THE GURU • FUND FOCUS

ตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ควรจัดแผนลงทุนกองทุนรวมอย่างไรดี

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

          ในบทความเดือนพฤษภาคม 2563 ได้นำเสนอตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยไปครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูล ณ เมษายน 2563 แต่ปัจจุบันซึ่งย่างเข้าครึ่งปีหลัง และข้อมูลเศรษฐกิจจริงช่วงไตรมาส 1/2563 ของเขตเศรษฐกิจต่างๆ ก็ทยอยเปิดตัวออกมาแล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจในการอัปเดตอีกครั้ง ว่าสำนักเศรษฐกิจต่างๆ มีมุมมองต่อเศรษฐกิจรอบโลกเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน


เหลียวหลังดูตัวเลข GDP ไตรมาสล่าสุด

          แต่ก่อนจะเข้าสู่ส่วนของข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจฉบับอัปเดต ขอนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจจริงของเขตเศรษฐกิจที่สำคัญรอบโลก ด้วยตัวเลขล่าสุดให้เป็นฐานข้อมูลไว้ก่อน ดังนี้

          สหรัฐอเมริกา เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดของโลก ข้อมูลไตรมาสล่าสุดคือ 1/2563 เติบโต 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งคือ 1/2562 นับเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่สุดในรอบ 10 ปีเศษ นับตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ขณะที่ตัวเลขเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งคือ 4/2562 หดตัว 5%

          จีน ไตรมาสล่าสุด 2/2563 เติบโต 3.2% (YoY) นับเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วจากไตรมาส 1/2563 ที่ติดลบ 6.8% ส่วนตัวเลข QoQ ณ ไตรมาส 2/2563 ขยายตัว 11.5% หลังจากที่ไตรมาส 1/2563 ติดลบไปถึง 10.0%

          ยูโรโซน ไตรมาสล่าสุด 1/2563 ติดลบ 3.1% YoY และ ติดลบ 3.6% QoQ นับเป็นการติดลบรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีเศษ

          ญี่ปุ่น ไตรมาสล่าสุด 1/2563 ติดลบ 1.7% YoY และติดลบ 0.6% QoQ โดยที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซามาก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 โดยจะเห็นจากตัวเลขในไตรมาส 4/2562 ที่ก็ติดลบอยู่แล้วเช่นกัน

          อินเดีย ไตรมาสล่าสุดเท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลคือ ณ 4/2562 บวก 3.1% YoY เป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปีและบวก 1.1% QoQ

          บราซิล ไตรมาสล่าสุด 1/2563 ติดลบ 0.3% YoY เป็นการติดลบรุนแรงสุดในรอบ 3 ปี และติดลบ 1.5% QoQ โดยที่ภาวะเศรษฐกิจบราซิลช่วงก่อนหน้าก็มีการเติบโตต่ำและเพิ่งพ้นจากเศรษฐกิจถดถอยเมื่อต้นปี 2560 มานี้เอง

          ประเทศไทย ไตรมาสล่าสุด 1/2563 ติดลบ 1.8% YoY และติดลบ 2.2% QoQ เป็นภาวะที่ชะลอตัวรุนแรงสุดในรอบระยะเวลาประมาณ 8 ปี


แลหน้าดูประมาณการ GDP

          กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ ณ มิถุนายน 2563 ว่า เศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัว 4.9% ในปี 2563 เป็นการให้มุมมองแย่ลงกว่าเมื่อเมษายน 2563 ที่ประเมินว่าจะหดตัว 3.0% ส่วนมุมมองสำหรับปี 2564 ล่าสุดคาดว่าจะกลับมาขยายตัว 5.4% ลดลงจากมุมมองครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัว 5.8%

          ในด้านประเทศพัฒนาแล้ว คาดการณ์ว่าปีนี้จะหดตัวถึง 8.0% จากเดิมที่มองว่าจะหดตัวเพียง 6.1% แต่คาดการณ์ว่าปีหน้าจะกลับมาขยายตัว 4.8% ซึ่งดีกว่าประมาณการณ์เดิมที่มองว่าจะขยายตัว 4.5%

          ส่วนตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา IMF คาดการณ์ล่าสุดว่าปี 2563 นี้ จะหดตัว 3.0% จากเดิมที่มองว่าจะหดตัวเพียง 1.0% และคาดการณ์ว่าปี 2564 จะกลับมาขยายตัว 5.9% ลดลงจากเดิมที่มองว่าจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 6.6%

          โดยหากมองเฉพาะประเทศไทย IMF คาดการณ์ว่า ปี 2563 เศรษฐกิจจะหดตัวถึง 7.7% และจะกลับมาขยายตัว 5.0% ซึ่งเป็นมุมมองที่แย่ลงกว่าการประเมินครั้งก่อน ทั้งสำหรับปีนี้และปีหน้า และจะสังเกตได้ว่า IMF ประเมินประเทศไทยว่า ปีนี้จะชะลอตัวลงแรงกว่าและปีหน้าจะฟื้นตัวได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา


          ในเดือนกรกฎาคม 2563 โดยอาศัยข้อมูล ณ มิถุนายน 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 ว่าน่าจะหดตัวถึง 8.1% แย่ลงจากมุมมอง ณ เมษายน 2563 ที่คาดว่าจะหดตัว 5.3%อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2564 จะกลับมาขยายตัว 5.0% ดีขึ้นกว่าเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0%

          โดยสรุปจะเห็นว่า ทั้งองค์กรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและธนาคารกลางของไทยเอง ต่างก็มีมุมมองล่าสุดต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่แย่ลงกว่าเดิม และแย่กว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มเดียวกัน

เหลียวหลังดูผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศต่างๆ

          ข้อมูลข้างต้นได้ช่วยให้เห็นภาพจริงเท่าที่เกิดขึ้นแล้วในปีนี้ รวมไปถึงมุมมองจนถึงปลายปีและต่อเนื่องถึงปีหน้า และเมื่อพิจารณาจากมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นที่ย้อนเวลาไปนานขึ้น ก็เห็นแนวโน้มที่สอดคล้องกัน

  (ที่มา : investing.com/indices/major-indices ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 เวลา 17.30 น.) 

ซึ่งจะเห็นว่าดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบมากสุดทั้งในกรอบเวลาปีนี้ หนึ่งปีที่ผ่านมา และสามปีที่ผ่านมา

แลหน้าตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม

            ตัวเลขของทั้ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2564 โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยที่ปรับเพิ่มประมาณการปี 2564 จากที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0% กลับเพิ่มเป็น 5.0% ก็ถือว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสให้ลงทุนได้ในระยะกลางถึงระยะยาว แต่อาจจะต้องพิจารณาการกระจายเงินลงทุนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญออกไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น

            โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่ง IMF มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจปี 2564 และโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สะท้อนให้เห็นจากดัชนี NASDAQ ที่ให้ผลตอบแทนสูงมากทั้งในช่วงปีนี้ หนึ่งปีที่ผ่านมา และสามปีล่าสุด ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญจากการเปิดรับเทคโนโลยีออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทั่วโลกจากสถานการณ์ COVID-19 

แนวทางจัดแผนลงทุน

            ยังคงแนะนำให้จัดสรรแผนลงทุนในระดับความเสี่ยงปานกลาง เน้นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและ Money Market ในสัดส่วน 40% มีกองทุนหุ้นไทยไม่เกิน 30% ซึ่งอาจทดแทนถึงครึ่งหนึ่งด้วยกองทุนหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังสามารถกระจายการลงทุนไปในกองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 25% และกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำ 5% ซึ่งสามารถคาดหวังผลตอบแทนซึ่งอิงจากข้อมูลจริงในอดีต ได้ในระดับ 5.0-5.5% ต่อปี

 

รวบรวมข้อมูลโดย
• รวีโรจน์ เจียมศิริกาญจน์ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์
• นิติกร สุทธิมูล ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์



เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน