<

WEALTH • MUTUAL FUND

บลจ.ชี้เทรนด์ลงทุนปีเสือ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ESG หุ้นจีน

เปิดมุมมอง 3 บลจ.กับเทรนด์และธีมการลงทุนเด่นปี 2565 ธีมเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ยังมาแรง กลุ่มการเงิน ธนาคารพาณิชย์ น่าสนใจ ภายใต้ธีมระบบการเงินไร้ตัวกลางที่มาพร้อมกับความปลอดภัย หุ้นจีนระวังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เฮลธ์แคร์ และภาคการบริโภค

 

จิตตะเวลธ์ ชี้ 4 ธีม เมกะเทรนด์มาแรง

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด มีมุมมองต่อการลงทุนในปี 2565 ว่ามี 4 เทรนด์การลงทุนที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่

      1. พลังงานสะอาด (Global Clean Energy) ปัจจุบันพลังงานสะอาดเริ่มเข้ามามีอิทธิพลสูงขึ้น โดยเริ่มมีรายได้ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 50-60% ต่อปี คาดการณ์จากปัจจุบันต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดกำลังมีต้นทุนที่ถูกลงกว่าการผลิตด้วยถ่านหินและน้ำมัน โดยธุรกิจที่ผลิตในด้านนี้จะเกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of scale) ด้วยความต้องการที่อาจมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยจีนเป็นผู้นำที่ควบคุมตั้งแต่ในด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันต้นทุนพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) กำลังจะถูกกว่า ICE (Internal Combustion Engine) และเกิดการเปรียบเทียบตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ระหว่าง EV และไฮบริด เพราะต้นทุนที่ต่ำลงและมีปริมาณการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

      2. จีโนมิกส์ (Genomics) หรือเทคโนโลยีทางด้านพันธุกรรมศาสตร์ เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังจะมาปฏิวัติวงการบริการทางการแพทย์ หรือ เฮลธ์แคร์ โดยจีโมนิกส์เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่แม่นยำ สามารถตรวจโรคได้ตั้งแต่ก่อนเป็นด้วยการตรวจ DNA ซึ่งปัจจุบันมีโรคกว่า 50,000 โรคที่สามารถรักษาด้วยการใช้จีโนมิกส์ ในอนาคตคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่เกิด และค่าตรวจอาจะลดลงเหลือหลักพัน ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามหาศาล และมีอัตราการเติบโตของรายได้ในปัจจุบันสูงถึง 50-60% ต่อปี

      3. ฟินเทค (Fintech) ที่มีมานานจนถึงปัจจุบันอย่าง Payment หรือ Money Transfer ที่ช่วยในเรื่องความสะดวกสบายทางการเงิน และมีรายได้กว่า 80% ของกลุ่มฟินเทคจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ที่ผู้คนเริ่มมองว่าการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชั่นเป็นเรื่องปกติ ก่อให้เกิดการเปิดกว้างยอมรับบริการใหม่ๆ ทางการเงินมากขึ้น คาดการณ์ได้ว่า อนาคตของฟินเทคหลังจากนี้ ด้านการให้บริการ Payment ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีบริการธุรกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่าง Wealth Tech ที่เป็นส่วนหนึ่งของฟินเทค

      นอกจากนี้ ในตลาดการลงทุนต่างประเทศเริ่มมีการลงทุนผ่านทาง Wealth Tech เพิ่มขึ้น เพราะผู้คนเริ่มมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุน อีกทั้งมีอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน และสาขา หรือพนักงานขาย ทำให้รายได้ Fintech เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในอนาคตคาดว่าจะเติบโต 20% ต่อปี นอกจากนั้น ยังมีรูปแบบธุรกิจใหม่ที่กำลังมาแรงคือ Buy Now Pay Later เป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถซื้อสินค้าโดยไม่ต้องชำระผ่านบัตรเครดิต โดยแอปฯจะชำระค่าสินค้าให้ก่อนแล้วลูกค้าสามารถผ่อนจ่ายกับแอปฯได้

      4. Cloud Computing ที่นำเอาธุรกิจซอฟต์แวร์มาอยู่บนอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล อีกทั้งสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถสร้างกำไรได้เพิ่มมากขึ้น เช่น โปรแกรม อะโดบี โฟโตชอป (Adobe Photoshop) ที่เปลี่ยนจากการลงโปรแกรมจากการใช้แผ่นซีดีลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเป็นการสมัครสมาชิก (Subscription) เพื่อเข้าใช้งานแทน ซึ่งทำให้สร้างรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย โดยระบบ Cloud Computing จะสามารถคำนวณรายรับ หรือจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนได้ ในอนาคตจะมีการเข้ามาใช้งานระบบซอฟต์แวร์ที่เป็น Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทด้านระบบ Cloud Computing ในสหรัฐฯสามารถทำรายได้กว่า 80% และคาดว่าในอนาคตจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ทุกวันนี้เราทุกคนใช้งานระบบ Cloud กันอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมแชต Line การซื้อสติกเกอร์ต้องชำระเงินผ่าน Payment ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบฟินเทค อีกทั้งในอนาคตอาจจะได้เห็นรถยนต์ที่เป็น Smart Device สามารถเชื่อม Cloud ในรถเพื่อดูหนัง ฟังเพลง ทำงานได้ หรืออาจจะมีระบบที่พัฒนาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถสั่งการด้วยเสียงเพื่อให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายขึ้น โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในตอนนั้นคงหนีไม่พ้นกลุ่ม Autonomous Car ที่มองว่ามีโอกาสสูงที่ผลการดำเนินงานจะเติบโต เพราะจากการเห็นความสำเร็จของสมาร์ตโฟน ในอนาคตอาจจะก้าวไปสู่สมาร์ตคาร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเมกะเทรนด์ ที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

นายตราวุทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ คือ Thematic Investment ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว และมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เป็น ETF (Exchange Traded Fund) เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้น ในอนาคตต่อไปอาจจะมีคริปโทเคอร์เรนซี หรือ Payment อื่นๆ เข้ามา และปัจจุบันในต่างประเทศได้มีการแนะนำการลงทุนแบบ Thematic ควบคู่กับการลงทุนแบบปกติแล้วเช่นกัน โดยการลงทุนแบบ Thematic นี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ แต่การลงทุนแบบ Thematic ที่ให้นักลงทุนไทยได้เลือกลงทุนในธีมการลงทุนผ่าน ETF ได้โดยตรง พร้อมมีการบริหารจัดการพอร์ตของ Thematic ได้แบบอัตโนมัตินั้น จิตตะ เวลธ์ เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ปีที่ 2563 โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนตามธีมเมกะเทรนด์เองได้

ในอนาคต จิตตะ เวลธ์ มีแผนที่จะเพิ่มธีมเข้ามาอีกเรื่อยๆ นอกจาก 4 ธีมที่ครอบคลุมอยู่แล้วเพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกลงทุนใน Thematic ใน 2 รูปแบบคือ เลือกธีมมาจัดพอร์ตเอง หรือให้ จิตตะ เวลธ์ เลือกและบริหาร กองทุนให้ด้วย AI ซึ่งจะมีการปรับพอร์ตให้โดยอัตโนมัติทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้พอร์ตมีแต่ธีมที่ดี เติบโตอยู่ตลอดเวลา

 

บลจ.ยูโอบีฯ ให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าตราสารหนี้

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มองแนวโน้มการลงทุนในปี 2565 ว่า หุ้นเอเชียมีโอกาสฟื้นตัวหลังจากในปี 2564 ที่ผ่านมา ปรับตัวน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก (Underperform) อย่างไรก็ตาม ปี 2565 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงกลางของการฟื้นตัว จะเห็นนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนลงทุนจึงควรกระจายในหลากหลายสินทรัพย์ และหลากหลายประเทศ ทั้งตลาดที่พัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่

ภายใต้สถานการณ์ที่กล่าวข้างต้น แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น มากกว่าตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ภายหลังจากความกังวลของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้น เนื่องจากประเทศขนาดใหญ่หลายประเทศมีการเลือกตั้งทั้งสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และอิตาลี

สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่แตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องจากนโยบายกลับทิศ ทำให้บางธุรกิจ เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ เฮลธ์แคร์ และภาคการบริโภค ดังนั้น ยังต้องระมัดระวังการกดดันจากภาครัฐต่อ ด้านอุตสาหกรรมอื่น เช่น เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ เนื่องจากผู้บริหารฮ่องกงคนใหม่ จะเริ่มทำหน้าที่ในมีนาคม 2565 ซึ่งจะส่งผลให้หุ้นไอพีโอกลุ่มเทคโนโลยีในฮ่องกงกลับมาคึกคัก

 

เปิด 3 ธีมเด่นน่าลงทุน “FinTech and Security” มาแรง

สำหรับการลงทุนภายใต้ธีมที่โดดเด่น ดร.จิติพล แนะนำ 3 ธีมดังนี้

       1. ธีมปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industry Revolution) โดยในปี 2565 ถือเป็นปีที่จะมีการใช้หุ่นยนต์เพิ่มกำลังการผลิต นำเทคโนโลยีมาแทนที่ โดยกลุ่มธุรกิจอนาคต ได้แก่ กลุ่มหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ธุรกิจการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) กลุ่มธุรกิจวัสดุขั้นสูง และ ชิบ (Chip) เป็นต้น

      2. ธีมระบบการเงินไร้ตัวกลางที่มาพร้อมกับความปลอดภัย (FinTech and Security) หรือเทคโนโลยีทางการเงิน และความปลอดภัยด้านข้อมูล (Cybersecurity) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ให้การบริการเข้าถึงประชาชนง่ายมาก แต่กลุ่มนี้ยังทำกำไรได้ไม่มาก โดยภาคการเงิน ธุรกิจไฟแนนซ์ดั้งเดิมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งประยุกต์ใช้บล็อกเชนเข้ามาทำตลาด

       ดังนั้น ปี 2565 กลุ่มการเงิน และธนาคารพาณิชย์จึงมีความน่าสนใจ โดยภายใต้ธีม Fintech และSecurity ยังรวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) และ DeFi (Decentralized Finance) เป็นระบบการเงินไร้ตัวกลางที่สามารถทำธุรกิจกรรมได้แบบธนาคารพาณิชย์

      3. ธีมวิวัฒนาการของผู้บริโภค (Consumer Evolution) ซึ่งเป็นธีม Turnaround การใช้อินเทอร์เน็ตทำธุรกิจ เช่น อี-คอมเมิร์ซ จากปีที่ผ่านมาจีนมีการควบคุม คาดว่าปี 2565 น่าจะสามารถกลับมาได้เมื่อเห็นความชัดเจนด้านนโยบายของจีน แต่ต้องระวังเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ต จีโนมิกส์ และอินโนเวชั่น เป็นกลุ่มที่ต้องระวังหากสภาพคล่องในตลาดลดลง

 

TMBAM Eastspring ชู 4 ธีม

นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) มีมุมมองว่าปี 2565 มี 4 ธีมการลงทุนพร้อมแนะนำนักลงทุนจัดสรรเงินหรือพอร์ตการลงทุนโดยคาดว่าปีนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะกลับมาชะลอจากฐานที่สูงในปีก่อน ดังนั้นแนะนำให้นักลงทุนกระจายสินทรัพย์ลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ และไม่ควรเก็งกำไรในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งหรือภูมิภาคและกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง

      1. ธีมเงินเฟ้อ ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และอังกฤษ ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้นเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อ ทั้งลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอาจเริ่มส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวขึ้นได้ ดังนั้นในช่วงจังหวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น อาจต้องกระจายลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นบ้าง แทนที่จะเน้นลงทุนกลุ่มเติบโตหรือกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว คาดว่าหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น ธนาคาร พลังงาน มีความน่าสนใจเหมาะลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น ในส่วนของตราสารหนี้อาจจะต้องเลือกตราสารที่มีอายุไม่ยาวและเน้นไปยังตราสารประเภท Investment Grade เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น

      2. ธีมภาษี คาดว่าสหรัฐฯอาจเริ่มเก็บภาษี ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และภาษีจากการลงทุนในปี 2565 ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริโภค กำไรบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการลงทุนที่อาจผันผวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สำหรับการลงทุนอาจจะต้องเลือกบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่ดี เพื่อรองรับการเติบโตที่อาจจะชะลอตัวลง รวมถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และอาจเพิ่มการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มียอดขายเติบโตน่าสนใจติดพอร์ตไว้บ้าง ซึ่งมองว่าจะได้รับผลบวกในกรณีเกิดการขึ้นภาษีนิติบุคคล

       3. ธีม ESG โดย นายวสวัตติ์ บวรเสรีผไท ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน TMBAM Eastspring ให้ความเห็นว่า ในปี 2565 หลายบริษัทจะให้ความสำคัญต่อ ESG และจะนำเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ในแง่ของการลงทุนผู้จัดการกองทุนทั่วโลกได้มีการตระหนักถึงประเด็น ESG และมีการนำเรื่อง ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่เข้าลงทุน

       4. ธีมหุ้นจีน โดยนโยบายรุ่งเรืองร่วมกันของ สี เจิ้น ผิง จะยังดำเนินต่อไป แต่จีนแผ่นดินใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในปีนี้หลังจากที่ทางการจีนได้มีการประกาศนโยบายรุ่งเรืองร่วมกัน หรือ Common Prosperity เพื่อจัดการความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบโดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงด้านการผูกขาดตลาด และในปี 2565 นโยบายดังกล่าวจะยังคงอยู่แต่ผลกระทบอาจเริ่มจำกัด และที่สำคัญ ในปีนี้จะมีการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงการเลือกผู้นำคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะยังเป็น สี เจิ้น ผิง ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 3 และหากไปดูนโยบายต่างๆ จะพบว่าจีนมีการดำเนินนโยบายที่ยังคงเน้นการบริโภคในประเทศเป็นหลัก

ดังนั้น ในด้านการลงทุน ตลาดหุ้นจีนอาจฟื้นตัวไม่เท่ากันระหว่าง ตลาดหุ้นฝั่งที่เป็น H Shares และ China ADR ที่อยู่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมองว่าจีนแผ่นดินใหญ่มีความน่าสนใจ เพราะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เน้นการบริโภคในประเทศ รวมถึง Valuation ยังไม่แพงมาก และมีโอกาสเกิด Country Rotation ได้เนื่องจากในปี 2565 กำไรบริษัทจดทะเบียนในจีน สามารถเติบโตได้ประมาณ 15-16% และจากอดีตพบว่า ปีใดที่ตลาดหุ้นจีน Underperform มาก ในปีถัดมามีโอกาสที่นักลงทุนจะหมุนการลงทุนไปยังตลาดหุ้นจีน