<
THE GURU • CRYPTOCURRENCY

Terra LUNA กับบทเรียนสุดโหดจากการหลุดตรึงราคาของ UST

บทความโดย: ชานน จรัสสุทธิกุล

หลายคนคงได้ทราบข่าวที่ผ่านเข้ามาบนไทม์ไลน์โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter กับการหลุดการตรึงราคาของ stablecoin ที่เกิดขึ้นกับ UST ที่เป็น stablecoin หลักของเครือข่ายของ Terra Chain ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับ Terra แต่ทุกครั้งที่เกิด ทางทีมสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้ผิดกัน เพราะจนถึงตอนที่ผมกำลังเขียนสรุปบทความอยู่นี้ ทาง Terra ยังคงไม่สามารถสร้างมูลค่าให้กลับไปสู่จุดที่ควรจะเป็นได้ วันนี้ผมจึงจะมาสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ผมรวบรวมมาให้ได้อ่านกันครับ

ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี เราจะพบว่ามีสกุลเงินดิจิทัลมากมายที่ถูกสร้างมาในจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป หนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ทุกคนนิยมใช้เป็นที่พักเงินก็หนีไม่พ้นสกุลเงินชนิด stablecoin ที่ทุกเหรียญจะถูกคงมูลค่าให้เกิดความผันผวนไม่มากนั่นเอง ซึ่ง UST เป็น stablecoin ในรูปแบบของ algorithmic stablecoin หรือ stablecoin ที่ควบคุมการตรึงราคา (peg) ให้มีมูลค่าคงที่ด้วยอัลกอริทึมให้มีมูลค่าเท่ากับสกุลเงินอย่าง USD ในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งจะไม่เหมือนกับ USDT ที่มีการค้ำด้วยเงิน fiat จากโลกการเงินดั้งเดิมในอัตราส่วน 1:1 แต่ของ UST จะไม่มีอะไรค้ำเลย ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก USD ในปัจจุบัน แต่จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการตรึงราคาเอาไว้ โดยกลไกที่ออกแบบในการตรึงราคา ที่เรียกว่า “Mint and Burn” จะใช้ควบคู่กับเหรียญ LUNA ที่เป็นเหรียญประจำเครือข่ายของ Terra ที่ออกแบบไว้ว่า เมื่อมีความต้องการ (mint) ของ UST จะทำการอัลกอริทึมที่ออกแบบไว้จะทำการเผา (burn) หรือลด supply ของ LUNA ในระบบทิ้ง ในปริมาณที่มีมูลค่าเท่ากันกับ UST ซึ่งจะส่งผลให้ราคา LUNA สูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทาน แต่ในทางกลับกันเมื่อมีคนเทขาย UST ทิ้ง ซึ่งอาจจะส่งผลให้การตรึงราคามีความผันผวน ระบบจะทำการลด Supply ของ UST ด้วยการเพิ่ม Supply ของเหรียญ LUNA เพิ่มขึ้นมาแทนเพื่อให้ UST กลับไปตรึงที่อัตราส่วน 1:1 นั่นเอง 

ราคาเหรียญ UST วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 บนกระดานเทรด Binance

ด้วยการเติบโตที่รวดเร็วของ Terra Chain ที่ตั้งใจจะขยายระบบนิเวศน์ของตัวเองให้กระจายไปอยู่ในระบบต่างๆ โดยเริ่มจากการให้ UST กลายเป็น stablecoin ของโลกดิจิทัลอันดับต้นให้ได้ ก็ใช้ทางผ่านจากแพลตฟอร์ม Curve ที่เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน stablecoin ที่ใหญ่ที่สุด ณ ตอนนี้ รวมถึงการจัดตั้ง Luna Foundation Guard ที่องค์กรที่จะมาช่วยควบคุมไม่ให้ UST เกิดหลุดการตรึงราคาในอัตราส่วน 1:1 เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่า UST เผชิญกับการหลุดการตรึงราคาอยู่หลายต่อหลายครั้ง และแก้ไขด้วยวิธีการที่ต่างกันไปตามแต่สถานการณ์ ซึ่ง LFG เป็นอีกหนึ่งในหน่วยงานที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ โดยวิธีการที่ LFG ใช้เป็นนโยบายที่จะซื้อ Bitcoin ไว้เป็น reserve เพื่อช่วยในการผยุงให้ราคา UST กลับมาตามเดิม โดยกลไกที่ออกแบบไว้ดังนี้

1) Buy UST ถ้า price < peg 

2) Buy BTC ถ้า price >= peg 

ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากที่ UST ที่ขยายไปยัง Curve ได้เกิดการเทขาย UST ทิ้งในปริมาณมหาศาล ทำให้กลไกที่ถูกออกแบบไว้พยายามลด Supply ของ UST ลง ทำให้ปริมาณ LUNA ในระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคา LUNA ทิ้งดิ่งจากราคาสูงสุดที่ราว $120 จนมาปัจจุบันที่ราวๆ $8 ทาง LFG เห็นพ้องต้องกันที่จะนำ Bitcoin ที่ทำการ reserve ไว้ มาใช้ หรือ ขายเพื่อนำไปช่วยให้ UST กลับไปที่มูลค่าที่ควรจะเป็นโดยเร็ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์นี้จะถูกคลี่คลาย ล่าสุด UST หลุดการตรึงราคาร่วงลงไปต่ำสุดถึง $0.4 เลยทีเดียว

ทำไมการเหตุการณ์แบบนี้ถึงเกิดขึ้น?

จากข้อมูล Tweet ข้อมูลในเชิงความเห็นของคุณ Tan โดยกล่าวสรุปได้ว่า ปริมาณการ mint and burn ของ UST ต่อวันที่ถูกจำกัดไว้ที่ $135m ซึ่งหากทำมากกว่านี้การ arbitrage ในระบบจะไม่คุ้มทำให้ต้องรอหลุดการตรึงราคาลึกๆ ก่อนถึงจะ arbitrage ได้คุ้ม แต่ในทางกลับกันเราก็ไม่สามารถรีบขยายเพดานตัวเลขดังกล่าวได้ทันที เพราะจะทำให้เกิดการช่องโหว่ในการโจมตีค่าเงินที่เกิดขึ้นในวิกฤตต้มยำกุ้งที่เคยเกิด ซึ่งทาง Terra เองก็มองเห็นปัญหาในจุดนี้เช่นกัน และพยายามวางแผนเพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดด้วยการขยายการใช้งานของ UST ให้ครอบคลุมไปถึง Centralized Exchange และ Decentralized Exchange ของเครือข่ายอื่นๆ ให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการใช้งานให้ทันกับการเติบโตที่รวดเร็วจากความต้องการผลตอบแทนเกือบ 20% จากแพลตฟอร์ม Anchor ของ Terra เอง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาอยู่ กอบกับสถานการณ์ตลาดที่ปกคลุมไปด้วยความตื่นตระหนกจากปัจจัยภายนอก ประเด็นเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการเทขาย UST ในปริมาณมหาศาล จึงทำให้สถานการณ์ที่ทาง Terra เผชิญอยู่ยิ่งเลวร้าย

เเม้จะทำการนำ Bitcoin Reserve ทั้งหมดที่เก็บไว้ ที่หลายคนมองว่าเป็นไม้ตายสุดท้าย เข้ามาช่วยพยุงราคาของ UST แต่ดูเหมือนว่าปัญหาจะยังไม่ได้ถูกแก้ ซ้ำร้ายยังเป็นดาบเข้าทำร้ายตัวเองในระยะสั้นกับ Terra เองด้วย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทุกตัวมีความผันผวนขึ้นตรงกับ Bitcoin เมื่อราคา Bitcoin ลง ราคาสินทรัพย์อื่นๆ มีโอกาสลงไปด้วยเช่นกันนั่นเอง 

ราคาเหรียญ Luna วันที่ 11 พฤษภาคม บนกระดานเทรด Binance

เหตุการณ์ของ UST คล้ายคลึงกับวิกฤตต้มยำกุ้ง?

สมัยตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่ประเทศไทยผลักดันอัตราดอกเบี้ยเป็นอิสระจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ทำให้ดอกเบี้ยไทยมีอัตราที่สูงกว่าสหรัฐในยุคนั้นมาก จึงเกิดเหตุการณ์การกู้เงินเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างมหาศาลจากต่างชาติ เพราะดอกเบี้ยต่ำ มาแล้วลงทุนหนักในเมืองไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู่มากๆ ในตอนนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอด เงินบาทโดนโจมตีอย่างหนัก จากการเทขายในปริมาณที่สูง ถึงแม้จะมีการอุ้มด้วยการช้อนจากทางแบงก์ชาติ (BOT) ที่ใช้ Reserve ออกมาช้อนสู้จนหมด ก็ไม่สามารถพยุงเอาไว้ได้ จนต้องปล่อยให้ราคาของเงินบาทลอยตัว ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ที่กู้เงินเป็น USD มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จบสิ้นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของประเทศไทย เพราะกลไกดังกล่าวไม่สามารถคงอยู่ได้ตามทฤษฎีของ Impossible Trinity ซึ่งหากใครสนใจสามารถตามไปอ่านจากโพสต์ Facebook ของพี่ Niran Pravithana ได้นะครับ เพราะข้อมูลจากส่วนนี้ผมอ้างอิงจากโพสต์นี้ทั้งสิ้น

ภาพนี้คุ้นๆ ไหมครับ มันคล้ายกับสถานการณ์ที่ UST กำลังเจออยู่ตอนนี้เลย โดยสาเหตุเริ่มต้นมาจากการให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงจาก Anchor Protocol อีกทั้งยังมีการอัดฉีดเข้าเพิ่มมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในปริมาณที่สามารถจูงใจคนภายนอกเข้ามาถือ UST ซึ่งภายหลังเริ่มมีการปรับลดดอกเบี้ยบน Anchor ลงมา เพื่อนำเงินอัดฉีดตรงส่วนนั้นไปใช้ในการพัฒนาระบบนิเวศน์ด้านอื่นๆ ของ Terra ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการเทขาย UST ในปริมาณมหาศาล และมุ่งไปหาสินทรัพย์หรือแพลตฟอร์มอื่นที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า โดยเร็วๆ นี้จะมีการเปิดใช้งาน stablecoin อีกหลายเจ้า ที่ให้ผลตอบแทนราวๆ 20% ซึ่งมากกว่า UST ในตอนนี้ ที่ราวๆ 18% และหากวิธีการแก้เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วล่ะก็ Terra อาจจะกำลังสู่ในสมรภูมิที่เป็นไปได้สูงว่าจะแบบวิกฤตต้มยำกุ้ง

อย่างไรก็ตาม ทุกคนรวมถึงคนใน Community เองก็พยายามผลักดันให้ Terra สร้างระบบนิเวศน์รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพิง Anchor จนเกินไป เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ต่างกันตอนนี้ คือ ทาง Terra ยังมิได้ใช้ทุนจนหมด และปล่อยให้ราคาซึบซับแรงขายทั้งหมดไปก่อน ก่อนจะทำการเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยปัจจุบันต้องเรียกได้ว่า Terra มีการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งผมเชื่อว่าทางทีมงานกำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ อีกทั้งผมมองว่าแผนการในการจัดการปัญหาของเขา มีการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงการดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้นดี กอบกับการเติบโตที่รวดเร็ว จนปัญหามันเกิดก่อนเท่านั้นเอง ต้องมาคอยติดตามดูการแก้สถานการณ์นี้จาก LFG และ Do Kwon เจ้าของโปรเจกต์ว่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปยังไง ส่วนตัวเชื่อว่าหากสามารถคลี่คลายข้อครหานี้ไปได้ UST จะเเข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับนึงเลย

เกี่ยวกับนักเขียน

ชานน จรัสสุทธิกุล ชานน จรัสสุทธิกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Forward Holdings, Forward - Decentralized Derivatives Exchange และ Forward Labs - Blockchain technology labs

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน