THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

สแตนลีย์ โฮ สงคราม ความรัก และการส่งมอบธุรกิจกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            คุณไม่สามารถถอดโมเดลการตลาดที่สำเร็จจากที่หนึ่งไปใช้กับอีกที่หนึ่ง แล้วหวังว่าจะสำเร็จเหมือนกันได้...(ดังนั้น) การลอกโมเดลของ ลาสเวกัส หรือ แอตเลนติกซิตี้ มาใช้โดยไม่คำนึงถึงลักษณะพิเศษที่แตกต่างของมาเก๊า จึงไม่ใช่กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ[1]

- สแตนลีย์ โฮ        

            “เช้าวันหนึ่ง สแตนลีย์ โฮ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งมีชื่อของเขาติดอันดับที่ 13 ของมหาเศรษฐีโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส (ปี 2011) และได้ประมาณทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทันทีที่เขาเห็นตัวเลขนี้ก็โกรธเกรี้ยวอย่างหนัก” กอร์ดอน โอลด์แฮม นักกฎหมายของสแตนลีย์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว “เหตุที่คุณโฮโกรธก็เพราะมีคนรายงานว่า จริงๆ แล้วเขาเหลือทรัพย์สินเพียง 600 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น”

            ความจริงแล้ว ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียวสแตนลีย์พบว่า เขาได้สูญเสียทรัพย์สินไปมหาศาลจากการโอนหุ้นไปยังลูก (บางคน) และภรรยาอีก 2 คนของเขา (โฮมีภรรยา 4 คน และลูกทั้งหมด 16 คน) เรื่องราวชีวิตของบุรุษผู้ก่อตั้งอาณาจักรกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอย่างไร และมีอะไรให้เราเรียนรู้บ้าง ตามผมมาเลยครับ

1. สงคราม รักครั้งแรก กับคอนเน็กชั่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจกาสิโน

            สงครามนำพา สแตนลีย์ โฮ มาสู่มาเก๊าในปี 1941 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกฮ่องกงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้น สแตนลีย์กำลังศึกษาในสาขาวิชาเคมีชั้นปีที่ 3 ณ มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง ในครั้งนั้น เขาหนีภัยสงครามมายังมาเก๊า[2]พร้อมกับเงิน 10 ดอลลาร์ฮ่องกง กับความฝันที่พังทลายลงของแม่ที่อยากให้เขาเรียนจบปริญญาด้วยเกียรตินิยม

            และเป็นที่มาเก๊านี้เองที่สแตนลีย์ได้พบกับ คลีเมนทีนา เลเตา ภรรยาคนแรกของเขา คลีเมนทีนา เป็นธิดาของพ่อที่เป็นนักกฎหมายชาวโปรตุเกสและทนายผู้มีอำนาจลงนามคนเดียวบนเกาะมาเก๊ากับแม่ชาวจีนมาเก๊า ความงามของคลีเมนทีนาเป็นที่ประทับใจของหนุ่มน้อยสแตนลีย์เป็นอย่างมาก และเพื่อทำให้คลีเมนทีนาประทับใจ สแตนลีย์สมัครเรียนภาษาโปรตุเกสในตอนค่ำ พร้อมกับปั่นจักรยานไปบ้านของคลีเมนทีนาทุกวัน เพื่อที่จะพาเธอออกไปกินชา

            แต่สแตนลีย์ในตอนนั้นไม่ได้เป็นเศรษฐีหนุ่มที่พร้อมเปย์ให้กับสาวที่เขารักแต่อย่างใด เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดีที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากฮ่องกง ทำงานเป็นเสมียนในบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก แต่สิ่งที่สแตนลีย์มีอยู่เต็มเปี่ยมคือความเฉลี่ยวฉลาดในด้านการค้าและธุรกิจกำไรก้อนแรกของเขามาจากการลักลอบนำเข้าสินค้าระหว่างจีนกับมาเก๊าในตอนที่เขาอายุเพียง 24 ปี

จริงๆ แล้วสแตนลีย์ไม่ได้เกิดมาจนด้วยซ้ำ เขาเกิดและเติบโตในบ้านบนถนน MacDonnell ย่านคนมีฐานะของฮ่องกง เป็นหลานของ Robert Hotung หนึ่งในมหาเศรษฐีคนแรกๆ ของฮ่องกง เพียงแต่พ่อของเขาประสบปัญหาธุรกิจและล้มละลายในช่วง Great Depression ทำให้ครอบครัวยากจนลง และหน้าตาที่ดูเป็นฝรั่งก็เพราะสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวดัชต์ (ยิว) อังกฤษ และจีน

            ในปี 1942 นักธุรกิจหนุ่ม สแตนลีย์ โฮ ก็พิชิตใจ คลีเมนทีนา เลเตา หญิงสาวที่สื่อขนานนามว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในมาเก๊าการแต่งงานกับหญิงสาวจากวงสังคมชั้นสูงอย่างคลีเมนทีนาเปิดทางให้กับ สแตนลีย์ในการเข้าถึงเครือข่ายคอนเน็กชั่นของผู้มีอำนาจในมาเก๊า

            ความรักของคนทั้งคู่นำมาซึ่งพยานรักถึง 4 คน ได้แก่ Jane, Robert, Angela และ Deborahครอบครัวของสแตนลีย์เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับธุรกิจที่ค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด ในปี 1962 สแตนลีย์ร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน ได้แก่ Teddy Yip Tak-lei (น้องเขย), Henry Fok Ying-tung (เพื่อนมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง) และ Yip Hon (นักพนัน) ก่อตั้งบริษัท Sociedade de Turismo e Diversões de Macau, S.A.R.L. หรือ STDM เข้าประมูลสัมปทานเพื่อทำธุรกิจการพนันและขายล็อตเตอรี่บนเกาะมาเก๊า

สัมปทานนี้ทำให้สแตนลีย์และหุ้นส่วนผูกขาดธุรกิจกาสิโนยาวนานถึง 40 ปี[3] สร้างความมั่งคั่งให้แก่เขาและครอบครัว รวมถึงสร้างอาณาจักรธุรกิจกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้า ลาสเวกัส และ แอตแลนติก ซิตี้ ในสหรัฐอเมริกา[4]

            ความรักที่สแตนลีย์มีให้กับคลีเมนทีนารวมถึงการแสดงออกถึงความให้เกียรติภรรยาคนนี้ สะท้อนออกมาทั้งจากการตั้งชื่ออาคารและงานอีเวนต์ต่างๆ ตามชื่อของเธอ รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยที่สแตนลีย์ ทำเพื่อให้คลีเมนทีนามีความสุข มีเรื่องเล่าในวงสังคมที่ว่า บ่อยครั้งสแตนลีย์จะจ่ายเงินจ้างให้ผู้คนแวะไปเยี่ยมเยียนคลีเมนทีนาที่บ้านเพื่อเล่น Mahjong แล้วให้แกล้งแพ้เพื่อให้คลีเมนทีนามีความสุข

2. ความรักครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และจำนวนพยานรักที่มากกว่าทีมฟุตบอล

            ความรักไม่ผิด และยิ่งไม่ผิดสำหรับผู้ชายที่จะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนภายใต้กฎหมายของมาเก๊าก่อนปี 1971 ภรรยาคนที่ 2 ของ สแตนลีย์ คือ ลูซินา ลาม (สมรส 1957) ลูซินา เป็นลูกสาวของนายทหารชาวจีนที่ต่อสู้ในสงครามกับญี่ปุ่นสแตนลีย์ และลูซินา มีลูกด้วยกัน 5 คน ได้แก่ Pansy, Daisy, Maisy, Josie และ Lawrence

            โดยต้องถือว่า ลูกของ บ้านที่ 2นี้ ได้เชื้อความเป็นนักธุรกิจจากพ่อมาอย่างเต็มที่ โดยเกือบทุกคนมีบทบาทในของธุรกิจครอบครัว ได้แก่ Pansy ลูกสาวคนโตของบ้านที่ 2 ที่ปัจจุบันเข้ามาบริหารงานแทนบิดาในตำแหน่งประธานบริษัท Shun Tak Holdings ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และให้บริหารเรือข้ามฟากระหว่างฮ่องกงกับมาเก๊า รวมถึงยังเป็นผู้ก่อตั้ง MGM China Holdings ผู้ดำเนินการธุรกิจกาสิโนและโรงแรมในมาเก๊า นอกจากนี้ ในปี 2019 Pansy ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ถือหุ้นอื่นอีกหลายรายของ SJM ส่งผลให้ Pansy[5] มีอำนาจควบคุมกิจการของ SJM Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธุรกิจกาสิโน 20 แห่งของครอบครัวน้องสาวของเธออีก 2 คนคือ Daisy และ Maisyก็ดำรงตำแหน่งระดับสูงใน SJM Holdings ในขณะที่ Lawrence น้องชายคนเล็กแยกตัวไปทำธุรกิจกาสิโนอีกแห่งหนึ่งภายใต้ชื่อ Melco Resorts & Entertainment Limited[6] โดยมี Josie ที่เรียกตัวเองว่าเป็น แกะดำน้อยเข้าสู่วงการบันเทิง โดยเป็นนักแสดงและนักร้อง

            ความรักครั้งที่ 3 กับ อีนา ชาน เป็นผลสืบเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคลีเมนทีนาภรรยาคนแรก คลีเมนทีนาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงในโปรตุเกสเมื่อปี 1973 ซึ่งทำให้เธอสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป[7] อีนา ชาน ภรรยาคนที่ 3 เป็นหนึ่งในทีมพยาบาลที่เข้ามาดูแลคลีเมนทีนาในขณะนั้น ความสัมพันธ์ของสแตนลีย์และอีนาเริ่มเป็นรูปธรรมเมื่อสแตนลีย์ซื้อคอนโดมิเนียม 2 ห้องให้กับอีนาในย่าน Repulse Bay ในช่วงปี 1980s ทั้งสองคนมีบุตรธิดารวมกัน 3 คนได้แก่ Florinda, Laurinda และ Orlando ภายหลังอีนาเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STDM บริษัทที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แรกของอาณาจักรธุรกิจกาสิโนของครอบครัวโฮ ผ่านการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Lanceford[8]

            ความรักครั้งสุดท้ายของสแตนลีย์เกิดขึ้นกับ แอนเจลา เหลียง หญิงสาวที่เป็นพนักงานดูแลเงินคลังของกาสิโนลิสเบา หนึ่งในกาสิโนของเขา และครูพาร์ตไทม์สอนเต้นรำ ทั้งสองพบกันครั้งแรกในงานเต้นรำส่วนตัวที่จัดขึ้นที่กาสิโนลิสเบา และสานต่อความสัมพันธ์จนแต่งงานกันในปี 1988 แองเจลาไม่ได้ตกถังข้าวสาร เธอมีความสนใจในธุรกิจและเป็นนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่แต่เดิม

            แองเจลาให้สัมภาษณ์กับฟอร์บสว่า เธอมีคอนโดมิเนียม 3 ห้อง ทั้งในมาเก๊าและฮ่องกงอยู่ก่อนแล้วในตอนที่พบกับเขา สแตนลีย์และแอนเจลามีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน ได้แก่ Sabrina, Arnaldo, Mario และ Alice ปัจจุบัน แองเจลาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของ SJM Holdings พร้อมกับดำรงตำแหน่งประธานบริหารร่วมของ SJM Holdings และมีตำแหน่งในสภานิติบัญญัติของมาเก๊าด้วย

 

ครอบครัวโฮในรุ่นที่ 1-2 ในปี ค.ศ.2020 



ที่มา : Wikipedia.org เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2563โดย Family Business Asia

3. แผนที่ไม่เป็นไปตามแผน : ทายาทที่จากไปก่อนเวลาอันควร และอุบัติเหตุของสแตนลีย์

            Robert ลูกชายคนโตของสแตนลีย์กับคลีเมนทีนาภรรยาคนแรก คือทายาทที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวคนต่อไป แต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1981 ได้พรากชีวิตของเขาไป แผนส่งมอบธุรกิจทั้งหมดของสแตนลีย์จึงได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อสแตนลีย์เกิดอุบัติเหตุล้มในบ้านและต้องได้รับการผ่าตัดสมอง ซึ่งทำให้เขาต้องอยู่ในโรงพยาบาลถึง 7 เดือน สแตนลีย์ออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 6 มี.ค. 2010 หลังจากนั้นเราก็จะเห็นภาพของสแตนลีย์คู่กับรถเข็นตลอดเวลา

            สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ การเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกๆ ของบ้านที่ 2 ได้แก่ Pansy, Daisy, Maisy ซึ่งต่างก็มีบทบาทสำคัญในการบริหารธุรกิจของครอบครัว และแม้จะมีบ้างที่ออกไปสร้างธุรกิจของตนเอง เช่น Lawrence ลูกชายคนเล็กของบ้านที่ 2 หรือแม้กระทั้ง Pansy เองที่ออกไปก่อตั้งธุรกิจกาสิโนร่วมกับกลุ่ม MGM ของอเมริกา (MGM China Holdings) แต่ก็ต้องถือว่าบ้านที่ 2 ของตระกูลโฮได้กลายมาเป็นเสาหลักที่จะรับภาระในการนำพาธุรกิจครอบครัวเดินหน้าต่อไป

            ในขณะที่ แองเจลา ภรรยาคนที่ 4 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของ SJM Holdings ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของ SJM ด้วย แต่การที่ Pansy สามารถรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ของ SJM ส่งผลให้ Pansy และ บ้านที่ 2มีอำนาจเหนือกว่าบ้านอื่นๆ ในการควบคุมกิจการ SJM ที่เปรียบเสมือนหัวใจของธุรกิจครอบครัว อย่างไรก็ตาม แม้จะป่วยแค่ไหน สแตนลีย์ยังคงอยู่ในตำแหน่งสูงสุดขององค์กรจนถึงปี 2018

4. หุ้นกับความยุติธรรม (ที่ไม่รู้จะวัดจากอะไร)

            หลังจากเช้าวันนั้นในปี 2011 ที่ สแตนลีย์ พบว่ามีการโอนหุ้นไปยังลูกและภรรยาบางคน เขาตัดสินใจฟ้องร้องสมาชิกครอบครัวของตนเองฐานฉ้อโกงหุ้นส่วนในบริษัทของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือในเดือน ธ.ค. 2010 มีการเพิ่มทุนในบริษัท Lanceford ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งอีกแห่งขึ้นของสแตนลีย์ และกระจายหุ้นที่เพิ่มทุนนั้นให้กับอีนา (ภรรยาคนที่ 3) และลูกทั้ง 5 คนของลูซินา (ภรรยาคนที่ 2) โดยที่สแตนลีย์ไม่ได้รับรู้เลย

หุ้นที่เพิ่มทุนถูกกระจายผ่านบริษัท 2 บริษัทที่จดทะเบียนใน BVI ได้แก่ Action Winner Holdings Ltd. ซึ่งมี อีนา (ภรรยาคนที่ 3) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ Ranillo Investments ซึ่งมีลูกทั้ง 5 คนของ ลูซินา (ภรรยาคนที่ 2) เป็นผู้ถือหุ้นเท่าๆ กัน

            สแตนลีย์ให้ที่ปรึกษากฎหมายเขียนจดหมายถึง Daisy ลูกสาวคนรองของบ้านที่ 2 ลงวันที่ 5 ม.ค.2011 โดยบอกว่า สิ่งที่พวกเขาทำลงไปเป็นการทำไปโดยพลการไม่ได้รับความเห็นชอบจากพ่อเลย หลังจากนั้น สแตนลีย์ก็นัดสื่อมวลชนเพื่อที่จะแถลงข่าวในวันที่ 7 ม.ค. แต่ลูซินา (ภรรยาคนที่ 2) และลูกทั้ง 5 เดินทางมาเยี่ยมสแตนลีย์ตัดหน้าการแถลงข่าว ทำให้การแถลงข่าวถูกเลื่อนออกไป

หลักจากนั้น Daisy และ ลูซินา (ภรรยาคนที่ 2) ก็ได้แสดงจดหมายที่มีลายเซ็นของสแตนลีย์ยืนยันว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สแตนลีย์รับรู้และยินยอม“ฉันยืนยันแบ่งหุ้นส่วนของ STDM ให้เป็นของขวัญแก่นางลาม (ลูซินา) และนางชาน (อีนา)” คือข้อความในจดหมาย...แต่มันก็ไม่ทำให้เรื่องจบได้ง่ายๆ

โครงสร้างการถือหุ้นของสมาชิกครอบครัวโฮในช่วงปี 2011-2020



                                                           ที่มา : Family Business Asia

 

            “ผมสูญเสียการควบคุมอาณาจักรธุรกิจที่ผมสร้างขึ้นกว่า 5 ทศวรรษ มันเป็นการขโมยกันชัดๆ” เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่สแตนลีย์อัดวิดีโอและมอบให้กับที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ในแถลงการณ์ที่ออกโดย Gordon Oldham ที่ปรึกษากฎหมายของสแตนลีย์ระบุว่าความตั้งใจตั้งแต่ต้นของสแตนลีย์ คือการแบ่งทรัพย์สินให้กับทุกๆ ครอบครัวของเขาอย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งสิ่งที่กรรมการของ Lanceford ทำลงไป (คือการลงมติแจกหุ้นเพิ่มทุนให้กับอีนา และลูกๆ ของลูซินา) ได้ทำลายความตั้งใจของสแตนลีย์ลงไปอย่างสิ้นซาก...สแตนลีย์จึงตัดสินใจลงชื่อฟ้องร้องลูกๆ ได้แก่ Pansy, Daisy, Maisy, Josie และ Lawrence รวมถึงภรรยา 2 คนได้แก่ นางลูซินา ลาม (ภรรยาคนที่ 2) และ นางอีนา ชาน (ภรรยาคนที่ 3) ตลอดจนผู้ช่วย แพทริก หวน วิง หมิง โดยสแตนลีย์ยื่นคำร้องต่อศาลสูงฮ่องกง และศาลก็รับฟ้อง

            แล้วบทสรุปก็มาหักมุมเอาในวันที่ 26 ม.ค. 2011 เมื่อสแตนลีย์นั่งรถเข็นออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า เขาได้ยกเลิกการฟ้องทั้งหมดแล้ว ...ผ่านพ้นเรื่องราวมากมาย ตอนนี้ผมมีความสุขมาก ผมรักครอบครัว และไม่คิดจะฟ้องร้องกันเองเลย สถานการณ์ตอนนี้คลี่คลายแล้ว”

            สแตนลีย์ใช้เวลาทศวรรษสุดท้ายของชีวิตไปกับการแบ่งทรัพย์สมบัติให้กับภรรยา 3 คน และลูก 14 คนที่ยังมีชีวิต ความพยายามของเขาที่ต้องการให้เกิด ความยุติธรรมแก่บ้านทั้ง 4 ดูจะยังห่างไกลจากคำว่าสำเร็จ ดังสะท้อนได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ Angela ลูกสาว 1 ในสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ของสแตนลีย์กับคลีเมนทีนา ภรรยาคนแรก ผู้ที่ยืนเคียงข้างเขาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจกาสิโนเมื่อเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา พ่อรักแม่ (คลีเมนทีนา) ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย...คอนเน็กชั่นของแม่ทั้งในโปรตุเกส และในวงสังคมของมาเก๊าคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พ่อสามารถผูกขาดธุรกิจกาสิโน...ฉันแค่ไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อจะไม่ทิ้งอะไรไว้ให้กับพวกเราเลย

5. ปัจฉิมบทของ ราชาแห่งการพนัน และบทเรียนชีวิตของสแตนลีย์

            แม้จะเป็นผู้สร้างอาณาจักรกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สแตนลีย์กลับไม่ชอบเล่นการพนัน ผมไม่เล่นการพนันเลย ผมไม่มีความอดทนพอ... สแตนลีย์ ให้สัมภาษณ์แก่ The Associated Press ในปี 2001 และบอกว่า เขาชอบที่จะใช้เวลาไปกับการเต้นรำซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักมากกว่า นี่อาจจะเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่สแตนลีย์อยากจะทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง เพราะแม้ว่าบ่อนกาสิโนจะเป็นธุรกิจหลักที่สแตนลีย์ทำมาตลอดทั้งชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยใช้การพนันเป็น เส้นทางลัดของความสำเร็จเลย

            นอกจากนี้ สแตนลีย์ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกผิดเมื่อเอ่ยถึงความร่ำรวยที่เขามี ดังนั้น ผมเลยบริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดสมดุล เพื่อคืนกำไรสู่สังคม…” สแตนลีย์กล่าวทิ้งท้าย พ่อของฉันเป็นราชาแห่งมิตรภาพ” Pansy ลูกสาวคนหนึ่งของเขาให้สัมภาษณ์ ความจริงใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพ่อ (สแตนลีย์) ทำให้เขามีเพื่อนที่ดีและซื่อสัตย์มากมาย เพื่อนเหล่านี้พร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอหากเขาต้องการ

สุขภาพที่ย่ำแย่ของสแตนลีย์ในช่วงบั้นปลายทำให้เขาต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาล สแตนลีย์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2020 ด้วยวัย 98 ปี ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงตำนานของชายผู้หนีภัยสงคราม จนได้พบกับความรักที่ดีและสร้างธุรกิจการพนันที่เขาไม่เคยคิดที่จะเล่นเสียงเพลงจบแล้วพร้อมกับสเต็ปสุดท้ายของนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเอเชียนามว่า... สแตนลีย์ โฮ

 

                                                            สแตนลีย์ โฮ (Stanley Ho Hung-sun)

                 สแตนลีย์ โฮ เป็นมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง-มาเก๊าเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1921 มีนามสกุลเดิมฝั่งบิดาว่า Bosman และถูกแปลงเป็นแซ่ หรือ โฮสแตนลีย์ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท SJM Holdings ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการกาสิโนหลายแห่งในมาเก๊ารวมถึง The Grand Lisboa จึงมักถูกเรียกขานจากคนทั่วไปว่าเป็น King of Gambling หรือราชาแห่งการพนัน สแตนลีย์สร้างความร่ำรวยจากธุรกิจกาสิโนบนเกาะมาเก๊าที่เขาและหุ้นส่วนได้สัมปทานมาตั้งแต่ปี 1962 และผูกขาดต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 4 ทศวรรษ

                นอกจากธุรกิจกาสิโนแล้ว สแตนลีย์ยังลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ทั้งในมาเก๊าและฮ่องกง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง การขนส่งทางเรือทางอากาศ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ฯลฯ ประมาณกันว่าธุรกิจของสแตนลีย์จ้างแรงงานคิดเป็นถึงหนึ่งในสี่ของแรงงานทั้งหมดบนเกาะมาเก๊า นอกจากนี้ เขายังลงทุนในธุรกิจในประเทศอื่นๆ เช่น จีนแผ่นดินใหญ่ โปรตุเกส เกาหลีเหนือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โมซัมบิก อินโดนีเซีย และ ติมอร์ตะวันออก เป็นต้น

                SJM Holdings Limited ถือเป็นบริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจของสแตนลีย์ มีลักษณะเป็นโฮลดิ้งคัมพานีที่ลงทุนในธุรกิจกาสิโน โดยเป็นเจ้าของกาสิโนถึง 20 แห่ง[9] ในปัจจุบัน ทำรายได้กว่า 33,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในปี 2019 จ้างแรงงานมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง และจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของเงินภาษีทั้งหมดที่เก็บได้ของมาเก๊า สแตนลีย์ โฮ เสียชีวิตในปี 2020 ด้วยวัย 98 ปี

References

·       MGR Online, “ศึกชิงสมบัติ สแตนลีย์ โฮ เจ้าพ่อกาสิโนแห่งมาเก๊า,” เผยแพร่ : 28 ม.ค. 2554

·       marketscreener.com, “SJM Holdings Limited, เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563

·       LiewJiaTeng, How Stanley Ho changed my business mindset forever,’The Edge Malaysia Weekly, June 10, 2020

·       Raquel Carvalho, “Stanley Ho: how the Macau casino tycoon’s love life shaped his success,” จาก www.scmp.com เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563

·       Raquel Carvalho, “Stanley Ho: how the Macau casino tycoon’s love life shaped his success,” จาก www.scmp.com เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563

·       SJM Holdings Limited, “2019 Annual Report”

·       Tara Sobti, “The Greatest Showman: The Life and Times Of Stanley Ho,” Tatler Hong Kong, 5 June 2020

·       Wikipedia.org, “Stanley Ho” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563

·       กรุงเทพธุรกิจ, “ผ่าอาณาจักร ‘กาสิโนมาเก๊า’ มรดกแสนล้านของ ‘สแตนลีย์ โฮ’,” จาก bangkokbiznews.com เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563


[1] “The success of one market model cannot be migrated to another. Ignoring Macau’s special characteristics and duplicating a Las Vegas or an Atlantic City would not be a successful strategy.”

[2]ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสที่คงความเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2

[3]รัฐบาลมาเก๊าเพิ่มจำนวนใบอนุญาตธุรกิจการพนันแก่นักลงทุนต่างชาติ (กาสิโนและการพนันอื่นๆ) ในปี 2002 ถือเป็นการยุติการผูกขาดธุรกิจพนันบนเกาะมาเก๊า

[4]ธุรกิจกาสิโนของสแตนลีย์เฟื่องฟูอย่างมากตั้งแต่ช่วงที่จีนเริ่มเปิดเศรษฐกิจจนเกิดแหล่งความมั่งคั่งใหม่ในแดนมังกรที่คนนิยมเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ แต่เนื่องจากการพนันยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศจีน ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมักออกไปเสี่ยงโชคในต่างแดน

[5] Pansy เคยได้รับการจัดอันดับเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในฮ่องกง ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ราว 3,700 ล้านดอลลาร์ (2020)

[6]Melco Resorts จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaqผ่าน Melco International Development ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกง โดยประเมินว่า Lawrence มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ (2020)

[7]คลีเมนทีนา เสียชีวิตลงในปี 2004

[8]โดย Lancefordเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STDM และ STDM ถือหุ้น 54% ในSJM Holdings ทั้งนี้ SJM Holdings เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง มีหุ้น Free-float 32.9% โดยมี STDM (54.0%) และ แองเจลา เหลียง (ภรรยาคนที่ 4) (8.1%) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

[9]ข้อมูลเมื่อ 31 ธ.ค. 2562

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน