NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

จับทิศทางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจจีน หลังวิกฤติ COVID-19

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนรอบด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ริเริ่มแนวคิด Dual Circulation ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวนโยบายในการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงและเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจจีนเดินหน้าต่อไป

การดำเนินมาตรการ Lockdown เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งจีน ต้องเผชิญภาวะหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 โดยเป็นการหดตัวอย่างกะทันหันของอุปสงค์ (DemandShock) ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

ซึ่งแม้ปัจจุบันจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีนจากยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมที่ขยายตัว 0.5% (y-o-y) นับเป็นการขยายตัวครั้งแรกในปี 2563 แต่ก็ยังไม่กลับสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิด COVID-19 ขณะที่ อุปสงค์ในตลาดต่างประเทศยังคงอ่อนแอและมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์แพร่บาดระลอกใหม่ที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนได้ขยายสมรภูมิสู่สงครามเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเป็นวงกว้างเพื่อกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีและสกัดกั้นการขยายตลาดของบริษัทจีน ล่าสุดได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัท SMIC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนรอบด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ริเริ่มแนวคิด Dual Circulation ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวนโยบายในการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงและเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจจีนเดินหน้าต่อไป

 

Dual Circulation…แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า

Dual Circulation หรือ นโยบายสนับสนุนการหมุนเวียนเศรษฐกิจคู่ขนาน เป็นแนวทางการพัฒนาที่ริเริ่มโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ซึ่งเน้นการพึ่งพาการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสองกระแสควบคู่และเกื้อหนุนกัน คือ Internal Circulation (การหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ) และ External Circulation (การหมุนเวียนเศรษฐกิจต่างประเทศ) เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันนโยบายดังกล่าวกำลังได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางเนื่องจากจะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของจีนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่14 (ปี 2564-2568) ทั้งนี้ นโยบาย Dual Circulationมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้


Internal Circulation : มุ่งส่งเสริมอุปสงค์ในประเทศควบคู่กับการปรับโครงสร้างอุปทาน

        • การส่งเสริมอุปสงค์ในประเทศ โดยเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศเพื่อให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางอุปสงค์ในตลาดโลกที่ยังชะลอตัว โดยปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคภาคเอกชนของจีนอยู่ที่ราว40%ต่อ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าการบริโภคภาคเอกชนของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่นที่ 68% และ 55% ตามลำดับแสดงถึงโอกาสที่จะผลักดันการบริโภคในประเทศให้ขยายตัวได้อีก

ทั้งนี้ แนวนโยบายในการผลักดันคาดว่าจะเน้นขยายความเป็นเมืองออกไปในพื้นที่ชนบทและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น เพื่อยกระดับรายได้ของประชากรในชนบทที่มีจำนวนกว่า700 ล้านคน ซึ่งรวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้พัฒนาภาคเกษตรกรรมให้ก้าวสู่การเกษตรดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการสร้างช่องทางการค้าผ่าน E-Commerce ด้วยการเร่งเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมพื้นที่ชนบทให้ได้ราว70% ภายในปี 2568จากระดับ 46.2% ณ เดือนมีนาคม 2563

        • การปรับโครงสร้างอุปทาน โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้จีนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่จีนกำลังเผชิญการกีดกันอย่างรุนแรงโดยจีนจะมุ่งส่งเสริมการสร้างสายการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตลอดจนเร่งส่งเสริมการลงทุนตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 (MIC 2025)

โดยล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 จีนได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิปและการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมการให้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี การลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายด้าน โดยเฉพาะการหักลดหย่อนภาษีจากการลงทุนดังกล่าว

เป็นที่น่าสังเกตว่า อุตสาหกรรมการผลิตชิปเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่สหรัฐฯ มุ่งกีดกันจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐฯโดยต้องการสกัดกั้นการขยายตลาดของบริษัทเทคโนโลยีจีน รวมทั้งเกรงว่าเทคโนโลยีการผลิตสำคัญอาจรั่วไหลและทำให้บริษัทจีนสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองได้รวดเร็วขึ้น

เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีของบริษัทจีนยังตามหลังบริษัทชั้นนำของโลกอยู่มาก สังเกตได้จากความสามารถในการผลิตชิปของจีนมีขนาดเล็กที่สุดได้เพียง15 นาโนเมตร ขณะที่บริษัท TSMC ของไต้หวัน และ Samsung Electronics ของเกาหลีใต้สามารถผลิตได้ขนาดเล็กที่สุดที่5 นาโนเมตรและกำลังพัฒนาสู่การผลิตขนาด 3 นาโนเมตรจึงทำให้จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปค่อนข้างมาก คิดเป็นราว 15% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมดของจีนในปี 2562

ดังนั้น นโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิต ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้จีนสามารถพึ่งพาฐานการผลิตในประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนมีแนวโน้มให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทจีนในการลงทุนด้วยการทำ M&A ในบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติมากขึ้นเพื่อเป็นทางลัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ


External Circulation : เชื่อมโยงเศรษฐกิจจีนเข้ากับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เพื่อให้ภาคการค้าและการลงทุนมีส่วนในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่า จีนจะประกาศรายละเอียดของยุทธศาสตร์ External Circulation ที่เป็นรูปธรรมในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในการประชุมสภาประชาชนจีนในเดือนมีนาคม 2564แต่ในเบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าจีนจะยังคงเดินตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจต่างประเทศคล้ายคลึงกับที่ใช้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาดังนี้

       • เปิดกว้างสู่ภายนอก (Opening-up) โดยจีนมีแนวโน้มเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในภาคการเงินและตลาดทุนมากขึ้น รวมทั้ง ผ่อนคลายกฎระเบียบในการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เงินหยวนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดการเงินระหว่างประเทศซึ่งปัจจุบันเงินหยวนยังมีสัดส่วนในการทำธุรกรรมต่างประเทศไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนในการชำระเงินระหว่างประเทศเพียง2.2% เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัดส่วนราว 40%

นอกจากนี้ จีนจะเร่งดำเนินโครงการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลหรือ e-RMB ให้มากขึ้น ล่าสุดจีนประกาศแผนขยายพื้นที่นำร่องการใช้เงินหยวนดิจิทัลไปยังเมืองสำคัญอย่างกรุงปักกิ่ง เทียนจินและกวางตุ้ง รวมทั้งมีแผนจะนำเงินหยวนดิจิทัลมาใช้ในงานกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2565 ที่จีนเป็นเจ้าภาพซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายการผลักดันให้เงินหยวนก้าวสู่บทบาทการเป็นเงินสกุลสากล

       • สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับกลุ่มประเทศ BRI (Belt and Road Initiative) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์สำคัญของจีน อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน ปากีสถานและแอฟริกาด้วยการเดินหน้าสานต่อโครงการลงทุนในกลุ่มประเทศ BRI สะท้อนได้จากมูลค่าการลงทุนของจีนในกลุ่มประเทศ BRI ที่ยังขยายตัวราว 19% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 แม้เผชิญการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากนี้ จีนยังได้ลงนามโครงการลงทุนใหม่หลายโครงการในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdownอาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 โครงการในปากีสถาน มูลค่ารวม 3.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในอินโดนีเซียมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ จีนยังได้อาศัยจังหวะในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศ BRI ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ การส่งอุปกรณ์และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการก่อสร้างสถานพยาบาลภายใต้โครงการ Health Silk Road ซึ่งจะมีส่วนช่วยปูทางในการส่งออกวัคซีนป้องกันCOVID-19 ไปยังตลาดกลุ่มประเทศBRI ในระยะถัดไป

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของจีนกับกลุ่มประเทศ BRI โดยเฉพาะในแอฟริกา เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในหลายประเทศ อาทิ จิบุติ(จีนมีสัดส่วน 57% ของหนี้ต่างประเทศ*) แองโกลา (49%) แคเมอรูน (32%)และเอธิโอเปีย (32%) เป็นต้นขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศดังกล่าวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวจากผลกระทบของ COVID-19จนต้องขอรับความช่วยเหลือจากจีนในการขอลดหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการชำระที่ผ่อนปรนมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเอื้อให้จีนเข้าถึงโครงการลงทุนในประเทศดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นัยสำคัญต่อไทย

จากนโยบาย Dual Circulation จะเห็นทิศทางการพัฒนาของจีนอย่างมีนัยสำคัญใน 2 ด้าน คือ การมุ่งเน้นกระตุ้นการเติบโตของตลาดผู้บริโภคและลดการพึ่งพาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์หรือผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างนายโจไบเดนต่างก็มองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯเนื่องจากมีแนวโน้มว่าจีนจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนที่สหรัฐฯ ภายใน 5 ปีจากนี้ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่ชัดเจนขึ้นทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงความสำคัญของจีนในด้านต่างๆ ดังนี้

         • ตลาดผู้บริโภคจีนทวีความสำคัญขึ้น เทียบเคียงกับตลาดหลักอื่นอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ EU ทั้งในแง่ขนาดตลาดจากประชากรจำนวนมหาศาล ไปจนถึงกำลังซื้อของชาวจีนที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจีนจะเลื่อนระดับจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางในปี 2562 (จีนมีรายได้ 10,410 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี) เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับสูงภายในปี 2568

ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยจึงควรทำความเข้าใจและหาทางเจาะตลาดจีน ซึ่งการที่จีนต้องการลดการพึ่งพาชาติตะวันตก ก็ถือเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทยที่จะหาช่องว่างในการจำหน่ายสินค้าทดแทน อาทิอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป อาหารแปรรูปเครื่องดื่มอาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ และเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ยังควรหาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce ของจีน

โดยในเบื้องต้นอาจทดลองฝากขายสินค้า หรือ หาพาร์ตเนอร์ที่มีร้านค้าในแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ของจีนเพื่อทดลองตลาดก่อนเพราะการขึ้นทะเบียนร้านค้าออนไลน์สำหรับชาวต่างชาติยังมีความไม่สะดวก อาทิ ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ในจีนและมีบัญชีธนาคารที่เปิดในประเทศจีน เป็นต้น

          • ด้านเทคโนโลยีพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทอย่างมากในเวทีการแข่งขันธุรกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี 5G Facial Recognition รถยนต์ไฟฟ้า Artificial Intelligence (AI) สมาร์ตโฟน และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การผลิตสินค้าเทคโนโลยีดังกล่าวของบริษัทจีนก่อให้เกิดห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก นอกเหนือจากห่วงโซ่เดิมที่มีชาติเจ้าของเทคโนโลยี อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ เป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตดังกล่าวของจีน

          • อิทธิพลของจีน ทั้งในมิติการค้าและการลงทุน เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศ BRI ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียนและไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีน โดยเฉพาะด้านการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจีนค่อนข้างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน สถานการณ์ดังกล่าวก็ถือเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยจะแสวงหาพันธมิตรผู้ประกอบการจีนในการเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทยเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีระหว่างกัน

*พิจารณาเฉพาะหนี้ต่างประเทศที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐค้ำประกัน (public and publicly guaranteed external debt)

 


โดย คุณขวัญใจ เตชเสนสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยธุรกิจ

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)