THE GURU • FUND FOCUS

มองโลก-มองไทย ลงทุนอย่างไรปีหน้า 2564

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

 คำถามที่หลายคนน่าจะสนใจอยากเห็นข้อมูลเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี 2563 ก็คือแล้วปีหน้าฟ้าใหม่ เราจะลงทุนอย่างไรกันดี

เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี 2563 คำถามที่หลายคนน่าจะสนใจอยากเห็นข้อมูลก็คือ แล้วปีหน้าฟ้าใหม่ เราจะลงทุนอย่างไรกันดี แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวปีหน้า ขอสรุปประเด็นสำคัญในปัจจุบัน (ณ 25 พฤศจิกายน 2563) ให้ทราบเป็นพื้นฐานไว้ก่อน ดังนี้

        1. ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ

             โจ ไบเด็น จากเดโมแครต จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯและจะได้ Popular Votes อย่างน้อย 80 ล้านเสียงนับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้คะแนน Popular Votes สูงสุดในประวัติศาสตร์ (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นด้วย) และแม้โดนัล ทรัมป์จะยังยื้อผ่านทวิตเตอร์อยู่เนืองๆ แต่ในทางปฏิบัติก็เริ่มส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่แล้ว

ส่วนปรากฏการณ์ Blue Wave ซึ่งคือการที่พรรคเดโมแครตได้เสียงส่วนใหญ่ทั้งสองสภา โอกาสเกิดน้อย โดย House of Representatives หรือสภาผู้แทนฯ แม้เดโมแครตยังครองเสียงส่วนใหญ่ แต่ส่วนต่างความได้เปรียบก็ลดลง ขณะที่ใน Senates หรือวุฒิสภาแม้รีพับลิกันน่าจะยังครองเสียงส่วนใหญ่ (ยังรอผลทางการจากรัฐจอร์เจีย) แต่ส่วนต่างความได้เปรียบก็ลดลง เท่ากับว่าในภาพรวม ทั้งสองสภามีเสียงจากทั้งสองพรรคในสัดส่วนใกล้กึ่งกลางมากขึ้นกว่าเดิม

         2. การพัฒนาวัคซีนโควิด-19 และสถานการณ์ติดเชื้อทั่วโลก

             การแข่งขันพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เป็นไปอย่างเข้มข้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก มีการพัฒนาที่อยู่ใน Phase 3 ของ Clinical Stage (ทดลองจริงในสิ่งมีชีวิต) แล้วถึง 48 รายการ ซึ่งรวมถึงผู้พัฒนาชื่อคุ้นหูในช่วงนี้ อย่าง Pfizer (พัฒนาร่วมกับ BioNTech) Modernaและ University of Oxford (พัฒนาร่วมกับ AstraZeneca) และยังมีการพัฒนาวัคซีนที่อยู่ในขั้น Pre-clinical อีกถึง 164 รายการ ซึ่งในภาพรวมก็เป็นผลดีต่อชาวโลกอย่างชัดเจน เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์โดยช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 วัคซีนบางรายการน่าจะเริ่มแจกจ่ายได้เพียงในวงจำกัด ก่อนจะทยอยเพิ่มการผลิตในปี 2564

ด้านสถานการณ์ ณ กลางอุโมงค์ ยอดติดเชื้อสะสมทั่วโลกแตะระดับ 58.9 ล้านราย ยอดเสียชีวิตสะสม 1.39 ล้านราย และที่ยังน่ากังวลคือยอดติดเชื้อใหม่ยังอยู่ในระดับมากกว่า 540,000 รายต่อวัน

        3. ระดับราคาสินทรัพย์เสี่ยง

             ดัชนีหุ้นทั่วโลกมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน 2563 หลายแห่งฟื้นกลับขึ้นมาใกล้ระดับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งตลาดการเงินถูกกระทบรุนแรงสุดในช่วงปลายไตรมาส 1/2563 และหลายแห่งมีการทำระดับราคาสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-time new high) ได้หลายสัปดาห์ติดกัน

ด้านตลาดหุ้นไทยซึ่งดูจาก SET Index ก็มีการฟื้นตัวได้ดีในเดือนพฤศจิกายน จากที่ฟื้นตัวเพียง 36% ในเดือนตุลาคม 2563 ล่าสุดฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว 68% แต่เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโดยรวมทั่วโลก รวมถึงภายในกลุ่ม TIP (Thailand Indonesia Philippines) ที่นักลงทุนบางกลุ่มจะพิจารณาเปรียบเทียบกันอย่างใกล้ชิด ก็ยังนับว่า SET Index ฟื้นตัวช้ากว่าพอสมควร

 

มองโลกไปข้างหน้า

         1. คาดการณ์เศรษฐกิจโลกInternational Monetary Fund หรือ IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ณ ตุลาคม 2563 โดยชี้ว่า GDP โดยรวมของโลกในปี 2563 น่าจะหดตัว 4.4% ก่อนที่ปี 2564 จะกลับมาเป็นบวก 5.2% (จากฐานที่ลบในปี 2563) แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ IMF ประเมินว่ากลุ่มเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ (Developing and Emerging Economies) ในปีนี้จะหัดตัวน้อยกว่า และจะกลับมาฟื้นตัวได้สูงกว่าในปี 2564 เมื่อเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Developed Economies)

 



        2. นโยบายการเงินของเขตเศรษฐกิจสำคัญธนาคารกลางรายสำคัญของโลกอย่าง US Federal Reserve (FED) European Central Bank (ECB) และ Bank of Japan (BOJ) ยังคงยึดนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์และการอัดฉีดสภาพคล่องซื้อสินทรัพย์ (Quantitative Easing)ต่อไปอีกพักใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FED’s FOMC) ประเมินว่าจะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 0.25% ไว้จนถึงปี 2565

ส่วน ECB ก็ยังยืนยันมาตรการ QE ไปจนถึงปี 2565 เป็นอย่างน้อย ด้าน BOJ ก็มีการควบคุมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ให้อยู่ในระดับ 0.00% ต่อปี และยังยืนยันเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งพันธบัตรรัฐบาลชาติตัวเอง ETF และกองรีทญี่ปุ่น โดยพร้อมเพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์หากจำเป็น


 

         3. การกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกวัคซีนจากผู้พัฒนาหลัก 3 ราย มีข้อเด่นต่างกันไปดังนี้

             • วัคซีนจาก University of Oxford & AstraZeneca เก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส (ตู้เย็นทั่วไป) และมีราคาประมาณ 150 บาท/คอร์ส (2โดส) โดยมีประสิทธิภาพ 90%

            • วัคซีนจาก Modernaมีประสิทธิภาพ 94.5% โดยต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส และมีราคาประมาณ 1,200 บาท/คอร์ส (2 โดส)

            • วัคซีนจาก Pfizer &BioNTechมีประสิทธิภาพ 95% แต่ต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส โดยมีราคาประมาณ 1,200 บาท/คอร์ส (2 โดส)

 

โดยแต่ละรายมีปริมาณการผลิตคาดการณ์ดังนี้ (หน่วย: ล้านโดส)



 

จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มหดตัวลงแรงกว่า และในปีหน้าก็มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกรวมถึงค่าเฉลี่ยของกลุ่มเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่นอกจากนั้น หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 2/2563 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 83.8% ของ GDP สูงสุดในรอบ 18 ปี ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวแต่ประชาชนยังต้องกินต้องใช้ก็ยิ่งสะท้อนความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน รวมไปถึงข้อจำกัดด้านปริมาณการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญใน GDP

          2. มุมมองนักลงทุนในตลาดล่วงหน้าราคา SET50 Index Futures สัญญาที่ครบกำหนดในช่วงปี 2564 มีแนวโน้มลดต่ำลงจากระดับดัชนีอ้างอิงในปัจจุบัน แม้องค์กรต่างๆ จะประเมินสอดคล้องกันว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ สัญญา S50U21 ที่จะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2564 อยู่ที่ระดับ 913.6 จุด ขณะที่ SET50 Index ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 924.4 จุด

 

สรุปประเด็นและคำแนะนำลงทุน

วัคซีนโควิด-19 จะมีใช้แพร่หลายในปีหน้า เศรษฐกิจโลกจะทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะในครึ่งหลังของปี 2564 แต่กลุ่มเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่น่าจะฟื้นตัวแรงกว่าด้านนโยบายธนาคารกลางที่สำคัญของโลก ยังคงเน้นการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ รวมถึงยังเดินหน้ามาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่มสภาพคล่องให้ระบบการเงิน ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนในหุ้นโดยเฉพาะในกลุ่มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแรงกว่าในปีหน้า

         - นักลงทุนที่รับระดับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำถือกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นระยะสั้น 40% ของมูลค่าเงินลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา อีก 30% เปิดโอกาสรับผลตอบแทนสูงด้วยกองทุนหุ้น ซึ่งอาจเน้นกลุ่มเอเชียหรือจีน อีก 25% เป็นกองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน และ 5% เป็นกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์โดยในภาพรวมสามารถคาดหวังผลตอบแทน ซึ่งอิงจากข้อมูลจริงในอดีต ได้ในระดับประมาณ 5%-6% ต่อปี

         - นักลงทุนที่รับระดับความเสี่ยงได้ในระดับสูง แนะนำเปิดโอกาสรับผลตอบแทนสูงจากกองทุนหุ้นเอเชียหรือจีน ในสัดส่วน 65% กองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 20% กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทองคำและน้ำมัน 10% และมีกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นระยะสั้น 5% ซึ่งในภาพรวมสามารถคาดหวังผลตอบแทนซึ่งอิงจากข้อมูลจริงในอดีต ได้ในระดับ 8%-10% ต่อปี

 

รวบรวมข้อมูลโดย รวีโรจน์ เจียมศิริกาญจน์ และนิติกร สุทธิมูล

ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์

 

 

 

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน