PERSONAL INVESTMENT • STOCK - DERIVATIVES

เปิดโผกองทุนหุ้นจีนตัวท็อป ผลตอบแทนสูงสุด 16%

อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย มีกองทุนหุ้นจีน 47 กองทุน สำหรับ 10 อันดับแรกที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 4.79-16.23% ต่อปี และผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ทำได้เลข 2 หลัก

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่เข้ามากระทบบรรยากาศการลงทุนเป็นระลอก แต่ตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในเรดาของนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย

นอกจากนี้ จีนได้ผ่านวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นประเทศแรกส่งผลให้เศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายผ่อนคลายการเงินส่งผลให้กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มในจีนเติบโตสวนกระแส

 

มุมมองผู้จัดการกองทุน:หุ้นจีนไปได้ต่อ

นายณัฏฐะ มหัทธนา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กรุงไทยเปิดเผยว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจีน แม้ระยะสั้นอาจปรับตัวลงบ้างจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวได้ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ทั้งตลาดหุ้นจีน (Onshore)และบริษัทจีนในตลาดอื่นๆทั่วโลก (Offshore) เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทั้งสภาพคล่องของโลกที่มีอยู่สูง โอกาสเติบโตของบริษัทในจีน และระดับราคาหุ้น

สอดคล้องกับนายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วีเปิดเผยว่า จากการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นสภาพคล่องและการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

ขณะที่ตลาดหุ้นจีนอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เห็นได้จากกองทุนเปิด วี อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต 8M (WE-EM8M) กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตสามารถทำผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8% ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน

โดยพอร์ตกองทุนได้กระจายการลงทุนในจีน ฮ่องกงและไต้หวัน ซึ่งที่มีระดับราคาค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ส่งผลให้ กองทุน WE-EM8M สามารถสร้างผลตอบแทนถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้

กองทุนดังกล่าวใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Active Portfolio) ได้เน้นจับจังหวะลงทุน (Trading) ในตลาดหุ้นจีนที่มีการเติบโตจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น กองทุน Global X China Consumer Discretionary ETF รวมถึงหุ้นกลุ่มน้ำมันของรัสเซียที่แนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านกองทุน iShares MCSI Russia ETF เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

 

ชูลงทุนระยะกลางถึงยาว

หุ้นจีนกระดาน A-Shares

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จีนมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และการขยายตัวของสังคมเมือง ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสดีสำหรับในการลงทุนในกลุ่มบริษัทที่สอดคล้องกับการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นจำนวนกว่า 3,500 บริษัท (กระดาน A-Shares)

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีน A-Shares มีหุ้นที่หลากหลายและโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวข้องการบริโภค กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ กลุ่มวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ในขณะเดียวกัน บริษัทในตลาดหุ้นจีน A-Shares ได้รับผลกระทบจากการสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯอย่างจำกัด เนื่องจากรายได้ของบริษัทดังกล่าว กว่า90% มาจากการบริโภคภายในประเทศจีน

สำหรับบริษัทอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมจากประเทศจีน เช่น ติวเตอร์ออนไลน์เบอร์ต้น Tal Education Group, Alibaba Group ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน, Tencent Holdings บริษัทผลิตเกมชื่อดังอย่าง League of Legends, PUBG, ROV, Clash of Clans และ Honor of Kings ซึ่งเป็นสองบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชีย รวมถึงวีแชทเพย์ (WeChat Pay) แชทออนไลน์ที่กำลังมาแรงประชากรชาวจีนนิยมใช้กว่า 90% รวมถึง Ping An Insurance Group กลุ่มธุรกิจประกันภัย ธนาคาร และด้านการเงินในประเทศจีนที่เป็นบริษัทอันดับ 1 ของจีน และอันดับ 2 ของโลก

 

เปิดโผ ท็อป 10 กองทุน FIF หุ้นจีน

ข้อมูลจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าปัจจุบัน (ณ 27 ก.ค.2563 ) อุตสาหกรรมกองทุนรวมในไทย มีกองทุนหุ้นจีน47 กองทุนสำหรับกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดอันดับหนึ่ง (ย้อนหลัง 3 ปี) คือ กองทุนเปิดทหารไทย China Opportunity (TMBCOF) โดยให้ผลตอบแทน 16.23%ส่วนกองทุนที่ทำผลตอบแทนติดอันดับ 10 คือ กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า (UOBSGC) ให้ผลตอบแทน 4.79%(ดูตารางประกอบ 10 อันดับกองทุนหุ้นจีน)

ข้อมูลจากเว็ปไซต์ บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) เปิดเผยนโยบายการลงทุนของกองทุน TMBCOF ว่า ทรัพย์สินที่ลงทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว (Master Fund) คือ กองทุน UBS (Lux) Equity Fund–China Opportunity (USD) ในหน่วยลงทุนชนิด Class I-A1-acc ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งจดทะเบียนในประเทศ Luxembourg และลงทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนหลัก หรือ กองทุน UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity (USD) มีการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน ในตราสารทุน ของบริษัทที่มีภูมิลำเนา หรือมีธุรกิจหลักอยู่ในประเทศจีน