THE GURU • EXECUTIVE COACHING

Mindset ที่สำคัญของคนเป็นนาย

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

                ทำไมองค์กรใหญ่ๆ ที่มีคนเก่งมากมายทำงานอยู่ แต่กิจการกลับประสบความล้มเหลว หรือไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะคนเก่งแต่ละคน ทำงานสำเร็จเป็นส่วนๆ แต่ผลงานเหล่านั้น ไม่ได้ผนึกเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เกิดพลัง องค์กรจึงอ่อนแอ คำถามจึงอยู่ที่ความมีประสิทธิผลของผู้นำ โดยเฉพาะด้าน Mindset ซึ่งหมายถึงวิธีคิด รวมทั้งความเชื่อและทัศนคติอันส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมที่แสดงออกมา

                มีกรณีศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า Mindset ของคนเป็นนาย มีผลอย่างมากต่อการบริหารกิจการและบริหารคน การมี Mindset ที่เหมาะสม จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคนที่มีภาระหน้าที่ดูแลองค์กร ซึ่งทำได้ง่ายๆ เพียงแต่ปรับแนวทางการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้อยู่บนหลักการที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจนกลายเป็นอุปนิสัย

                ตัวอย่าง Mindset 7 ประการดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คนเป็นนายมีทั้งอำนาจและบารมี เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและเป็นโค้ชที่อบอุ่น

                1.ความรับผิดชอบ (Responsibility) แม้ว่าองค์กรจะมีสายบังคับบัญชาและระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งงาน แต่คนทำงานทุกคนต้องรู้ว่ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งใดและอย่างไร มีค่านิยมในการเห็นแก่ส่วนรวมและยึดมั่นในจริยธรรมที่พึงปฏิบัติ

                แนวคิดที่ตรงกันข้ามกับความรับผิดชอบ คือการคิดว่าตนเองตกเป็นเหยื่อคนที่มีแนวคิดนี้จะไม่รับผิดชอบต่อความล้มเหลวใดๆ โดยมีข้ออ้างเสมอ คนเป็นนายจึงต้องส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบทั่วทั้งทีม และให้การสนับสนุนสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จด้วย

                2.ความเคารพ (Respect) ความเคารพเกิดจากความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาทั้งสองฝ่าย เพราะความเคารพไม่ได้มาจากสถานะหรือสายการบังคับบัญชาอีกต่อไป แต่ต้องเกิดขึ้นด้วยใจ ฉะนั้น ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงทุน แสดงให้เห็นว่าคุณมีความไว้วางใจต่อทีมงาน โดยพร้อมที่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูด มอบหมายงานที่ท้าทายและสำคัญให้พวกเขาทำ ไม่บริหารในสิ่งที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยโดยไม่จำเป็น

                วิธีที่ง่ายที่สุดในการแสดงความเคารพต่อตัวบุคคลก็คือ การรับฟังเขาให้คุณค่าและเวลากับสิ่งที่เขาต้องการพูดนอกจากนั้น ควรให้ความเคารพด้านข้อจำกัดกับสมาชิกในทีมด้วย นั่นคือ ตกลงให้ชัดเจนว่าสิ่งใดที่คุณจะทำและไม่ทำ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้เสมอ

                3.การฟัง (Listening) การฟังช่วยสร้างความไว้วางใจและความเป็นกันเองต่อกันในฐานะเจ้านาย จำเป็นต้องมีทักษะการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้กำลังใจ สะท้อนประเด็นได้ถูกต้อง และถามคำถามที่ดี อีกทั้งสามารถทวนคำสั่งที่ได้ยินด้วยคำพูดของคุณเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจและเคารพในสิ่งที่เขาพูด

                การฟังลักษณะนี้ต้องใช้สมาธิเต็มที่ในเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่ และใส่ใจกับคนที่พูดตลอดเวลาเพื่อสังเกตภาษากาย น้ำเสียง การใช้คำพูด และอารมณ์ความรู้สึกที่แฝงอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา

                4.การเป็นหุ้นส่วน (Partnership) หลักการเรื่องการเป็นหุ้นส่วนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ของนายกับลูกน้องในอดีตค่อนข้างเป็นแบบพ่อแม่กับลูก ซึ่งไม่เหมาะกับลักษณะการทำงานในยุคปัจจุบันอีกต่อไป

                เจ้านายที่ดีมีบทบาทให้เล่นได้หลากหลาย เพื่อช่วยให้ทีมงานได้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ เช่นการเลือกทีมที่ถูกต้องเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ การโค้ชและพัฒนาสมาชิกในทีม การจัดให้มีงบประมาณที่เหมาะสมกับเป้าหมาย การมอบหมายงานและกำกับดูแลการบริหารผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น

                5.การถาม (Questioning) ผู้บริหารที่ฉลาด จะถามคำถามที่ฉลาดเพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยมากขึ้นและเปิดเผยเรื่องราวมากขึ้นให้เขาได้ใช้ความคิดที่ชัดเจนเฉียบคมมากขึ้น และท้าทายความคิดและส่งเสริมให้เขามองสิ่งต่างๆด้วยวิธีการใหม่ๆ นอกจากนั้น มีหนึ่งคำถามที่ต้องถามตัวเองเสมอคือ “ทำไม” จนกว่าคุณจะเข้าใจว่า ทำไมคนบางคนจึงพูดหรือทำบางสิ่งบางอย่าง คุณจึงจะมีโอกาสใช้อิทธิพลโน้มน้าวเขาได้แต่ต้องระวังไม่ใช้ความคิดส่วนตัวเข้าไปตัดสินคนอื่น การถามต้องมุ่งเน้นให้อีกฝ่ายหนึ่งมองไปข้างหน้าเป็นเชิงบวก และปฏิบัติได้

                6.ทรรศนะในทางบวก (Positive Outlook) เป็นการยากที่จะสั่งให้ใครคิดบวก กระตือรือร้น และมีความสุข การดำรงตนในทางบวกของคนเป็นนายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ยิ่งสถานการณ์เลวร้ายมากเท่าไร ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีทรรศนะในทางบวกให้มากขึ้น เพราะผู้คนจะจำไม่ได้ว่าคุณได้ทำงานอะไรสำเร็จ แต่เขาจะจำได้ว่า คุณแสดงพฤติกรรมอย่างไร ฉะนั้น ควรมีความเยือกเย็น สุขุม เน้นในผลลัพธ์ที่สามารถทำได้ และสนับสนุนในด้านบวกเสมอ

                7.การเรียนรู้และการทบทวนสะท้อนกลับ (Learning and reflecting) เพื่อเรียนรู้อย่างจริงจัง ควรเรียนรู้จากสมาชิกในทีม และเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น

                ในการเรียนรู้จากสมาชิกในทีม ต้องอาศัยการฟังและการถามคำถามที่ดี ส่วนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น ต้องอาศัยเวลาเงียบๆ ในการทบทวนไตร่ตรอง เช่น ถามว่า ทำไมสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น อะไรที่ทำถูกแล้วและสามารถทำได้มากขึ้นอีกควรจะทำอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต การถามคำถามทั้งหมด ควรเน้นจุดแข็งในเชิงบวก เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และเติบโตไม่นำจุดอ่อนมาโจมตี

                ในภาพรวม องค์กรที่อยู่รอดต้องการคนทำงานที่มี Growth - Mindset ซึ่งเชื่อในศักยภาพและการพัฒนาของตนเองและผู้อื่นให้คุณค่ากับการเรียนรู้ สามารถมองความผิดพลาดและข้อบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา ยินดีปรับปรุงและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องให้เหมาะกับสภาวการณ์ ด้วย Mindset เหล่านี้ พวกเขาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเชื่อมั่นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ก็รักษาความศรัทธาไว้ว่าจะประสบความสำเร็จในที่สุด

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน