 16 ชนิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับไข้สมองอักเสบ ปอดอักเสบ และที่สำคัญก็คือ บริษัทเหล่านี้มีจุดเด่นในเรื่องสภาพคล่อง เพราะสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง คือ ตลาด A-Share และ H-Share ได้


ส่วนอีกบริษัทที่น่าสนใจคือ Shenzhen Mindray Bio-Medical Electronic ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ของจีน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่นก็คือ เครื่องช่วยหายใจ “Mindray” ที่ได้รับการยอมรับจนสามารถจำหน่ายในโรงพยาบาลชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ 40% ส่วนอีก 60% ขายในประเทศ