THE GURU • EXECUTIVE COACHING

แนวทางการโค้ช เพื่อพัฒนาทีมสู่ความสำเร็จ

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

            ผู้บริหารต้องตระหนักว่า ด้วยสถานการณ์ COVID-19 และ Digital Disruption องค์กรธุรกิจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งยังซับซ้อนและคลุมเครือ การทำงานจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวได้ง่ายและสามารถคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มาตอบสนองให้ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งต้องอาศัยบุคคลากรที่สามารถเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ

            การพัฒนาทีมงานเพื่อภารกิจดังกล่าว บทบาทของผู้บริหารจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้ควบคุมและออกคำสั่ง มาเป็นโค้ชที่สร้างแรงจูงใจให้ทีมงาน เพื่อช่วยให้สมาชิกในทีมสามารถค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเองว่า ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาและสร้างผลงานได้อย่างดีที่สุด

            การโค้ชตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่ได้มาจากการถูกบอกให้ทำอะไร แต่มาจากการค้นพบว่าทำแบบไหนดีที่สุด การโค้ชจึงเป็นการลงทุนระยะยาวผู้บริหารทุกคนสามารถเรียนรู้วิธีการโค้ชได้ไม่ยากด้วยการฝึกการพูดคุยแบบโค้ช ซึ่งก็คือ การสนทนาที่มีรูปแบบนั่นเอง

            เมื่อเข้าใจรูปแบบพื้นฐานแล้ว เราก็สามารถปรับให้เข้ากับสไตล์ของตนเองหรือสถานการณ์ต่างๆ ได้แนวทางการโค้ชที่ใช้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพที่จะแนะนำในที่นี้คือ “The Five O’s Model” (จากหนังสือชื่อ How to Coach ของ Jo Owen)

            1.Objectives วัตถุประสงค์ : เราพยายามจะบรรลุเป้าหมายเรื่องอะไร ผลลัพธ์ที่เราต้องการคืออะไร

            2.Overview ภาพรวม : สถานการณ์คืออะไร และแต่ละสถานการณ์เป็นอย่างไรในมุมมองต่างๆ

            3.Options ทางเลือก : อะไรคือทางออกที่เป็นไปได้ และอะไรคือผลประโยชน์และความเสี่ยงของแต่ละทางออกนั้น

            4.Obstacles อุปสรรค : อะไรจะหยุดเราจากการเลือกทำทางออกที่ดีที่สุดและเราสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไร

            5.Outcome ผลลัพธ์ : ใครจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไร

 

Objectives : หน้าที่ของโค้ชคือ ช่วยให้สมาชิกในทีมค้นพบประเด็นที่แท้จริงด้วยตัวเขาเอง ซึ่งทำได้โดยการถามคำถามที่ดี แทนที่จะบอกเล่า ตัวอย่างคำถามที่จะช่วยให้ค้นพบปัญหา เช่น

            1.คุณต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรจากการพูดคุยของเรา ผลลัพธ์อะไรที่คุณต้องการ

            2.ความสำเร็จมีลักษณะอย่างไร ถ้าคุณประสบความสำเร็จ คุณจะรู้สึกอย่างไร

            3.มีอะไรอีกไหมช่วยเล่าให้ฟังมากขึ้น เกี่ยวกับเรื่อง...

            4.ทำไมสิ่งนี้จึงมีความสำคัญอะไรที่หยุดคุณไม่ให้ทำสิ่งนี้ มีอะไรอีกที่อาจจะหยุดคุณได้

 

Overview : ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชคือ การช่วยให้ทีมงานมองเห็นโลกที่แตกต่างออกไปด้วยมุมมองหลายๆ แบบ และด้วยสายตาที่สดใหม่ ช่วยให้สมาชิกในทีมรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของตนเอง

            คำถามที่เหมาะสมคือ คำถามแบบปลายเปิดที่ไม่สามารถตอบตรงๆ ว่า ใช่ หรือไม่ใช่ แต่ต้องขยายความอธิบาย ซึ่งจะเชิญชวนให้คิดและทำให้ได้คำตอบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น

            1.คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น

            2.อะไรมาหยุดคุณไม่ให้ทำสิ่งนั้นมีอะไรอีกที่มีความสำคัญในขณะนี้

            3.คุณได้พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีอะไรบ้างคุณได้เรียนรู้อะไร

 

Options : โค้ชมีหน้าที่ช่วยสมาชิกค้นพบทางออกด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความรับผิดชอบและมีความมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จคำถามที่ง่ายๆ จะดีที่สุดเช่น

            - คุณจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรทางเลือกของเราคืออะไรบ้างคุณอยากจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

ถ้าเราเจอคำตอบที่สั้นและพยายามเลี่ยงๆ ก็ต้องช่วยให้พวกเขามีความคิดในการหาทางออกมากขึ้น เช่น

            -  ถ้าคุณมีพลังที่ไม่มีขีดจำกัด คุณจะทำอะไรแตกต่างออกไป

            -  คุณคิดว่า คนที่คุณนับถือเป็นแม่แบบ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

            -  เมื่อคุณพบสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอดีต คุณเคยทำอย่างไร

            -  คุณจะแนะนำเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานอย่างไรในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

 

Obstacles : เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงว่า สิ่งที่สรุปตกลงกันไว้แล้ว เกิดปัญหาปฏิบัติไม่ได้ในภายหลัง โค้ชจะต้องตรวจสอบความเป็นจริงก่อนคือ

            -  ระบุและขจัดอุปสรรคใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

            -  ระบุว่า ต้องการการสนับสนุนอะไรบ้าง (การช่วยเหลือนั้นจะต้องเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และไม่ให้เสียความน่าเชื่อถือในภายหลัง)

            -  เตรียมแผน B สำรองไว้เสมอ เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด


วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะระบุถึงอุปสรรคก็คือ การถาม เราต้องค้นหาอุปสรรคที่เป็นไปได้ทั้งหมดเปิดออกมา จัดลำดับความสำคัญและแยกประเภท เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างในภายหลัง มีคำถามที่ต้องถาม 4 ข้อคือ

            1. อะไรจะขัดขวางคุณในการทำสิ่งนี้

            2. มีอะไรอีกที่จะขัดขวางคุณในการทำสิ่งนี้ (ถามซ้ำจนกระทั่งไม่มีคำตอบ)

            3. อุปสรรคเหล่านี้ อันไหนที่มีความสำคัญที่สุด

            4. ถ้าเรารับมือกับอุปสรรคเหล่านี้ คุณสามารถไปต่อได้หรือไม่ หรือว่าจะมีอะไรที่จะมาขวางทางได้อีก

 

Outcome : ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดโดยขอให้สมาชิกทำการสรุป ด้วยการถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปได้แก่ ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร พร้อมด้วยรายละเอียดในการลงมือทำ

            ตลอดช่วงเวลาการสนทนา สิ่งที่สำคัญที่ต้องฝึกไปด้วยคือ การฟังที่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีการทวนคำตอบหรือสะท้อนสิ่งที่ได้ยินเป็นระยะๆ การตั้งใจฟังจะนำไปสู่การถามคำถามที่ดี และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันด้วย

          เมื่อผู้บริหารมีทักษะในการโค้ช จะสามารถกระจายงานให้ทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีเวลาทำงานที่สำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทีมงานก็ได้รับแรงจูงใจในการเรียนรู้งานที่ไม่เคยทำมาก่อน และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง การพัฒนาในลักษณะนี้จะสร้างความสำเร็จให้องค์กรอย่างทวีคูณ

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน