THE GURU • CRYPTOCURRENCY

5 เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ดันบิทคอยน์ทำ All Time High

บทความโดย: นเรศ เหล่าพรรณราย

            และนี่คือ 5 เหตุผลเชิงพื้นฐานที่จะสนับสนุนให้บิทคอยน์สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ตามราคาทองคำได้ในที่สุด

1. ค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว

            ผลจากการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบจำนวนมากจากการทำ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯรวมถึงธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลก มีผลต่อสกุลเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่ากว่า 5% หนักที่สุดในรอบสิบปี

            แม้ระยะสั้นความต้องการเงินดอลลาร์ยังคงมีอยู่เพื่อนำไปใช้อุดหนุนตลาดการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด แต่ระยะกลางถึงยาวหากความต้องการเงินดอลลาร์ลดลงเนื่องจากไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไปในขณะที่ซัพพลายยังมีล้นตลาด ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง

            การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงจะส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่าง บิทคอยน์และทองคำที่จะเป็นขาขึ้นแทนในที่สุด

2. ถ้าทองคำทำนิวไฮ บิทคอยน์ก็พร้อมจะตามไป

            สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้ทำการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและบิทคอยน์ ปรากฎว่าทั้งสองสินทรัพย์มีค่า Correlation ในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์และบิทคอยน์มีค่าความสัมพันธ์กับดัชนี S&P500 ที่ลดลง บ่งบอกชัดเจนว่าราคาบิทคอยน์พร้อมที่จะวิ่งตามทองคำในฐานะพี่ใหญ่ที่มีคุณสมบัติเดียวกัน

            ในเมื่อราคาทองคำสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้แล้ว บิทคอยน์ก็มีโอกาสที่จะไปถึงจุดนั้นได้เช่นกัน หากนักลงทุนบางส่วนสามารถทำกำไรจากทองคำได้แล้วก็อาจหันมาลงทุนในบิทคอยน์เพื่อหวังผลเดียวกันต่อ

3. สภาพคล่องล้นตลาด

            ผลจากการอัดฉีด QE อย่างไม่มีจำกัด ส่งผลให้ซัพพลายของเงินดอลลาร์อยู่ในตลาดการเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการเปิดเผยว่างบประมาณขาดดุลของสหรัฐฯในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวมีมูลค่าถึง 864,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าจำนวนหนี้ทั้งหมดที่สหรัฐฯเคยก่อนับตั้งแต่ปี 1776 ถึงปี 1979 เลยทีเดียว

            ผลกระทบจากการทำ QE ในรอบที่แล้วตั้งแต่ปี 2009 กว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าวก็กินเวลาเกือบสิบปี และยังไม่ทันที่สภาพคล่องส่วนเกินเก่าจะหมดไป ซัพพลายของเงินดอลลาร์ใหม่ก็เข้าสู่ระบบอีกแล้ว ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปีในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินนี้คือ

            เม็ดเงินจำนวนมากในระบบตอนนี้ส่งผลให้ตลาดการเงินถูกแยกออกจากเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนตามที่สื่ออย่าง The Economist ได้ให้นิยามไว้ว่าเป็น Dangerous Gap อย่างที่เห็นกันคือเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกแต่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับขึ้นสวนกระแส

            หากสภาพคล่องส่วนเกินยังมีล้นตลาดแบบนี้ นักลงทุนบางส่วนพร้อมที่จะนำเงินมาลงทุนในบิทคอยน์ซึ่งแม้แต่เพียงแค่ 1% ก็เพียงพอที่จะช่วยผลักดันให้บิทคอยน์วิ่งขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้แน่นอน

4. กระแส Defi จะช่วยดันบิทคอยน์

            ปี 2017 ในเวลานั้นได้เกิดกระแสคลั่งในการระดมทุนแบบ ICO ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมหาศาล เหรียญที่ระดมทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับพันเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับราคาบิทคอยน์และเหรียญอื่นๆที่วิ่งขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ในตอนนั้นกันทั้งหมด โดย Ethereum ที่อยู่เบื้องหลังของโทเคน ICO ต่างๆวิ่งไปสร้างจุดสูงสุดกว่า 1,400 ดอลลาร์ ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกและทำให้เกิดตลาดหมีมาเป็นระยะเวลาสองปี

            มาในปี 2020 ได้เกิดกระแสของ Defi หรือ Decentralize Finance และโทเคนที่อยู่ในโปรเจคต์ดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนได้หลายร้อยเปอร์เซ็นต์และมูลค่าตลาดของ Defi ก็เติบโตขึ้นใกล้แตะระดับ 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ต้นปี 2020 ยังมีมูลค่าตลาดเพียง 700 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น

            มีโอกาสสูงอย่างมากที่กระแสคลั่งของ Defi จะผลักดันให้ตลาดคริปโตในภาพรวมกลับมาเป็นภาวะกระทิงและจะมีเม็ดเงินบางส่วนไหลไปลงทุนใน บิทคอยน์ กลับไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เช่นกัน

5. นักลงทุนสถาบันเข้ามามากขึ้น

            ที่ผ่านมานักลงทุนที่ลงทุนในบิทคอยน์เกือบทั้งหมดคือนักลงทุนรายย่อย แม้แต่ผู้ที่ถือบิทคอยน์จำนวนมากหรือ Whale ก็เป็นเพียงนักลงทุนบุคคล แต่การที่จะผลักดันราคาให้ไปได้ไกลจำเป็นที่จะต้องมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาเล่นด้วยเท่านั้น ซึ่งแนวโน้มเริ่มเห็นนักลงทุนสถาบันหรือเฮดจ์ฟันด์ที่เริ่มสนในในบิทคอยน์มากขึ้น

            ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลทางด้านการเงินของสหรัฐฯอนุญาตให้ธนาคารสามารถทำธุรกิจ Custody ในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ได้แล้ว ทำให้เป็นการปลดล๊อกนักลงทุนสถาบันที่เคยติดกฎเกณฑ์ทางด้านกฎหมายสามารถลงทุนบิทคอยน์ได้ หรือกองทุนที่เปิดให้นำ Fiat Currency ลงทุนในบิทคอยน์โดยตรงอย่าง Grayscale ก็มีขนาดสินทรัพย์มากกว่าพันล้านดอลลาร์ไปแล้ว

            เช่นเดียวกับวอลลุ่มการซื้อขาย Bitcoin Futures และ Options ของตลาด CME ที่เพิ่มขึ้นทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องเป็นการยืนยันว่านักลงทุนสถาบันที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้ความสนใจที่จะลงทุนในบิทคอยน์มากขึ้นซึ่งจะเป็นการผลักดันราคาในระยะยาว

            อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงสมมุติฐานเชิงพื้นฐานเท่านั้น นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงควบคู่ไปกับผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนและที่สำคัญคือใช้ สติในการพิจารณา

เกี่ยวกับนักเขียน

นเรศ เหล่าพรรณราย Co-Founders SCN Media Pte.Ltd ฟินเทคด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอลัมนิสต์ด้านฟินเทคและวิทยากรด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน