THE GURU • BUSINESS LAW

การรับมือความเปลี่ยนแปลง ของวิชาชีพกฎหมายหลัง Covid-19

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเสวนาเรื่องการปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่หลังโควิด สำหรับนักกฎหมายและภาคธุรกิจ ในโอกาสที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้มีการก่อตั้งขึ้นครบ 48 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. ผมจึงขอนำข้อสรุปการเสวนา ในหัวข้อที่ผมได้พูดเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของผู้ประกอบวิชาชีพที่ปรึกษากฎหมาย หลัง Covid-19 จะต้องเจอมาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ

            เหตุการณ์ Covid-19 ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินธุรกิจของสำนักงานกฎหมายไปอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศไทยมาตรการอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ โดยวิธีการ Work From Home หรือทำงานที่บ้าน ในช่วงระยะเวลาเกือบ 3 เดือน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงาน เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ที่ผมทำงานอยู่ ได้เริ่มให้เจ้าหน้าที่และทนายความทำงานอยู่ที่บ้าน โดยติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้

            และผลปรากฏว่า การทำงานต่างๆ ก็ไม่ได้หยุดชะงัก ในบางส่วนกลับมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขาดแต่การไม่มีโอกาสที่จะสื่อสารโดยเห็นหน้าค่าตากันกับพนักงาน หรือการประชุมร่วมกับทนายความ ขาด Human Touch ไปบ้าง แต่ทางสำนักงานก็พยายามให้มีการประชุมแบบ Online อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้มีการสื่อสารและแจ้งให้ทราบถึงปัญหา

รูปแบบการทำงานข้างต้น ทำให้เราพบว่า การเช่าหรือการใช้พื้นที่ของสำนักงาน อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เท่ากับขนาดในปัจจุบัน หากธุรกิจส่วนใหญ่เห็นแบบนี้ก็เป็นประเด็นที่จะกระทบกับธุรกิจการให้เช่าสำนักงานอย่างแน่นอน

            การทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home หรือ Work From Anywhere ด้วยระบบสื่อสารและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะสามารถทำให้ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย ทำงานได้ตลอดเวลาและอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            สำนักงานกฎหมายจึงต้องมีระบบเทคโนโลยี หรือฐานข้อมูล ที่สามารถให้ทนายความสามารถเข้าถึงข้อมูล กฎหมายเอกสาร ตัวอย่างสัญญา (Precedent) ความเห็นทางกฎหมายได้ง่าย

ในมุมมองของลูกความที่ใช้บริการก็สามารถเข้าถึง หรือได้พบแลกเปลี่ยนความเห็นกับทนายความอาวุโสที่มีประสบการณ์ได้สะดวกขึ้น โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ในการนัดพบกัน รวมทั้งสามารถประชุมงานพร้อมๆ กันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ยิ่งในปัจจุบันนี้ เราจะสามารถมีกฎหมายที่รองรับการประชุมกรรมการผู้ถือหุ้นหรือการประชุมโดยทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เห็นการประชุมแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวหรือแบบผสมผสานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้น รวมทั้งการดำเนินคดีในศาล การยื่นฟ้องและการจัดส่งเอกสารคำร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการสืบพยานโดยใช้วิดีทัศน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากหลัง Covid-19 ที่กระทบผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย

            ดังนั้น ในมุมมองของทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง หรือพัฒนาองค์ความรู้ รวมทั้งระบบเทคโนโลยี ที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ด้วย

ประกอบกับมีผู้เขียนบทความชื่อ นาย David Morley เรื่อง Covid Crystal Ball ซึ่งผู้เขียนเป็นอดีตหุ้นส่วนผู้จัดการของที่ปรึกษากฎหมายของประเทศอังกฤษ ชื่อ Allen & Overy โดยผู้เขียนได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ โอกาสของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายที่จะเผชิญว่ามีโอกาสจะรุ่งโรจน์ (Up) และที่จะตกต่ำ (Down) มาให้ดู ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำมาปรับใช้กับที่ปรึกษากฎหมายในประเทศไทยได้เช่นกัน นาย David บอกว่า ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย จะต้องประสบพบเจอสิ่งต่อไปนี้มากขึ้น (Up) คือ

            1. ด้านเทคโนโลยี (Technology) เพราะจากการที่ใช้ระบบเทคโนโลยีในการจัดการประชุมในระบบต่างๆ ไม่ว่าจะระบบ Zoom ระบบ Microsoft Team ระบบ Bluejean หรือระบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้การทำงานการอบรม การประชุม การทำงาน ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่าโลกของ Digital ซึ่งกฎหมายด้านนี้จึงจะมีความสำคัญมากขึ้น

            ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลรูปแบบ ความสมบูรณ์ของธุรกรรม ระบบการชำระเงิน หรือเงินตรารูปแบบใหม่ๆ และแพลตฟอร์ม (Platform) ของรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ข้อมูลต่างๆ ที่มีความสำคัญ ความลับ ตลอดจนความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผู้ที่จะเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความ ก็จะต้องสามารถปรับตัวหาความรู้ทางกฎหมาย และเทคโนโลยี ให้ทันเหตุการณ์กับกฎหมายหรือกระบวนการเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วพร้อมกันไปด้วย

            2. การทำงานที่มีความยืดหยุ่น (Flexible Working) ปัจจุบันทุกคนทำงานได้ทุกแห่งทุกที่ ด้วย Internet ดังนั้น นักกฎหมายต้องสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มี ความยืดหยุ่น และสามารถทำงานได้ทุกที่ โดยนักกฎหมายจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลทีมีอยู่ และความสามารถของทนายความที่จะทำงานได้ในทุกที่และต้องมีข้อมูลที่พอเพียงเพื่อให้บริการได้

            3. กฎหมายด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การฟื้นฟูกิจการ (Restructuring or Insolvency Law) กฎหมายนี้จะมีความสำคัญมากขึ้น เหตุการณ์นี้ได้เกิดช่วงวิกฤตสำหรับต่างประเทศช่วง ค.ศ.2008-2009 สำหรับประเทศไทยคือ พ.ศ.2540 (บทความฉบับที่แล้วผมได้เขียนเรื่องเตรียมตัวปรับโครงสร้างธุรกิจหลัง Covid-19 บทเรียนจากวิกฤติต้มยํากุ้งปี 2540) เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจใหญ่กลางเล็กจะมีผลกระทบเพราะขาดกระแสเงินสด การปรับโครงสร้างหนี้หรือการปรับโครงสร้างกิจการจึงมีความสำคัญมากขึ้น โดยการปรับโครงสร้างหนี้หรือกิจการนี้ไม่ใช่เฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้เจ้าหนี้ที่อยู่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้ต่างประเทศอีกด้วย

            ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้ต่างๆ ในต่างประเทศ การยื่นขอรับรองคำสั่งการฟื้นฟูกิจการในศาลไทยต่อศาลต่างประเทศ เราจึงจะเห็นว่าความรู้เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูกิจการจะทวีความสำคัญในช่วงระยะเวลาต่อไป

ดังนั้น สำนักงานกฎหมายที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในงานประเภทดังกล่าวนี้ได้ เพราะความรู้ด้านนี้จะต้องสั่งสมมาไม่สามารถจะเรียนรู้ฝึกฝนอบรมได้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผู้มีประสบการณ์ด้านนี้จึงเป็นที่ต้องการของตลาดส่วนผู้มีประสบการณ์ในด้านอื่นๆ ก็จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกฎหมายให้มากให้ความสนใจและหมั่นศึกษาหาความรู้ในด้านนี้เพิ่มขึ้นไปด้วย

            4. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่เกี่ยวข้องอาจจะติดเชื้อจาก Covid-19 ถ้าหากไม่ทำ กระบวนการบริหารความเสี่ยงในการป้องกันตามแนวที่รัฐบาลกำหนด เช่น Social Distancing หรือปัญหาความเสี่ยงของการได้รับเงินค่าที่ปรึกษาจากลูกความ เพราะลูกความจะให้ความสำคัญในการชำระค่าที่ปรึกษากฎหมายไว้หลังสุด

            5. งานด้านที่ปรึกษากฎหมายของกองทุนส่วนบุคคล (Private Equity Fund) จะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีนักลงทุนกลุ่มนี้มีเงินสดที่จะใช้โอกาสนี้ในการลงทุนเพิ่มในการซื้อของถูกทนายความที่มีความรู้ความสามารถเรื่องนี้ก็จะได้โอกาสที่จะสร้างรายได้เช่นเดียวกับทนายความด้านกฎหมายการฟื้นฟูกิจการและการควบรวมกิจการ

            6. การแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและทันการ (Resilience) ปัญหาหลัง Covid-19 คือความจำเป็นการย้ายฐานการผลิต หรือ Supply Chain ของประเทศใหญ่ๆ ที่ต้องการความมั่นคงในเรื่องของ การผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพทางการแพทย์และสาธารณสุข ดังนั้น การให้บริการทางกฎหมายในเรื่องของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ (Health Care) วิทยาศาสตร์ด้านชีวิต (Life Science) หุ่นยนต์ (Robotics), โลจิสติกส์ IT&Cyber Security, Software สาธารณสุข และห้างสรรพสินค้า ก็จะเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้น

            7. กฎหมายการควบรวมกิจการ (Mergers& Acquisitions) การควบรวมกิจการเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังวิกฤติเสมอ กฎหมายควบรวมกิจการ กฎหมายแข่งขันทางการค้า กฏหมายข้อมูลส่วนบุคคลและการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งการควบรวมกิจการของสำนักกฎหมายเพื่อให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสามารถให้บริการครบวงจร สำนักงานกฎหมายจะต้องมีความชำนาญเฉพาะเรื่อง

            สำหรับประเทศไทยผมก็คิดว่า การควบรวมกิจการของธุรกิจคงจะมีมากขึ้นหลัง Covid-19 แต่ผู้ที่จะเข้ามาซื้อกิจการได้นั้นคงเหลือผู้เล่นรายใหญ่อยู่ไม่กี่ราย ความพร้อมในเรื่องกฎหมายการควบรวมกิจการ จึงมีความสำคัญเช่นเดียวกับกฎหมายด้านเทคโนโลยี กฎหมายกองทุนส่วนบุคคล

ความตกต่ำ (Down) ที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายจะต้องเผชิญ ได้แก่

            1) การเดินทางในธุรกิจจะน้อยลงด้วยเทคโนโลยีในการประชุม แม้ว่าจะมีวัคซีนป้องกัน Covid19แล้วก็ตาม

            2) ไม่มีความจำเป็นที่จะเช่าอาคารสำนักงานราคาแพงและพื้นที่มาก เพราะจะเช่าที่อยู่ในสถานที่สะดวกในการเดินทางเท่าที่จำเป็น

            3) บุคลากรทางกฎหมายจะกลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานคล้ายโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งสำนักงานกฎหมายไม่ควรทำเช่นนั้น แต่ควรจะต้องลงทุนจ้างบุคลากรที่มีความสามารถ และสร้างความสัมพันธ์และความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย

            4) สำนักงานกฎหมายส่วนใหญ่ไม่ได้มีการพัฒนาผู้นำในการแก้ไขวิกฤติ วิกฤติคราวนี้จะทำให้เห็นว่า ผู้นำสำนักงานกฎหมายจะสามารถฝ่าวิกฤติไปได้หรือไม่

            5) ธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว คงจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิมคงยาก

            6) ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจุบันประชาชนจำเป็นต้องให้ข้อมูลดังกล่าวกับหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชนด้วยเหตุผลทางสาธารณสุข ดังนั้น ในอนาคตการใช้สิทธิของประชาชนในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงอาจจะกระทำได้โดยยากขึ้ นเนื่องจากประชาชนมีความจำเป็นจะต้องให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูล ด้วยเหตุผลทางการสาธารณสุข

            7) ธุรกิจคาราโอเกะคงไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป เนื่องจากกลัวโรค Covid-19

ความเห็นเรื่องความรุ่งโรจน์หรือความตกต่ำของธุรกิจกฎหมาย ของนาย David Morley นักกฎหมายอังกฤษ คงเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักกฎหมายไทยที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ทันสมัย ให้มีความรู้หลากหลายในวิชาชีพ ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว นักกฎหมายต้องมีความรู้ในสาขาวิชาการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ เทคโนโลยี และจำเป็นจะต้องรู้กฎหมายหลายเรื่องที่สามารถเข้าใจภาพรวมได้เป็น Generalist แล้วจึงจะพัฒนาความสามารถเฉพาะ เพื่อให้เป็นผู้ชำนาญการในกฎหมายเฉพาะด้านต่อไป คณะนิติศาสตร์ก็ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการสอนนิสิต นักศึกษาบัณฑิตนิติศาสตร์รุ่นใหม่ๆ ให้รองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ด้วย

            ความเปลี่ยนแปลงของการประกอบวิชาชีพกฎหมายครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดตลอดการประกอบวิชาชีพกฎหมายกว่า 42 ปี ของผม ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ นักกฎหมายทุกท่าน สถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตทางกฎหมาย จึงมีความจำเป็นจะต้องเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงโดยทันที เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ท่านหรือหน่วยงานของท่าน จะเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน