THE GURU • BUSINESS LAW

สำนักงานธุรกิจครอบครัว : Family Office เหมาะสมเพียงใดกับประเทศไทย

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            ผู้อ่านที่สนใจเรื่องธุรกิจครอบครัวคงเคยได้ยินคำว่า "สำนักงานธุรกิจครอบครัว" หรือ "Family Office (FO)" ในต่างประเทศมาพอสมควร เพราะ FO ในต่างประเทศนั้นมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีมหาเศรษฐีที่มีเงิน หรือสินทรัพย์มีมูลค่าสูงที่เรียกว่า "Ultra High Net Worth (UHNW)" จำนวนมาก โดยหลักเกณฑ์เดิมดูว่าแต่ละคนมีเงินฝากอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นเศรษฐี High Net Worth (HNW) คนกลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง FO

            แต่จากการวิจัยเมื่อช่วงปี 2012-2017 พบว่า ในโลกนี้มีมหาเศรษฐี UHNW อยู่อย่างน้อย 10 ล้านคน และจากข้อมูลของ Wealth World Ultra Department พบว่ามหาเศรษฐีกว่า 89,000 คน ในโลกนี้มีความมั่งคั่งระหว่าง 30-49 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นคนที่ต้องพิจารณาว่าควรมี FO หรือไม่ และจากการวิจัยของ FO 34 แห่งในสหรัฐอเมริกาพบว่า มหาเศรษฐีเหล่านี้มีทรัพย์สินที่ต้องบริหารจัดการด้วย FO มีตั้งแต่ 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

            สำหรับประเทศไทยมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งเป็นพันล้านบาท อาจมีจำนวนไม่มากแต่หากมีมูลค่ารวมกันของสมาชิกธุรกิจครอบครัวหลายคนในครอบครัวรวมกันเกินพันล้านบาท อาจมีหลายครอบครัว เจ้าของธุรกิจครอบครัวไทยจึงควรพิจารณาเรื่องการจัดตั้ง FO แต่กระนั้นก็ตาม เศรษฐีเมืองไทยอาจมีน้อยที่จะมีการแยก FO ออกจากธุรกิจครอบครัวเพราะส่วนใหญ่มักจะใช้บริษัทโฮลดิ้งหรือกงสีของครอบครัวหรือบริษัทประกอบการหลักของครอบครัวเป็นผู้มีหน้าที่จัดการบริหารทรัพย์สินมากกว่า

ความหมาย

            สำนักงานธุรกิจครอบครัว (FO) คือ หน่วยงานที่บริหารจัดการและดูแลกิจการ การบริหารความมั่งคั่งหรือสินทรัพย์ของเจ้าของธุรกิจครอบครัว สมาชิกในครอบครัวของธุรกิจครอบครัว รวมทั้งการจัดโครงสร้าง ภาษี การถ่ายโอนความมั่งคั่ง การปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย การศึกษาของสมาชิกในครอบครัว การสื่อสาร การให้ความรู้ทางการเงิน ภาษีมรดก การบัญชี ทั้งของกิจการและของส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัวทุกคน

หน้าที่

            สำนักงานธุรกิจครอบครัวจะต้องทำหน้าที่ให้มีการสืบทอดทางธุรกิจของครอบครัว การสืบทอดความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางการเงิน การสืบทอดทางธุรกิจของสมาชิกในครอบครัวและการสืบทอดงานสาธารณกุศล รวมทั้ง FO จะมีบทบาทเข้าใจอย่างลุ่มลึกในเรื่องการวางแผน การส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่นและดูแลภาระภาษีของการบริหารความมั่งคั่งของสมาชิกในครอบครัว

บทบาทของสำนักงานธุรกิจครอบครัว

                สำนักงานธุรกิจครอบครัว (FO) มีบทบาทหลัก 3 หลัก คือ

                1.เป็นผู้รักษาและดำเนินการ (the Keeper and the Executor) ธุรกิจของครอบครัวและเอกสารทางกฎหมาย เช่น กระบวนการขออนุมัติ ผลกระทบทางกฎหมายภาษี การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เก็บรักษาข้อมูลทางการเงิน บัญชี ภาษี

                2.เป็นผู้พิทักษ์ (the Guardian) และผู้ให้ความมั่นใจ (the Confidant) ในการป้องกันความเสี่ยงของธุรกิจของครอบครัวในการทำธุรกิจ รวมทั้งเรื่องส่วนตัวที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่งคั่ง ชื่อเสียงของธุรกิจครอบครัว ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดจากการขาดวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต การขาดกระบวนการการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ การขาดกระบวนการสื่อสารอย่างโปร่งใส ความไม่เหมาะสมของการจัดสรรความเป็นเจ้าของ การขาดการจัดการกระจายการลงทุน ขาดการให้ความสนใจในความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจครอบครัว

                ซึ่งคนที่จะทำหน้าที่ 2 บทบาทนี้ได้ อาจจะต้องเป็นมืออาชีพ เช่น นักกฎหมาย สำนักบัญชี นักการเงิน นักบริหารธุรกิจ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวที่มีความสามารถในด้านดังกล่าว

                3.เป็นมันสมองให้ความเชื่อมั่น (the Brain Trust) เป็นที่รวบรวมข้อมูลและให้ความคิดเห็นต่างๆ แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถช่วยปลูกฝังแนวความคิดและสร้างงานใหม่ๆ กระตุ้นให้สมาชิกในครอบครัวมี ความรักในงานและความสนใจในธุรกิจให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคนที่จะทำบทบาทนี้ได้ ก็ควรจะเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจครอบครัวจนประสบความสำเร็จ รวมถึงกรรมการมืออาชีพที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวนั้นให้ประสบความสำเร็จได้

                โดยปกติธุรกิจครอบครัวของไทยมักจะใช้บริษัทโฮลดิ้ง หรือบริษัทประกอบการ ทำหน้าที่ให้กับเจ้าของกิจการและสมาชิกในครอบครัว และส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจครอบครัวไทยก็มักจะใช้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่มีการบริการบริหารความมั่งคั่ง หรือบุคคลธนกิจ (Private Wealth Management) ในการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับครอบครัว ทั้งสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศ

            สำนักงานธุรกิจครอบครัวโดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 ให้คำปรึกษาและให้บริการกับธุรกิจครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า "Single Family Office (SFO)" รูปแบบที่ 2 ที่เรียกว่า "Multiple Family Office (MFO)" ให้บริการและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจครอบครัวหลายๆ ครอบครัวพร้อมกันไป

            เท่าที่ผมทราบ ในประเทศไทยยังไม่มีสำนักงานธุรกิจครอบครัว (MFO) ที่ให้บริการแก่ครอบครัวหลายๆ ครอบครัว อาจมีในธุรกิจครอบครัวใหญ่ไม่กี่ตระกูล ไม่กี่ธุรกิจครอบครัวที่ให้บริการเฉพาะธุรกิจครอบครัวของตนเองเป็นเอกเทศแบบ SFO ทั้งนี้ รูปแบบของสำนักงานธุรกิจครอบครัวไทยมักจะเป็นรูปแบบของบริษัทโฮลดิ้ง หรือบริษัทประกอบการที่ให้บริการกับครอบครัวของตนเอง ส่วนที่แยกเป็นบริษัทต่างหาก หรือสำนักงานธุรกิจครอบครัวต่างหากนั้น อาจจะมีแค่ไม่กี่ตระกูลใหญ่ๆ ในประเทศไทยเท่านั้น

            ตรงกันข้าม ในประเทศสิงคโปร์ มีการให้บริการสำนักงานธุรกิจครอบครัวแบบ MFO ที่ ให้บริการกับธุรกิจครอบครัวหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาดของธุรกิจครอบครัวบางครอบครัวไม่ใหญ่พอที่จะมีสำนักงานธุรกิจครอบครัวของตนเอง (SFO) สำหรับประเทศไทยและเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ และมีกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้มีความสะดวกในการจัดตั้ง และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

            สำนักงานธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักจะใช้บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) หรือบริษัทประกอบการเป็นผู้ให้บริการให้คำปรึกษา ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องครอบครัวอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หน้าที่หลักของสำนักงานธุรกิจครอบครัวมี 6 อย่าง คือ

            1.การให้คำปรึกษาและการลงทุนของสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อให้มีผลตอบแทนสูงสุดโดยอาจพิจารณาการลงทุนเองหรือผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาเสนอให้ธุรกิจและสมาชิกในครอบครัวตัดสินใจ

            2.ให้บริการด้านภาษีแก่ธุรกิจครอบครัวและสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าการวางแผนภาษี การยื่นเสียภาษี

            3.ให้บริการด้านบริหารทั่วๆ ไป ไม่ว่าเรื่องการจัดการธุรกิจกิจหรือเรื่องส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว

            4.วางแผนการสืบทอดธุรกิจและวางแผนภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินของเจ้าของธุรกิจและสมาชิกในครอบครัว

            5.การให้บริการจัดการของครอบครัวในเรื่องส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว เช่น การหาที่เรียนให้ลูกหลาน การเดินทางของสมาชิก

            6.ให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำกิจการสาธารณกุศลของครอบครัว

            นอกจากนี้ FO ยังควรเป็นผู้ประสานงานในการจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญของธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพินัยกรรม การจัดทำธรรมนูญครอบครัว และเป็นตัวกลางประสานการสื่อสารของสมาชิกครอบครัวให้ประกอบธุรกิจได้อย่างราบรื่น และหากมีข้อพิพาทก็จะเป็นหน่วยงานที่ประสานรอยร้าวโดยการเป็นตัวกลางในการขจัดข้อขัดแย้ง

            โดยทั่วไป เหตุผลที่สมาชิกในครอบครัวสมควรจัดตั้งสำนักงานธุรกิจครอบครัว ก็เพราะว่าอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องรวมการบริหารจัดการความมั่งคั่ง หรือทรัพย์สินของธุรกิจครอบครัวไว้ที่เดียวกัน แยกจากการบริหารธุรกิจเนื่องจากความแตกต่างของการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจ กับการตัดสินใจของการลงทุนของครอบครัวมีความแตกต่างกัน และผลประโยชน์อาจขัดแย้งกันได้

            นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวมีความจำเป็นจะต้องมีการกำกับดูแลกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าความมั่งคั่งของสมาชิกในครอบครัว และเตรียมการในการโอนความมั่งคั่งไปยังธุรกิจครอบครัวรุ่นต่อไป

            ดังนั้น ในการกำหนดบทบาทของสำนักงานธุรกิจครอบครัวจึงสำคัญที่ว่า สำนักงานธุรกิจครอบครัวนี้จะทำเองทั้งหมดหรือบริหารจัดการเองบางส่วน และบางส่วนอาจจ้างบุคลากรภายนอกหรือที่ปรึกษาภายนอกที่มีความรู้ความสามารถให้บริหารจัดการทำงานให้กับธุรกิจครอบครัว

            สำหรับเจ้าของธุรกิจครอบครัว หากท่านจะพิจารณาจัดตั้ง SFO ไม่ว่าจะในรูป FO แบบแยก หรือใช้บริษัทโฮลดิ้ง หรือบริษัทประกอบการต่างหาก ควรมีข้อพิจารณาดังนี้

            1.จำนวนสมาชิกในครอบครัว มีจำนวนมากพอที่ควรแยกหรือไม่

            2.มูลค่าของสินทรัพย์ของสมาชิก คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เทียบกับค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่

            3.บทบาทในการประสานงานหรือว่าจ้างกับบรรดาที่ปรึกษาต่างๆ เช่น ผู้ทำบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษากองทุน ธนาคาร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

            อนาคต MFO ในประเทศไทยคงจะต้องใช้เวลาอีกนานที่จะพัฒนาต่อไปเพราะปัจจุบันธนาคารต่างๆ มักจะมีบริการให้กับลูกค้า Private Banking ให้แก่เศรษฐี (HNW) และมหาเศรษฐี (UHNW) ด้านการลงทุนอยู่แล้ว โดยสถาบันการเงินก็ไม่สามารถให้บริการครบวงจรในบทบาท FO ได้ นอกจากการประสานงานแนะนำจ้างที่ปรึกษาภายนอกเฉพาะด้านตามความต้องการของลูกค้าเท่านั้น

            แต่ในอนาคตหากมี MFO สามารถให้บริการครบวงจรร่วมมือกับธนาคารให้บริการแก่ลูกค้ามหาเศรษฐี (UNHW) ก็น่าจะเป็นธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจที่จะรวมผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้าด้วยกัน

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน