THE GURU • CRYPTOCURRENCY

เงินดิจิทัลกับการ Disrupt ธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittance)

บทความโดย: นเรศ เหล่าพรรณราย


            แม้ยังมีคำถามว่าเงินดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่การเงินรูปแบบปกติได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือเงินดิจิตอลและบล็อกเชนได้เข้ามาปฏิวัติธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศหรือ Remittance ไปเรียบร้อยแล้ว

          ที่ผ่านมาการโอนเงินระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่ลูกค้าต้องจ่ายจำนวนมาก บางครั้งต้องจ่ายถึงเลขสองหลัก เนื่องจากการโอนเงินระหว่างประเทศมีขั้นตอนหลายชั้นและต้องผ่านตัวกลางอย่าง SWIFT เป็น Pain Point ที่ลูกค้าต้องจ่ายไม่นับรวมระยะเวลาในการโอนที่ล่าช้าและอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนทำให้ขาดทุน

          ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าธุรกิจการโอนเงินระหว่างประเทศหรือ Remittance มีมูลค่าธุรกิจ 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นตลาดของกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง 485,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เฉพาะในเอเชียมีมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

          ธนาคารโลกเผยอีกว่าแรงงานชาวเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ติดสิบอันดับแรกของโลกในการโอนเงินกลับประเทศมูลค่ากว่า 56,000 ล้านเหรียญ โดยตลาด Remittance ในเอเชียปี 2561 เติบโตกว่า 12.8% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้แรงงานต่างชาติส่งเงินกลับบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีต้นทุนในการโอนเงินระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากทวีปแอฟริกาตอนเหนือ และมีความเสี่ยงในการฟอกเงิน ต้นทุนของการโอนเงินระหว่างประเทศเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 7% แต่ในเอเชียบางธุรกรรมต้นทุนสูงขึ้นแตะ 10% ธนาคารโลกคาดหวังว่าต้นทุนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 3% ในปี 2030

          ต้นทุนการโอนเงินระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่จะเข้ามาลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมนั่นคือบล็อกเชน แม้แต่ธนาคารขนาดใหญ่ของโลกยังต้องทุ่มกำลังลงมาพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเพราะเป็นที่แน่ชัดว่าเทคโนโลยีเก่ากำลังจะถูก Disrupt อย่างแน่นอน

          โดยฟินเทคที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจนี้นั่นคือ Ripple ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหรียญ XRP เงินดิจิตอลที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่อันดับที่สามของโลกรองจาก Bitcoin และ Ethereum โดยมีกลุ่มลูกค้าคือธนาคารขนาดใหญ่ของโลก ส่วนประเทศไทยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นทั้งผู้ร่วมลงทุนและลูกค้า รวมถึงธนาคารกรุงศรี

          XRP เป็นสกุลเงินและสินทรัพย์ดิจิตอลที่ทางบริษัท Ripple สร้างขึ้นและปล่อยออกมาไว้ใช้โดยเฉพาะใน Ripple network สำหรับการทำธุรกรรมหรือการชำระเงินแบบ Peer-to-Peer ซึ่งจะถูกใช้เป็นสกุลเงินตัวกลางหรือสะพาน (Bridge Currency) ในการทำธุรกรรมข้ามสกุลเงินของสถาบันการเงิน ในการโอนเงินระหว่างประเทศบน On Demand Liquidity ซึ่งมีจำนวนเหรียญทั้งหมดอยู่ที่หนึ่งแสนล้านเหรียญ

          ทางด้าน Ripple ก็ได้พยายามที่จะสนับสนุนให้เหล่าธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ XRP เป็นสกุลเงินหลักในการทำธุรกรรมหรือการโอนเงินระหว่างกัน แทนที่จะใช้เป็นแค่วิธีสำรอง เนื่องจากการใช้ XRP นั้นจะทำให้การโอนเงินเร็วขึ้นอย่างมาก ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

          Ripple เคยบอกไว้ว่า XRP อาจสามารถทำธุรกรรมได้มากถึง 1000 transaction ต่อวินาทีเลยทีเดียว เนื่องจาก XRP จะใช้ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้เป็น validator node แทนที่จะเป็นบุคคลทั่วไปอย่าง Bitcoin

          การที่ธนาคารต่างๆหันมาออกบัตรท่องเที่ยว (Travel Card) ที่ฟรีค่าธรรมเนียมตลอดจนมีส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำจนไปตีตลาดร้านแลกเงิน (อย่างซุปเปอร์ริช) แสดงให้เห็นแล้วว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมมองเห็นแล้วว่าธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศจะถูก Disrupt ในอนาคตแน่นอน

          แน่นอนว่าผลประโยชน์ได้ตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนเงินระหว่างประเทศที่ลดลงและอนาคตอาจจะได้เห็นธุรกรรมการเงินอื่นที่มีค่าธรรมเนียมถูกลงเช่นกัน

 

เกี่ยวกับนักเขียน

นเรศ เหล่าพรรณราย Co-Founders SCN Media Pte.Ltd ฟินเทคด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอลัมนิสต์ด้านฟินเทคและวิทยากรด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน