THE GURU • CRYPTOCURRENCY

ประเทศใดจะเป็น Crypto Hub ของโลกที่แท้จริง

บทความโดย: นเรศ เหล่าพรรณราย

            ไม่นานมานี้นครดูไบ เมืองเอกของสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Binance Blockchain Week โดยได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมคริปโตของโลกไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายและนโยบายด้านภาษีที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจด้านคริปโต รวมไปถึงการส่งเสริมด้านเงินทุนให้สตาร์ทอัพตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

              นโยบายที่ค่อนข้างเป็นมิตรทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ Exchange ใหญ่ๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น Binance,Bybit,FTX,Crypto.com ฯลฯ ต่างแห่กันเข้าไปขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในดูไบ ทั้งที่ก่อนหน้า Exchange ใหญ่เหล่านี้แทบจะทำตัวล่องหนคือไม่ได้ระบุสำนักงานใหญ่อย่างชัดเจนและแทบจะไม่มีการขอใบอนุญาตที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างจริงจัง ยกเว้น Binance ที่มาเปิดธุรกิจในสหรัฐฯ และในสิงคโปร์ก่อนที่จะถอนตัวออกไป

              ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศที่พยายามเสนอตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของธุรกิจคริปโตอย่างเช่น มอลต้า ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในยุโรปที่เคยวางโพสิชั่นในการส่งเสริมธุรกิจคริปโตในช่วงปี 2018 แต่ไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะสุดท้ายแล้วก็ถูกนำกฎหมายการเงินแบบดั้งเดิมมาบังคับใช้กับคริปโต ทำให้ Exchange ที่เคยไปตั้งธุรกิจต้องถอยออกมา

              นอกจากนี้ยังมีเมือง Zug ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับการเรียกว่าเป็น Crypto Valley ก็วางตัวเองที่จะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจคริปโตของโลกและรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เองก็ให้การสนับสนุนโดยมีสตาร์ทอัพด้านบล็อกเชนจำนวนมากไปเปิดกิจการที่นั่น อย่างไรก็ตามการที่สวิตเซอร์แลนด์อยู่ใกล้ชิดกับทวีปยุโรปที่กฎหมายของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับคริปโตทำให้พลาดโอกาสที่เปิดรับธุรกิจคริปโตจากทั่วโลกให้ไปเปิดกิจการ

              ขณะที่ประเทศเอสโตเนียซึ่งวางตัวสนับสนุนด้านธุรกิจฟินเทคแต่กลับไมไ่ด้สนับสนุนในส่วนของธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตมากนัก ทำให้ยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้

              มาถึงประเทศสิงคโปร์ที่วางตัวเองเป็น Fintech Nation และยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับคริปโตอันดับต้นๆ ของโลกและยังมีการเชิญ Binance และธุรกิจด้านคริปโตยักษ์ใหญ่เข้าไปขอไลเซ่นส์ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยสิงคโปร์ยังเป็นที่ตั้งของ Exchange ใหญ่ของโลกที่เข้าไปเปิดสำนักงาน (แต่ไม่ได้ขอไลเซ่นส์) อย่างเช่น Bybit และ Kucoin

              อย่างไรก็ตามสิงคโปร์ยังมีภาระและบทบาทอีกด้านในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Traditional Finance) ของโลก ทำให้กฎหมายด้านคริปโตยังคงมีประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองนักลงทุนและการฟอกเงินควบคู่ไปด้วย เช่นการที่สั่งห้ามโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตในที่สาธารณะและมีการจำกัดบริการเกี่ยวกับคริปโตของรายย่อย

              อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Binance ตัดสินใจถอนตัวออกมา เพราะแม้จะไม่ขวางกั้นทางด้านเทคโนโลยีแต่คงไม่ตอบโจทย์ความเป็น Decentralized ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยความเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ยังต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ลงทุนอาจทำให้ยังไม่สามารถสนับสนุนคริปโตได้อย่าง 100% ได้

              ขณะที่ดูไบและประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ อย่างเช่นประเทศบาเรนห์ที่เพิ่งออกใบอนุญาตให้กับ Binance ด้วยเช่นกัน อาจจะมีโอกาสไม่น้อยที่จะก้าวขึ้นมาเป็น Crypto Hub ของโลกได้จากการที่มีแหล่งเงินทุนมหาศาลจากการขายน้ำมันเป็นสิ่งดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจจากทั่วโลกประกอบกับความพยายามที่จะ Diversify ประเทศจากเดิมพึ่งพารายได้จากพลังงานเป็นทุนเดิม

              ที่สำคัญคือการที่ไม่ได้มีบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการเงินแบบดั้งเดิมที่ค้ำคออยู่มาก่อน ทำให้ประเทศในย่านตะวันออกกลางไม่มีต้นทุนเก่าที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมธุรกิจคริปโต นี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศเหล่านี้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น Crypto Hub ของโลก

              อย่างไรก็ตามต้องจับตาดูกันต่อไปว่าท้ายสุดแล้ว ดูไบและประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ จะไปได้ถึงเป้าหมายนี้หรือไม่หรือสุดท้ายแล้วจะมีอุปสรรคอื่นที่ขวางกั้นเส้นทางนี้ แต่ไม่ว่าจะยังไงดูไบก็ถือว่าออกตัวได้แรงจนน่าจับตาจริงๆ

 

เกี่ยวกับนักเขียน

นเรศ เหล่าพรรณราย ซีอีโอ Ricco Wealth,เลขาธิการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย Co-Founders SCN Media Pte.Ltd ฟินเทคด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ / คอลัมนิสต์ด้านฟินเทคและวิทยากรด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน