NEWS UPDATE • CAPITAL MARKETS

บล.ไทยพาณิชย์ แนะหาจังหวะซื้อหุ้นโค้งท้ายปีที่ดัชนี 1,160 -1,200 จุด คาดปิดฉากปี 63 ที่ 1,300 จุด

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยเดือน ต.ค. จะทำระดับต่ำสุดในไตรมาส 4/63 หลังสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอน

ขณะที่นักลงทุนยังรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้คาดว่าสิ้นปี 2563 ดัชนีหุ้นไทยน่าจะปิดตัวในระดับ 1,300 จุด ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 1,400 จุดในปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีโอกาสคลี่คลายผลักดันให้เศรษฐกิจภาพรวมเริ่มฟื้นตัว

ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 4  ตลาดจะมีความผันผวนสูงขึ้น และคาดว่าเดือนต.ค.นี้ดัชนี SET จะปรับลงแตะ 1,200 จุด เป็นระดับต่ำสุดของไตรมาส หลังจากที่ตลาดรับรู้ข่าวที่เป็นปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้ว และความหวังเรื่องวัคซีนรักษาโควิด-19 ก็ยังไม่เห็นความชัดเจน ประกอบกับแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในต่างประเทศกลับมาเร่งตัวขึ้น ทำให้สถานการณ์ยังไม่มีความแน่นอน กดดันให้มีแรงขายหุ้นออกมา โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่ได้ปรับตัวขึ้นรับข่าวบวกของการผลิตวัคซีนออกมาก่อนหน้านี้แล้ว

"แม้ตลาดหุ้นเดือนต.ค.เป็นจุดต่ำสุดของไตรมาส 4 แต่ก็เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยจุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ที่ดัชนี 1,160 -1,200 จุด" นายสุกิจ กล่าว 

บล.ไทยพาณิชย์ มีมุมมองต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในประเทศว่าจะต้องรอถึงปี 2565 ถึงจะได้เริ่มเห็นกำไรของบจ.กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยที่ในปี 2563 จะเป็นปีที่กำไรบริษัทจดทะเบียนถือเป็นปีฐานที่ต่ำที่สุดและจะเริ่มค่อย ๆ กลับมาฟื้นขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่กลับมาฟี้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดยปี 2564 คาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) จะอยู่ที่ 75.64 บาท/หุ้น จากระดับ 57.82 บาท/หุ้นในปี 2563 และจะเพิ่มขึ้นมาที่ 93.88 บาท/หุ้น ใกล้เคียงกับก่อนโควิด-19

คำแนะนำลงทุน เน้นเลือกซื้อหุ้นรายตัวใน 3 ธีม 

- Core Portfolio ยังคงเน้นหุ้น defensive ที่มีคุณภาพสูง เช่น BAM, BDMS, CBG, EGCO และ GFPT

- Tactical Portfolio เน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดี เช่น AP, PTT และ TOP

- Curve Portfolio เน้นหุ้นขนาดเล็กที่มี story การเติบโตอย่างโดดเด่น และผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น AUCT, IIG, PRIME, SVI, WICE และ ZIGA


ไตรมาส 4 /63 มี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 

1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นไปอย่างช้าๆเปราะบางและไม่แน่นอน ตัวเลขเศรษฐกิจอาจแสดงสัญญาณชะลอตัว จากความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดรอบ 2 ของโควิด-19 ที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่

2.นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ อาจจะตึงตัวขึ้น ถ้าโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรคเดโมแครต ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เนื่องจากไบเดน วางแผนที่จะปรับเพิ่มขาดดุลการคลัง 7 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปี เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐในส่วนสวัสดิการสังคมและโครงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้ ยังวางแผนจัดหาเงินทุนสนับสนุนการเพิ่มขาดดุลการคลังด้วยการเพิ่มรายได้ภาษีสู่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ด้วย

3.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุด 2 ประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ระหว่างสหรัฐ-จีน ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของสหรัฐที่จะป้องกันไม่ให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจ