WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

“ประสาร” ประธานบอร์ด ตลท. ชี้ 5 โอกาสและความท้าทายตลาดทุนไทย

ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน ชี้ความท้าทายและโอกาสตลาดทุนไทย นอกจาก 4 จุดแข็ง มี 4 โจทย์ใหญ่ ที่ต้องรับมือเช่นกัน “ประสาร” ประธานบอร์ด ตลท. ชี้ 5 เรื่องสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาว ประกอบด้วย พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความท้าทายจากสถานการณ์โควิด การปรับตัวและกระบวนการ Digitalization พัฒนาการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และความยั่งยืนกับการพัฒนาตลาดทุน ESG

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปาฐกถาพิเศษ “บทบาทตลาดเงิน ตลาดทุน สู่จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย - Towards the Future of Thai Economy” ในงานสัมมนา “SET ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนตลาดทุนแห่งอนาคต - Make it Work for Future” สำหรับโอกาสและความท้าทายของตลาดทุนไทย จะมี 5 เรื่องสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวดังต่อไปนี้

ประการแรก พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งหรือสงครามต่างๆ สามารถกระจายความเสี่ยงไปได้ทั่วโลกและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้าน Geopolitics มีมากขึ้น ครอบคลุมทั้งเหตุการณ์การเมือง ความสัมพันธ์ ปัญหาสังคม และความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศ มีการกระจายตัวไปทั่วโลกและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มีผลเชื่อมโยงต่อตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมในหลายๆ ด้าน เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อที่กระทบต่อผู้คนในสังคมจำนวนมาก

ดังตัวอย่างเรื่องความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจการค้าของสหรัฐฯ-จีน หรือความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซีย ที่กำลังเกิดขึ้นที่อาจเกิดฉากทัศน์และพัฒนาการของความขัดแย้งได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละฉากทัศน์ก็อาจมีเครื่องมือหรือมาตรการในการขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน ทั้งมาตรการด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง

ประการที่สอง ความท้าทายจากสถานการณ์โควิด เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 แล้ว ขณะที่บางธุรกิจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งโลกต่างได้รับผลกระทบโดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยตอนนี้เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ในด้านเศรษฐกิจและตลาดทุนยังคงได้รับผลกระทบและฟื้นตัวได้แตกต่างกันไป

การฟื้นตัวแบบ K-shape คือกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว หรือ K ขาบน เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 เติบโตทิศทางเดียวกับการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก ในขณะที่บางกลุ่มอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หรือเป็น K ขาล่าง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ภาคการท่องเที่ยวและบริการยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐ

ตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็มีการผลักดันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้ธุรกิจ SMEs และ Startups สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น ผ่าน LiVE Platform ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งความรู้ให้กับธุรกิจ เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุน และเปิดกระดานซื้อขายในตลาดรองผ่าน LiVE Exchange ที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 นี้

ประการที่สาม การปรับตัวและกระบวนการ Digitalization ดร.ประสารกล่าวว่า “Digital Disruption คือโอกาสและความท้าทายของตลาดทุนไทย" กระแส Digital Disruption ได้เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และตลาดทุนเป็นอย่างมาก ทั้งด้านโอกาสและความท้าทายในการดำเนินงานของหลายองค์กร เริ่มมีการปรับตัวนำ Digital Technology เข้ามาใช้

ด้านตลาดทุนเองก็มีการผลักดันด้าน Digitalization เพื่อส่งเสริมความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจผ่านการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ กระบวนการ Digitalization ในตลาดทุนยังครอบคลุมถึงฝั่งผู้ลงทุนมีแนวโน้มในการใช้ Digital Technology เพื่อเข้าถึงการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีออนไลน์ การพิสูจน์และยืนยันตัวตน หรือการเสริมความรู้ในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่ e-Learning Platform

แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรในตลาดทุนควรให้ความสำคัญกับเรื่อง Cybersecurity ด้วย เพราะกระบวนการ Digitalization ที่เข้ามา อาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร ทั้งทางการเงินและชื่อเสียงได้

ประการที่สี่ พัฒนาการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล Digital Technology เข้ามามีบทบาทในภาคการเงิน โดยเฉพาะ Distributed Ledger Technology (DLT) หรือ Blockchain ที่ถูกนำมาใช้ในภาคการเงินอย่างกว้างขวาง และเป็นพื้นฐานของ Cryptocurrency ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก เทคโนโลยียุคดิจิทัลสมัยใหม่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น แต่ก็มีกฎระเบียบที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทั้งโอกาสด้านนวัตกรรมและความเสี่ยง ควรมีการพัฒนา กำกับดูแลให้มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม”

สำหรับประเทศไทยนั้น ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลในปัจจุบัน สินทรัพย์ดิจิทัลแบ่งได้ 3 ประเภทหลักๆ คือ Cryptocurrency, Investment Token และ Utility Token โดยภาคธุรกิจและกิจการต่างๆ อาจเลือกระดมทุนด้วยการออก Investment Token และ Utility Token ตลาดหลักทรัพย์ฯก็ได้มีการเตรียมพร้อม Platform ที่มีลักษณะเป็น Open Architecture ซึ่งอยู่ระหว่างขออนุญาตทำธุรกิจ Digital Asset Exchange ที่พร้อมเชื่อมต่อและให้บริการร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อให้บริการการลงทุน การระดมทุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยจะเน้นให้บริการด้าน Digital Tokens ทั้ง Utility และ Investment Token

ประการสุดท้าย ความยั่งยืนกับการพัฒนาตลาดทุน ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของธุรกิจในอนาคต การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น ต้องมีการขยายแนวคิดให้กว้างขวางขึ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social and Governance : ESG)

“หลักธรรมาภิบาล หรือ Governance ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน”

ดร.ประสารกล่าวว่า การที่องค์กรให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมมีผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลาดทุนไทยจะมีบทบาทในการผลักดันให้องค์กรมีการเปิดเผยข้อมูล ESG พร้อมกับการพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนแก่ผู้ลงทุน นับเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร

นอกจากจะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาพัฒนาการดำเนินงานตามลักษณะการประกอบการของธุรกิจแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ส่งเสริมเรื่อง ESG ให้กับทุก Stakeholders ในตลาดทุนผ่านโครงการต่างๆ เช่น การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ การปลูกป่า และเตรียมพัฒนา ESG Data Platform เพื่อการนำข้อมูลด้าน ESG ไปใช้ในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ต่อจากนี้ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไร?

ดร.ประสารได้กล่าวปิดท้ายไว้ว่า ตลาดทุนไทยเติบโตขึ้นมาก ทั้งในแง่การเป็นแหล่งเงินทุนและช่องทางการลงทุน ส่งเสริมความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนเรื่องความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสีย และเมื่อมองไปข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องก้าวต่อไปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

"เราพร้อมรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้อง “Rethink” และ “Redesign” เพื่อปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดที่จะพัฒนาตลาดทุนให้เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป"

 

4 จุดแข็ง : 4 โจทย์ใหญ่ ตลาดทุนไทย

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงจุดแข็งของตลาดทุนไทยในปัจจุบันใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย

        1. สภาพคล่องดีขึ้นมาก มีการซื้อขายวันละเกือบแสนล้านบาท

        2. การเข้าจดทะเบียน มีทั้งบริษัทใหญ่และกลาง อยู่ในธุรกิจที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและท่องเที่ยว

        3. สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าในประเทศ และ

        4. ฐานนักลงทุนเติบโตขึ้น ปัจจุบันมีกว่า 5 ล้านบัญชี

ในหัวข้อเสวนา “SET ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนตลาดทุนแห่งอนาคต - Wealth Driver for Fruitful Growth” ที่มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Managing Director สถาบันอนาคตไทยศึกษา และ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โจทย์ใหญ่ 4 ด้านที่ผู้ร่วมเสวนาชี้จุดสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งความท้าทายและโอกาส ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อปรับปรุงและส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

 

โจทย์ข้อแรก การลงทุนแบบไร้พรมแดน

        จะต้องสร้าง Online Application ที่สามารถเปิดบัญชีแบบ e-Open Account ให้ลงทุนได้สะดวกตลอดเวลา ปลอดภัย เชื่อมต่อกับต่างประเทศได้ พร้อมทั้งเสนอผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ Fractional DR ที่ลงทุนได้เหมือนกับสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน และสามารถซื้อขายได้ตามทุนทรัพย์


โจทย์ข้อที่ 2 การเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม

       สนับสนุนการเข้าถึงตลาดทุนไทยของ SMEs และ Startups ผ่าน LiVE Platform ในรูปแบบ Partnership Platform ด้วยความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา เตรียมความพร้อมบริษัทเหล่านี้ และบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต ให้สามารถเข้าระดมทุนได้ใน LiVE Exchange รวมถึงการออกกฎระเบียบให้กับภาคธุรกิจ New S-Curve และธุรกิจเทคโนโลยีให้เข้ามาระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วย

 

โจทย์ข้อที่ 3 กระบวนการบริการแบบดิจิทัล และการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

       อนาคต Streaming จะเป็น Super App ในรูปแบบ One Stop Service ที่สามารถลงทุนได้ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล อย่าง Investment Token และ Utility Token ร่วมกับสินทรัพย์ดั้งเดิม รวมถึงลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ผ่าน Fractional DR ด้วยเงินบาท

 

โจทย์ข้อที่ 4 การลงทุนยั่งยืน

       หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า การส่งเสริมธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญ มีการจัดตั้งสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และ CG Center ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาต่อยอดมาจนถึง CSR, ESG และการทำธุรกิจยั่งยืนในปัจจุบัน ผลที่ได้รับดีมาก บริษัทจดทะเบียนไทยได้รับการยกย่องทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

       ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังพัฒนาการต่อเชื่อมข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียน นำมาสร้างเป็นฐานข้อมูล ผ่าน "ESG Data Platform" และส่งต่อให้กับผู้ต้องการใช้อย่างสะดวก มีมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมให้นักวิเคราะห์สนใจวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น มีผลิตภัณฑ์ ESG ให้กับนักลงทุน เช่น กองทุนรวม และ Index เหล่านี้คือกระบวนการในการสนับสนุนให้การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนมีความหมายและได้ผลอย่างแท้จริง

 


สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้ 4 โจทย์ใหญ่กับโอกาสและความท้าทายของตลาดทุนในอนาคต

โจทย์แรก แหล่งลงทุนสำหรับธุรกิจ New Economy และเทคสตาร์ตอัพ 

        ในยุคไร้พรมแดน ตลาดหลักทรัพย์ไทย พร้อมแค่ไหนที่จะแข่งขันกับตลาดอื่น ?

        - จากนี้ไปเราจะเห็นธุรกิจสตาร์ตอัพที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาระดมทุนมากขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเหล่านี้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

         ดังนั้น ความท้าทายของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงสร้างกระดานใหม่ขึ้นมา การทำงานร่วมกันกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ รวมถึงการมีตราสารประเภทใหม่ๆ เพื่อรองรับธุรกิจเหล่านี้

 

โจทย์ที่สอง การออกกฎเกณฑ์รองรับธุรกิจ SMEs

         ส่งเสริมให้ SMEs เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมไหม?

         - ตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยบริษัทขนาดใหญ่ การสนับสนุนและเปิดช่องทางการระดมทุนให้กับธุรกิจขนาดเล็กอย่าง SMEs จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของตลาดทุนที่จะต้องสร้างกฎเกณฑ์ให้เอื้อกับธุรกิจ SMEs ให้ได้

 

โจทย์ที่สาม ความท้าทายจากพฤติกรรมของนักลงทุน

        สร้างความน่าสนใจใหม่ให้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมหรือยัง?

        - นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้น นักลงทุนเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศ สินทรัพย์ในตลาดต่างประเทศได้รับความนิยม โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี

        โจทย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือทำอย่างไรให้คนมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย แทนที่จะไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่

        ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำอย่างไรให้เงินไม่ไหลออกไปต่างประเทศ? การสร้างตราสารต่างๆ ขึ้นมาอาจช่วยกักเก็บเงินให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้

 

โจทย์ข้อสุดท้าย Digital Transformation

        ทางออกที่ดีที่สุด คือการออกโทเคน แต่คำถามคือ ตลาดไทยพร้อมแล้วหรือยัง?

        - Digital Transformation อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับตลาดทุนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ดังนั้น โจทย์ที่ท้าทายข้อสุดท้ายคือ ทำอย่างไรถึงจะทรานส์ฟอร์มให้สามารถรองรับการระดมทุนในรูปแบบของดิจิทัลได้ เช่น การออกโทเคนพร้อมไหม

         ทำอย่างไรให้นักลงทุนรุ่นใหม่สามารถซื้อขายหุ้นแบบสัดส่วนได้และสะดวกสบายเช่นเดียวกับการลงทุนในคริปโต ซึ่งจะช่วยดึงให้นักลงทุนรุ่นใหม่เข้าสู่สินทรัพย์ดั้งเดิมในรูปแบบของโทเคนที่เติบโตสูงเช่นเดียวกับคริปโทเคอร์เรนซีได้


 ในอีก 5 ปีข้างหน้า หากตลาดหลักทรัพย์ไทยสามารถทำได้ทั้ง 4 โจทย์ใหญ่นี้ ก็มั่นใจได้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดทุนของอาเซียนได้อย่างแน่นอน