THE GURU • BUSINESS LAW

เตรียมตัวปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังโควิด-19 บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            ผู้อ่านคงได้ทราบถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจลูกจ้างและประชาชน ที่นับได้ว่า เป็นมหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ใหญ่กว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 มาก

            แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ที่ผมได้เคยเขียนบทความไปในฉบับที่แล้ว ก็อาจจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลูกจ้างได้บางส่วน หรือมาตรการช่วยเหลือ SME ที่ให้กู้ดอกเบี้ยในอัตราต่ำ (Soft Loan) ก็อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บางส่วนเช่นกัน ถ้าผู้ประกอบการเหล่านั้นสามารถเข้าถึงสินเชื่อดังกล่าวได้

            แต่ในความเป็นจริง เท่าที่ผมทราบ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจะได้รับวงเงินสินเชื่อนี้ได้อย่างสะดวก เพราะเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายอย่างของบรรดาธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวกลางในการปล่อยเงินกู้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2540 ติดต่อมาจนกระทั่งถึงปี 2545 เป็นช่วงที่เมืองไทยมีการปรับโครงสร้างทางกฎหมายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งในศาลและนอกศาล ซึ่งในขณะนั้นอาจถือเป็น New Normal ของวงการธุรกิจการเงินที่ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินและลูกหนี้จำนวนมาก

โดยช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะปี 2542 ได้มีการออกกฎหมายเศรษฐกิจหลายฉบับ โดยข้อเสนอของ IMF รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย โดยมีการเพิ่มเรื่องการฟื้นฟูกิจการขึ้นมา ซึ่งมีคดีฟื้นฟูกิจการที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น และถือว่าเป็นมหากาพย์ของการฟื้นฟูกิจการก็คือ การฟื้นฟูกิจการของ บริษัท ทีพีไอโพลีนจํากัด (มหาชน) ที่ใช้เวลา และมีการฟ้องคดีกันมากที่สุด ระหว่างลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผู้บริหารแผน (ปัจจุบันเป็น บริษัท IRPC จำกัด (มหาชน) แล้ว โดยถือว่าเป็นการฟื้นฟูกิจการที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ เป็นความพยายามของเจ้าหนี้และรัฐบาลในขณะนั้น)

            นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ทั้งเอกชนและภาครัฐ รวมทั้งการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งเพิ่งจะยุบเลิกชำระบัญชีไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง ในการที่จะซื้อทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากสถาบันการเงิน

ผมเองก็ได้เคยเขียนบทความซึ่งได้ตีพิมพ์เรื่องกฎหมายการฟื้นฟูกิจการหลายตอนด้วยกันในวารสารการเงินธนาคารในช่วงเวลาดังกล่าวและบางตอนได้นำไปรวมเล่มในหนังสือการควบรวมกิจการที่มีการตีพิมพ์ถึง 3 ครั้ง (ปี 2549 2553 และ 2557) โดยเฉพาะเรื่อง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของการปรับโครงสร้างธุรกิจไทยกับกฎหมาย"

บทความดังกล่าว ผมได้เขียนถึงว่า เหตุที่บริษัทล้มเหลวทั้งของสหรัฐอเมริกา (ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) และของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกิดความล้มเหลวของบริษัท ผู้บริหารเองหรือของผู้ถือหุ้นใหญ่เอง มีเรื่องเดียวที่เป็นปัจจัยภายนอกคือความผันแปรของธุรกิจและการสิ้นสุดของธุรกิจที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขโดยการแก้ไขก็ต้องดูว่าบริษัทมีเงินทุนหรือเงินสดมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องสำคัญ        วิกฤติโควิด-19 นั้น จึงแตกต่างไปจากวิกฤติต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์โดยสิ้นเชิง เพราะเป็นปัจจัยภายนอกที่กระทบธุรกิจเกือบทุกภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ

 

สัญญาณอันตราย

            ปัจจุบัน เจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทหรือธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นหลังวิกฤติต้มยำกุ้งก็อาจไม่เคยพบปัญหาที่ใหญ่มากแบบนี้ แม้อาจจะเคยมีปัญหาขาดสภาพคล่องและต้องปรับโครงสร้างหนี้อยู่บ้าง แต่คงไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน นอกจากนี้ บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการปรับโครงสร้างหนี้ก็ครบเกษียณอายุไปบ้างแล้ว ทำให้คนที่มีประสบการณ์จริงๆ ในการปรับโครงสร้างหนี้จึงมีอยู่น้อยรายที่นอกจากเจ้าของบริษัทที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่กว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ความรู้ในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่อาจเรียนรู้ได้แต่จากการอ่าน แต่เกิดจากประสบการณ์จริงที่เคยผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มา

            วิกฤติการเงินที่จะเกิดกับลูกหนี้ที่จะเป็นสัญญาณของปัญหาคือ

            (1) ขาดกระแสเงินสด

            (2) เริ่มมีการผิดสัญญาหลักและสัญญาอื่น

            (3) ไม่สามารถชำระหนี้กับเจ้าหนี้รายเดียวหรือหลายราย

            (4) เจ้าหนี้ยื่นหนังสือให้ชำระหนี้และขู่ว่าจะฟ้องคดี

            (5) ความกังวลใจของลูกจ้างที่ไม่แน่ใจว่าธุรกิจจะอยู่รอดได้หรือไม่

            บทความนี้จึงมีความประสงค์ที่จะให้ท่านผู้อ่านได้มีความเข้าใจเบื้องต้นถึงกระบวนการเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ทางกฎหมายนอกศาล หรือการปรับโครงสร้างหนี้ตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการที่จะทำให้ธุรกิจของลูกหนี้อยู่รอดต่อไปได้ ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ควรทราบ เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ไม่ต้องตกอยู่ในภาระถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีล้มละลาย

 

กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

            โดยทั่วไปแล้วกระบวนการหรือข้อเสนอในการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในศาลหรือนอกศาล เจ้าหนี้และลูกหนี้มักจะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีดังนี้

            1. การขยายเวลาการชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นเงินหรือดอกเบี้ย โดยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ก็ได้มีมาตรการเช่นว่านั้นแล้ว ผมเห็นว่า การขยายระยะเวลาการชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยนั้น เป็นมาตรการเพียงชั่วคราวที่ไม่สามารถจะทำให้การปรับโครงสร้างหนี้เป็นประโยชน์ และสร้างโอกาสให้กับลูกหนี้อยู่รอดในวิกฤติคราวนี้ ถ้าธุรกิจดังกล่าวไม่มีอนาคต ก็จะเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาไปได้เท่านั้น เว้นแต่ธุรกิจที่มีอนาคตเพียงแต่ขาดสภาพคล่อง มาตรการนี้ก็จะมีส่วนช่วยได้เพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนและดำเนินธุรกิจต่อไปได้

            2. การลดต้นเงินและดอกเบี้ยหรือที่เรียกว่า Hair Cut อันเป็นมาตรการที่มีความสำคัญทั้งในการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาลและในศาลด้วยกระบวนการฟื้นฟูกิจการ วิธีนี้ก็จะใช้ได้กับธุรกิจที่มีความสามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ อาทิ ธุรกิจผลิตขายสินค้าที่มีความจำเป็นในการบริโภค ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใดๆ

            แน่นอนลูกหนี้ก็คงอยากจะขอลดต้นเงินและดอกเบี้ยให้มากที่สุด เพื่อให้จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน เจ้าหนี้ซึ่งเป็นธนาคารหรือเจ้าหนี้ทางการค้าก็คงอยากให้ลดน้อยที่สุด เพราะต้องดูว่าหากต้องลดต้นเงินและดอกเบี้ยไปแล้วนั้น ตัวเจ้าหนี้จะขาดทุนหรือเสียหายและขาดเงินสดเพื่อจะทำธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องดูกันทั้งสองด้าน พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใช้มาตรการนี้ เจ้าหนี้ก็ต้องเสียหาย แต่หากเสียหายบ้างเพื่อความอยู่รอดทั้งของตนเองและลูกหนี้ในอนาคต เจ้าหนี้ก็อาจจำเป็นต้องทำแทนที่จะปล่อยให้ลูกหนี้ต้องล้มละลาย

            3. การแปลงหนี้เป็นทุน ก็เป็นการช่วยเหลือเจ้าหนี้ไม่ให้ต้องถูกกระทบในเรื่องการขาดทุนโดยทันที หรือต้องตัดเป็นหนี้สูญ การแปลงหนี้เป็นทุนนี้ อาจจะเป็นการยื้อเวลาของธุรกิจ หรือยื้อเวลาของเจ้าหนี้ โดยหวังว่าเมื่อแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว ลูกหนี้จะสามารถนำรายได้หรือนำธุรกิจที่มีอนาคตมาคืนหนี้ หรือเจ้าหนี้สามารถให้ลูกหนี้มาซื้อหุ้นคืนต่อไปในอนาคตได้

การแปลงหนี้เป็นทุน จึงมีความจำเป็นที่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องมาร่วมกันพิจารณาดูว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับใครบ้าง และธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสฟื้นฟูได้หรือไม่

            4. การขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์สินหลักเพื่อตีใช้หนี้ โดยอาจจะเป็นการขายทรัพย์สิน ให้กับเจ้าหนี้เองที่เรียกว่า "การตีใช้หนี้" หรือขายให้กับบุคคลภายนอก เพื่อจะนำเงินสดมาใช้จ่ายในกิจการต่อไปเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ต้องทำการตรวจสอบดูว่ามีทรัพย์สินใดบ้างที่สามารถจะขายทรัพย์สินเพื่อจะแปลงเป็นเงินสดได้

            แต่ในปัจจุบันนี้ทรัพย์สินที่จะขายก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ นัก เพราะมีทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีปัญหาที่จะเสนอขายอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่นโรงแรมที่ประสบปัญหาหรือเครื่องบินของบริษัทสายการบินต่างๆ ที่เป็นปัญหาเพราะปัจจุบันนี้ เครื่องบินหรือสายการบินทั่วโลกก็ประสบปัญหา จึงมีปัญหาว่าจะหาใครมาซื้อทรัพย์สินนั้นบ้างแล้วคนซื้อนำไปทำอะไรต่อ

            ดังนั้น ลูกหนี้จึงต้องพิจารณาทรัพย์สิน ว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีความจำเป็นกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้กับธุรกิจอาจจะมีการขายและเช่ากลับมาก็ได้ รวมทั้งการให้สิทธิลูกหนี้ซื้อคืนในอนาคต เจ้าของธุรกิจหรือลูกหนี้ที่ต้องตรวจสอบว่า จะสามารถขายทรัพย์สินได้หรือไม่เพื่อจะนำเงินสดมาให้ขยายกิจการต่อไป และลูกหนี้ต้องตัดใจไม่เสียดายถ้าทรัพย์สินนั้นไม่สามารถก่อให้เกิดรายได้กับธุรกิจส่วนคนที่มีเงินสดมาก จึงสามารถใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการซื้อของได้ถูก

            5. การหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อจะนำเงินทุนที่พันธมิตรร่วมทุนเข้ามาชำระหนี้หรือขยายกิจการต่อไป แต่ในปัจจุบันธุรกิจทั่วโลกก็มีปัญหาการหาพันธมิตรธุรกิจร่วมทุนจึงไม่ง่ายนัก แต่ก็อาจจะใช้ได้กับธุรกิจบางอย่างที่มีอนาคต และสามารถเจริญเติบโตได้ เพราะอาจจะมี เจ้าของธุรกิจบางอย่างที่มีเงินสดและต้องการขยายกิจการหรือเปลี่ยนธุรกิจเดิม (Diversify) เพื่อให้ธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้ใหญ่ขึ้นก็ได้

            6. การซื้อควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions) ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมเคยเขียนแล้วว่าจะมีความสำคัญในธุรกิจ ไม่ว่าในช่วงโอกาสวิกฤติและในวิกฤติก็จะมีช่วงโอกาสที่มีเจ้าของธุรกิจบางอย่างที่มีเงินสดและต้องการขยายกิจการ โดยซื้อของถูกเช่นเดียวกับการหาพันธมิตรข้างต้นเช่นกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่สำคัญในการปรับโครงสร้างนี้เช่นกัน

            7. การซื้อหนี้สินคืนในราคาส่วนลด กรณีนี้จะใช้ได้กับการซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่ต้องการขายทรัพย์สินให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ และลูกหนี้ก็ไปติดต่อซื้อคืนมา กรณีนี้เกิดขึ้นมากในช่วงปี 2540 ที่กองทุนต่างประเทศและเจ้าหนี้ที่มีกระแสเงินสดสูงก็จะไปซื้อหนี้เข้ามาแต่ในวิกฤตินี้ ผมคิดว่าคงทำไม่ได้ง่ายๆ นักเพราะคงต้องรอเวลาอีกสักพักที่จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ และขายหนี้ให้กับเจ้าหนี้หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์

            โดยทั่วไปการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาลมักจะทำกับกรณีที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้ไม่มากหรือมีเจ้าหนี้เพียงบางราย โดยสามารถทำเป็นสัญญาในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ โดยในระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้นั้น เจ้าหนี้และลูกหนี้อาจจะเข้าทำสัญญาที่จะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีกันที่เรียกว่า "StandstillAgreement" แต่หากกรณีที่มีเจ้าหนี้หลายรายและไม่สามารถตกลงกันเองได้และเจ้าหนี้บางรายอาจจะเริ่มส่งหนังสือเรียกร้อง (Notice) ให้ชำระหนี้หรืออ้างว่าลูกหนี้ผิดสัญญาก็อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้โดยกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

 

การฟื้นฟูกิจการในศาล : ประโยชน์

            การปรับโครงสร้างโดยการยื่นฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.กฎหมายล้มละลายนั้น มีข้อดีกว่าการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล ดังนี้

            1.นับจากวันที่ศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ กฎหมายจะมีมาตรการที่คุ้มครองกิจการของลูกหนี้ (Automatic Stay) ที่จะทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องบังคับคดีชำระหนี้หรือดำเนินการต่างๆ ที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์จนทำให้ธุรกิจของลูกหนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยถือว่าเป็นมาตรการที่สำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจของลูกหนี้สามารถดำเนินการในช่วงการฟื้นฟูกิจการได้ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ เพื่อจะทำให้ลูกหนี้ฟื้นฟูกิจการและเป็นหลักกฎหมายที่ใช้กันทั่วโลก

            2.ภายใต้กฎหมายฟื้นฟูกิจการนั้น เจ้าหนี้สามารถแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้และโดยความเห็นชอบของเจ้าหนี้ที่มีเสียงเกินตามกฎหมายก็สามารถจะกำหนดสิทธิของเจ้าหนี้ให้แตกต่างกันได้ และทำให้แผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปได้

            3.การปรับโครงสร้างหนี้นี้ สามารถผูกพันเจ้าหนี้ทุกรายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้

            4.สามารถยกเลิกสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ได้

            5.การให้เงินกู้เพื่อใช้ดำเนินกิจการในแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการ จะทำให้เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ์

            6.กระบวนการเพิ่มทุน/ลดทุนหรือขายทรัพย์สิน ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หุ้นส่วนบริษัทและบริษัทมหาชน จึงอาจทำให้การปรับโครงสร้างทำได้รวดเร็วขึ้น

บทความฉบับนี้ คงไม่กล่าวในรายละเอียดของกฎหมายฟื้นฟูกิจการแต่ผมเชื่อว่ากฎหมายนี้จะมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจไทยหลังโควิด19 อย่างแน่นอน โอกาสหน้าจะนำบทความเดิมเรื่องนี้มาปัดฝุ่นให้ความรู้กันใหม่

 

เตรียมตัวอย่างไร

            เจ้าของธุรกิจที่ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจจึงควรต้องเตรียมตัวทางกฎหมายอย่างไรบ้างในช่วงเวลานี้

            1.เจ้าของธุรกิจควรจะดูสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายที่รัฐบาลออกกฎหมายในช่วงนี้ว่ามีอะไรบ้างที่ท่านจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง เช่น

                    1.1 มาตรการการผ่อนปรนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้กับลูกหนี้ในการกู้ยืมเงิน (Soft Loan) หรือการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ หรือลดอัตราดอกเบี้ยและต้นเงิน

                    1.2 มาตรการการช่วยเหลือลูกจ้างตามกฎหมายประกันสังคมสำหรับลูกจ้างที่ถูกปิดงานหรือเลิกจ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของธุรกิจที่ถูกคำสั่งหรือมีความจำเป็นต้องปิดธุรกิจ เช่น โรงแรม หรือกิจการท่องเที่ยว ที่สามารถได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคมได้

                    1.3 พิจารณาดูสิทธิทางภาษีที่รัฐบาลจัดให้ เช่น การลดอัตราภาษีการหัก ณ ที่จ่าย การให้สิทธิประโยชน์ SME ในการหักดอกเบี้ยที่จ่ายดอกเบี้ยตามโครงการ Soft Loan การหักค่าจ้าง 3 เท่าสำหรับลูกจ้างที่เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท หรือการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ส่งออกที่ยื่นขอคืน การให้สิทธิประโยชน์การปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งเคยมีอยู่เดิมและยกเลิกไปก็ได้ถูกนำกลับมาใช้อีก

            2.เริ่มศึกษาวิธีการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาลกับเจ้าหนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าจะต้องใช้รูปแบบเช่นใดในการเจรจากับเจ้าหนี้ และปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เร็วที่สุด

            3.เตรียมศึกษากระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย เปรียบเทียบกับการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล และหาทางให้เจ้าหนี้ที่จะให้ความสนับสนุนในโครงสร้างหนี้ให้กับธุรกิจของท่านเอง

            บทความนี้มิได้ต้องการจะทำให้ท่านต้องวิตกกังวลจนเกินเหตุ แต่กำลังจะส่งสัญญาณให้เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมตัวที่จะต่อสู้กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว การเตรียมตัวให้พร้อมอย่างมีสติต่างหากที่จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ ในทุกวิกฤติผมเชื่อว่ามีโอกาสอยู่เสมอ ขอให้ท่านใฝ่หาความรู้และเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจในยุค New Normal (วิถีชีวิตใหม่) ผมขอให้กำลังใจทุกท่า

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน