THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

การตัดสินใจที่ดี ต้องแฟร์และแคร์

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            ความแฟร์นั้นยังมีความสำคัญ แต่ควรจะอยู่ในรูปของ กระบวนการที่แฟร์มากกว่าผลลัพธ์ที่แฟร์ พูดง่ายๆ ก็คือ กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ น่าจะเป็นสิ่งที่สมาชิกกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะเมื่อกระบวนการตัดสินใจถูกยอมรับโดยสมาชิกครอบครัวแล้วว่า แฟร์ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมเป็นที่ยอมรับว่า แฟร์ ด้วย แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคนก็ตาม

            ไม่มีการตัดสินใจใดที่จะถูกใจสมาชิกทุกคนในครอบครัว การตั้งเป้าไปที่ ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจของทุกคน จึงเป็นอุดมคติที่ยากจะเกิดขึ้นจริงแต่การตัดสินใจไปโดยไม่ แคร์ความรู้สึกของคนในครอบครัวเลยก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

            คำถามคือ...แล้วครอบครัวควรจะตัดสินใจกันอย่างไรจึงจะดีที่สุด?

 ทำไมต้องตัดสินใจร่วมกัน?

            ก่อนอื่นหลายคนคงสงสัยว่าทำไมสมาชิกครอบครัวจึงต้องตัดสินใจร่วมกัน? สาเหตุสำคัญอยู่ที่คำว่า Interdependency หรือการต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น พี่น้องอยู่ในบ้านที่เป็นสมบัติร่วมกัน การจะขายบ้านต้องเกิดจากความยินยอมของพี่น้องทุกคน หรือสมาชิกถือหุ้นและได้รับเงินปันผลจากธุรกิจครอบครัว ทำให้ผลประกอบการของกิจการครอบครัวส่งผลต่อรายได้ของสมาชิก หรือลูกหลานทำงานรับเงินเดือนของธุรกิจครอบครัว เป็นต้น

            การต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้สะท้อนอยู่ในรูปของความมั่งคั่งร่วมกัน (Shared Wealth) และธุรกิจร่วมกัน (Shared Business) ความเชื่อมโยงดังกล่าวนำไปสู่การที่สมาชิกครอบครัวจำเป็นจะต้องตัดสินใจร่วมกันในเรื่องที่มีผลประโยชน์ต่อกัน

ตัดสินใจร่วมกันอย่างไรถึงจะดีที่สุด?

            เมื่อต้องตัดสินใจร่วมกัน ทุกคนมุ่งหวังในผลลัพธ์ที่แฟร์” (Fair) แต่เมื่อความแฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เรื่องจึงมักไม่จบลงง่ายๆ ความแฟร์ในผลลัพธ์นั้น จึงไม่ควรถูกตั้งให้เป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก เพราะมีโอกาสนำไปสู่ความขัดแย้งได้ในอนาคต แล้วเราจะทำยังไงกันดี?

            หรือความแฟร์ไม่มีความหมาย?

            ความแฟร์นั้นยังมีความสำคัญ แต่ควรจะอยู่ในรูปของ กระบวนการที่แฟร์มากกว่าผลลัพธ์ที่แฟร์ พูดง่ายๆ ก็คือ กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์น่าจะเป็นสิ่งที่สมาชิกกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะเมื่อกระบวนการตัดสินใจถูกยอมรับโดยสมาชิกครอบครัวแล้วว่า แฟร์ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมเป็นที่ยอมรับว่า แฟร์ ด้วย แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคนก็ตาม

            ยกตัวอย่างคุณแม่ที่ต้องแบ่งเค้กให้ลูก 2 คนอย่างแฟร์ที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้ แต่แบ่งยังไงก็คงยากที่จะเท่าเทียมกันได้ในทุกมิติได้ (เนื้อเค้ก หน้าครีม หรือเชอร์รี่ลูกนั้น) แต่คุณแม่เลือกที่จะใช้ กระบวนการที่แฟร์ด้วยการให้ลูกคนหนึ่งแบ่ง และอีกคนเลือกนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความแฟร์ในกระบวนการตัดสินใจ แล้วกระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ในธุรกิจครอบครัวนั้นหน้าตาเป็นยังไง?

กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์เป็นอย่างไร?    

            มีแนวคิดหลายอย่างที่ครอบครัวสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ได้ ผมขอยกคำแนะนำของ Barbara Hauser ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวท่านหนึ่งที่เสนอหลักการทั่วไป 3 ประการของการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่ แฟร์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนในธุรกิจครอบครัว ดังนี้

            กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ จะต้องเป็นกระบวนการที่ โปร่งใส” (Transparent)

            กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ จะต้องเป็นกระบวนการที่ เปิดให้มีส่วนร่วม (Participative) และ

            กระบวนการตัดสินใจที่แฟร์ จะต้องเป็นกระบวนการที่ ร่วมกันรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ” (Accountable)

            หลักการข้อแรกของการตัดสินใจที่แฟร์คือการตัดสินใจนั้นๆ จะต้องมาจากกระบวนการที่ โปร่งใส (Transparent) เช่น เริ่มต้นจากการแชร์ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจระหว่างกัน การมีข้อมูลไม่เท่ากัน หรือมีข้อมูลคนละชุดกัน จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการตัดสินใจ เป็นต้น หลักข้อที่ 2 คือ การ เปิดให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซึ่งจะนำไปสู่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจนั้นๆ และรู้สึกว่าเสียงของพวกเขาถูกได้ยิน

            และหลักข้อสุดท้ายคือ เมื่อตัดสินใจร่วมกันแล้ว กระบวนการจะนำไปสู่ความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน ไม่โทษกันภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจของใคร แต่เป็นการตัดสินใจของ พวกเราร่วมกันถ้าผลลัพธ์ดีก็รับชอบร่วมกัน ถ้าผลลัพธ์แย่ก็รับผิดร่วมกัน

            หลักการทั้ง 3 ประการข้างต้น ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของกระบวนการตัดสินใจที่ แฟร์ และจะช่วยสร้างสิ่งที่สำคัญมากต่อความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว นั่นก็คือ Trust หรือ ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน

รูปธรรมที่ดีและง่ายที่สุดของกระบวนการตัดสินใจ คือ การประชุมครอบครัว

            เจอกันบ่อยๆ และคุยกันในเรื่องที่ควรต้องคุยคือคำแนะนำพื้นฐานของการแก้ปัญหามากมายในธุรกิจครอบครัว การประชุมครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย ครอบครัวหนึ่งที่ผมเคยสัมภาษณ์ คุณพ่อกำหนดเป็นกฎว่า ลูกทุกคนต้องมาทานข้าวต้มกับพ่อแม่ทุกเช้า

            ซึ่งระหว่างการทานข้าวร่วมกัน ก็จะคุยกันสัพเพเหระ ทั้งเรื่องในบ้าน รวมถึงเรื่องธุรกิจ การจัดการทรัพย์สิน ฯลฯ แล้วถ้ายังคุยกันไม่เสร็จก็จะไปนั่งคุยต่อที่ห้องรับแขก เป็นอย่างนี้ทุกวัน จากตัวอย่างข้างต้น เราสามารถถอดบทเรียนในเรื่องของการประชุมครอบครัวได้อย่างน้อย 3 ข้อคือ การประชุมครอบครัวจะต้อง

            มีเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง – ความต่อเนื่องคือหัวใจของความสำเร็จ

            ปรับให้เหมาะกับครอบครัว – ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่จำกัดว่าจะต้องคุยที่บ้าน ที่ทำงาน ตอนเช้า หรือ ตอนเย็น เป็นต้น

            พูดคุยกันทั้งเรื่องธุรกิจครอบครัวและทุกเรื่องที่เราแคร์กัน – การจัดสรรเวลาของการประชุมในเรื่องธุรกิจ และครอบครัวถือเป็นศิลปะที่ไม่มีสูตรตายตัว

            เราจะเห็นว่า การประชุมครอบครัว ไม่ได้เอาไว้คุยกันเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ใช้คุยกันได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เราเป็นห่วงซึ่งกันและกัน หรือพูดง่ายๆ ว่าเรื่องที่เรา แคร์” (Care) กันและกัน

            ดังที่ Mary Duke ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งมอบธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นและที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวได้ให้คำนิยามของการประชุมครอบครัวไว้ว่า การประชุมครอบครัวคือ การที่สมาชิกจากเจเนอเรชั่นต่างๆ มาพบปะพูดคุยกันในเรื่องที่ จับต้องไม่ได้” (Intangible) ของความมั่งคั่ง เช่น ความคาดหวัง ความกังวล เป้าหมายร่วมกัน รวมถึงเพื่อพัฒนาความรู้ และพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ...นอกจากนี้ มันยังเป็นที่ๆ สมาชิกมาตกผลึกร่วมกันถึงปัญหาในอดีต เพื่อสร้างอนาคตใหม่ร่วมกัน

ประชุมครอบครัวด้วยสูตร 3x3 : ไม่ใช่แค่ แฟร์แต่ต้องแคร์ ด้วย

            ดังนั้น หากต้องการสร้างระบบการตัดสินใจร่วมกันที่ดี ครอบครัวจะต้องผสานระหว่างกระบวนการตัดสินใจที่ แฟร์ และความเอาใส่ใจซึ่งกันและกันหรือ แคร์เข้าด้วยกัน ครอบครัวสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยสูตร 3x3 ของ การประชุมครอบครัวอันประกอบไปด้วย 3 แคร์ และ 3 แฟร์

            3 แคร์ ได้แก่ 1.จัดการประชุมครอบครัวขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดประตูบานแรกของการสื่อสารระหว่างกันของสมาชิก 2.จัดการประชุมในรูปแบบที่เหมาะสมกับครอบครัว โดยไม่กำหนดกะเกณฑ์ให้ตึงหรือหย่อนจนเกินไปและ 3.สร้างการประชุมที่สมาชิกจะสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง และเมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับค่านิยม ความเชื่อส่วนบุคคล        ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปได้ครอบครัวก็จะยึดหลักการ 3 แฟร์คือ การประชุมครอบครัวจะต้อง 1.มีความโปร่งใส 2.ให้โอกาสสมาชิกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และ 3.สมาชิกรับผิดชอบร่วมกันต่อการตัดสินใจนั้นๆ

 

            แม้ว่าการประชุมครอบครัวจะใช้เวลา และพลังงานเป็นอย่างมากแต่ก็ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่ครอบครัวจะทำได้ อย่าปล่อยให้เหตุผลที่ว่า ไม่มีเวลาคุยหรือไม่รู้จะคุยกันยังไงลดทอนโอกาสที่ครอบครัวจะสร้างกระบวนการตัดสินใจร่วมกันที่ดีเพื่อความสุขของครอบครัว และความยั่งยืนของธุรกิจ


เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน