THE GURU • BUSINESS LAW

การตราพระราชกำหนดฟื้นฟูธุรกิจไทย หลังโควิด-19 จำเป็นหรือไม่ : ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            การออก พ.ร.ก. แม้จะต้องมีกระบวนการนำ พ.ร.ก. นั้นไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภาที่จะเป็นประเด็นทางการเมืองที่รัฐบาลไม่อยากใช้วิธีการนี้ก็ได้ แต่ผมคิดว่า พ.ร.ก. จะเป็นทางออกและทางเลือกสุดท้าย เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ของประเทศไทย

            ท่านผู้อ่านคงได้ทราบข่าวที่รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนที่มี ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ เป็นประธานคณะกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ 15 ท่านร่วมเป็นคณะกรรมการโดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ เพื่อไปพิจารณาเสนอปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อรองรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 และหลังโควิด-19

            ท่านศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาว่าขณะนี้ได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐกว่า 20 หน่วยงานร่วมกับภาคเอกชนในการจะพิจารณาดูว่าต้องมีการรับปรุงแก้ไขกฎหมายในด้านใด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการได้มีการประชุมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ

            นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อศึกษามาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง โควิด-19 ในการที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพและอนาคตในประเทศไทยตามที่เป็นข่าวอยู่ เช่น กระบวนการเข้าเมือง การยื่นขอการทำงานของคนต่างด้าวกลุ่มพิเศษและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่จะให้คนต่างชาติเข้าซื้อหรือเช่าที่ดินในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขที่สะดวกเพื่อมีการนำเงินเข้ามาในประเทศไทย

            รวมทั้งการกำหนดธุรกิจที่รัฐบาลจะส่งเสริมให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในธุรกิจนั้นๆ ในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ได้มีการกล่าวถึงมาตรการในการตรากฎหมายฉบับเดียวที่สามารถแก้ไขกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดหลายๆ ฉบับ รวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ดังที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ได้ทำการออกกฎหมายทำนองนี้ที่เรียกกว่า กฎหมายสารพัดเรื่อง หรือ Omnibus law

ความหมาย

            กฎหมาย Omnibus เป็นกฎหมายที่รวบรวมการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่มีความแตกต่างกันและไม่เกี่ยวข้องกัน รวมมาเป็นกฎหมายเพียงฉบับเดียว โดยทั่วไปกระบวนการออกกฎหมายนั้น อาจจะออกโดยผ่านกระบวนการสภานิติบัญญัติหรือรัฐสภามาในครั้งเดียว ตัวอย่างของประเทศที่ออกกฎหมายแบบนี้ในภูมิภาคนี้ก็มีคือ ประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

            ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการตรากฎหมายประเภทนี้ นอกจากการออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคล พ.ศ.2560 ที่เป็นการแก้ไขความรับผิดโทษทางอาญาของกรรมการผู้แทนนิติบุคคลของกฎหมายจำนวน 76 ฉบับ ให้รวมอยู่ในฉบับเดียวกันโดยกฎหมายดังกล่าวใช้เวลากว่าสองปีในการศึกษาปรับปรุงแก้ไข

            สำหรับประเทศไทย การออกเป็นพระราชบัญญัติโดยผ่านรัฐสภาจึงดูเป็นเรื่องยากในขณะนี้ จึงมีแนวคิดให้มีการตราเป็นพระราชกำหนด ที่จะสามารถปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่มีอยู่หลายฉบับ และเป็นข้อจำกัดต่างๆ ในกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนหรือปรับปรุงการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถธุรกิจของประเทศไทยและของประชาชนสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้หลังโควิด-19

            ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับคือ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2504 (เรื่องดอกเบี้ยผิดนัด) กับ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2561 หากมีการพิจารณาการตรา พ.ร.ก. ที่แก้ไขกฎหมายหลายฉบับไปพร้อมๆ กันน่าจะเป็นประโยชน์

            บทความนี้ ผมจะนำตัวอย่างของประเทศอินโดนีเซียและสิงค์โปร์ที่ได้มีการตรากฎหมายประเภทนี้โดยมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ทั้งในช่วงก่อนโควิด-19 และหลังโควิด-19 มาเพื่อประกอบการพิจารณาว่าประเทศไทยมีความจำเป็นในการตรากฎหมายในรูปพระราชบัญญัติหรือควรจะตราเป็นพระราชกำหนดหรือไม่อย่างไร เพราะกระบวนการเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเทศไทยในภาวะปกตินั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะให้กฎหมายสามารถผ่านกระบวนการอนุมัติตามวิถีทางปกติผ่านรัฐสภา

            บทความนี้จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่จะทำให้รัฐบาล หน่วยงาน ของรัฐสมาชิกรัฐสภาและเอกชนที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันพิจารณาว่า กฎหมายรูปแบบ Omnibus จะมีความสำคัญและประโยชน์อย่างไรต่อประเทศ

ประเทศสิงคโปร์

            ประเทศสิงคโปร์ได้ออกกฎหมายรวมถึงข้อบังคับพิเศษ โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้บังคับมาตรการชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจที่เรียกว่า กฎหมายว่าด้วยโควิค-19 ค.ศ.2020 (มาตรการชั่วคราว) (COVID-19 (TEMPORARY MEASURES) ACT 2020) ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับเพียงชั่วคราวภายใต้ระยะเวลาที่ระบุเท่านั้น และอาจมิได้มีสภาพในลักษณะเป็น Omnibus Law เต็มรูปแต่ประการใด โดยมีรายละเอียดกล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้

            1. กฎหมายว่าด้วยโควิค-19 ค.ศ.2020 (มาตรการชั่วคราว) ดังกล่าวได้ถูกเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 โดยรัฐสภาได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบในวันเดียวกัน โดยนอกจากจะประกอบไปด้วยมาตรการต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่บุคคลธรรมดาและผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ในการออกข้อบังคับเพื่อป้องกัน ชะลอ หรือควบคุมสถานการณ์การระบาดในสิงคโปร์

            กรณีที่เห็นว่าสถานการณ์การระบาดนั้นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสาธารณสุข และจำเป็นที่จะต้องมีคำสั่งเพื่อการควบคุม (Control Order) ซึ่งประเทศไทยได้มีการใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินในการควบคุม

            2. ในเบื้องต้น มาตรการต่างๆ จะมีผลใช้บังคับ 6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาได้แต่ไม่เกิน 1 ปี โดยประกอบไปด้วยมาตรการชั่วคราวต่างๆ ดังนี้

            - ระงับการปฏิบัติตามสัญญาเป็นการชั่วคราว โดยจะมีผลใช้บังคับกับประเภทของสัญญาตามที่กำหนดไว้ และการที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้นั้น เป็นผลมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

            - กำหนดมาตรการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือ ภาคธุรกิจ

            - กำหนดทางเลือกสำหรับการจัดประชุมบริษัท

            - กำหนดข้อจำกัดหรือมาตรการในการดำเนินกิจกรรมสาธารณะเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

            3. กฎหมายฉบับนี้ แบ่งออกเป็น 7 หัวข้อ ได้แก่

            1) ว่าด้วยบททั่วไป เช่น คำนิยาม วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ระยะเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

            2) ว่าด้วยมาตรการเยียวยาสำหรับกรณีที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาในสัญญาบางประเภท

            3) ว่าด้วยมาตรการเยียวยาสำหรับบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบทางการเงิน

            4) ว่าด้วยวิธีการชั่วคราวสำหรับการจัดประชุม โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการจัดประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

            5) ว่าด้วยวิธีการชั่วคราวในขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ที่อนุญาตให้สามารถพิจารณาคดีผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ รวมถึงการที่พยานสามารถขึ้นให้ปากคำผ่าน video-link

            6) ว่าด้วยมาตรการชั่วคราวในการบรรเทาภาษีทรัพย์สิน

            7) ว่าด้วยมาตรการชั่วคราวในการออกคำสั่งควบคุมเพื่อจำกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19

            4. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธนาคารและสถาบันการเงิน

            - มาตรการพักชำระหนี้ / ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ จะนำมาใช้กับการกู้ยืมที่มีหลักประกัน โดยมีผู้ให้กู้เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมาย Singapore Banking Act หรือ Singapore Finance Companies Act และผู้กู้ที่เป็นองค์กรธุรกิจที่ประกอบธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวสิงคโปร์หรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในสิงคโปร์ไม่น้อยกว่า 30% และมีเงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา

            นอกจากนี้ สัญญากู้เงินดังกล่าวต้องเกิดก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2563 และเหตุที่ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญานั้นเป็นผลมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ และการปฏิบัติตามสัญญานั้นต้องกระทำในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 หรือหลังจากนั้น

            5. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาก่อสร้าง

            - กำหนดมิให้คู่สัญญาใช้สิทธิตามกฎหมายต่อคู่สัญญาที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ในระหว่างระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงกำหนดห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกเอาหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ในกรณีที่คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่อาจปฏิบัติตามสัญญา (Performance Bond)

            - ในกรณีที่คู่สัญญาไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลา รวมถึงไม่ให้นำช่วงระยะเวลาดังกล่าวมาคำนวณค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ

            - ข้อกฎหมายนี้มุ่งเน้นบรรเทาผลกระทบแก่คู่สัญญาที่เป็นผู้รับจ้าง และผู้รับจ้างช่วง ระหว่างที่มาตรการบรรเทามีผลใช้บังคับ

            - คู่สัญญาที่จะขอใช้สิทธิบรรเทามีหน้าที่ทำหนังสือแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายรับทราบ

            6. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการบริษัท

            - เปิดช่องให้สามารถจัดการประชุมเพื่อสอดคล้องกับกฎของกระทรวงสาธารณสุข โดยให้สามารถจัดการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์, Video Conferencing, tele-conferencing หรือวิธีการผ่านอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด รวมไปถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น การส่งหนังสือเชิญประชุม การลดจำนวนองค์ประชุม การอนุญาตให้สามารถลงคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีการกำหนดเป็นกฎลำดับรอง และให้ถือว่าการจัดประชุมดังกล่าวเป็นการจัดประชุมที่ชอบด้วยกฎหมาย และตามข้อบังคับ

            นอกจากนี้ ยังมีการขยายระยะเวลาการจัดประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นออกไปอีก 60 วัน รวมถึงการขยายระยะเวลาการยื่นเอกสารประจำปี ออกไปอีก 60 วันเช่นกัน

            7. มาตรการช่วยเหลือสำหรับ Event Contracts

            - มีการกำหนดมาตรการช่วยเหลือสำหรับสัญญาประเภท Event Contracts ซึ่งบทนิยามค่อนข้างกว้าง โดยให้หมายความถึงสัญญาที่มีการให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การขนส่ง ความบันเทิง สินค้า หรือบริการอื่นใด สำหรับการจัดประชุมทางธุรกิจ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดสัมมนา การจัดงานดนตรี งานนิทรรศการ งานแต่งงาน

            - กฎหมายกำหนดให้มาตรการช่วยเหลือมีผลกับผู้รับจ้างที่เข้าทำสัญญาก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2563 และมีหน้าที่ต้องจัดงานในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

            - ผู้รับจ้างที่ประสงค์จะขอใช้มาตรการดังกล่าว ต้องทำการแจ้งไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยที่คู่สัญญาจะไม่สามารถใช้สิทธิยึดมัดจำเพราะเหตุที่ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญานั้นได้

            ทั้งนี้ กฎหมายมิได้ปลดเปลื้องหน้าที่ของผู้รับจ้างโดยสิ้นเชิง หากแต่เลื่อนหน้าที่ดังกล่าวออกไปเป็นการชั่วคราวมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ (ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวอาจถูกขยายออกไป)

            8. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

            - มาตรการช่วยเหลือมุ่งเน้นกับสัญญาเช่าหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย โดยมาตรการจะมีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 6 เดือนตามที่รัฐมนตรีกำหนด

            - กฎหมายกำหนดว่าในกรณีที่คู่สัญญา (เช่น ผู้เช่า) ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้

            1) การบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะเหตุที่ไม่ชำระค่าเช่าหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดตามสัญญา

            2) ใช้สิทธิในการยึดคืนหรือเรียกเอาอสังหาริมทรัพย์คืน

            3) ใช้สิทธิทางศาลต่อคู่สัญญาที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา หรือต่อผู้ค้ำประกันของคู่สัญญาฝ่ายนั้น

            4) ดำเนินการบังคับคดีหรือยึดทรัพย์สินของคู่สัญญาที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผู้ค้ำประกัน

            อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดให้เฉพาะแต่คู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบอันสืบเนื่องมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น จึงจะมีสิทธิตามมาตรการเหล่านี้ได้ และต้องทำการแจ้งคู่สัญญาอีกฝ่าย

            นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนช่วยเหลือด้วยการลดอัตราการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินลง 30% 60% หรือ 100% โดยขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินสำหรับปีภาษี 2563 เพื่อช่วยเหลือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ต้องรับภาระภาษี

            9. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้และการล้มละลาย

            ภายใต้กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติที่ปลดเปลื้องหน้าที่ของกรรมการที่ต้องดำเนินการป้องกันมิให้บริษัทอยู่ในภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว (Insolvent Trading) เป็นการชั่วคราว หากว่าหนี้นั้นเกิดจากการดำเนินธุรกิจตามปกติธุระของบริษัท อย่างไรก็ดี กรรมการยังคงมีความรับผิดทางอาญาหากหนี้ดังกล่าวเกิดจากการทุจริต

            นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์บางประการตามกฎหมายล้มละลาย (Bankruptcy Act) และกฎหมายปรับโครงการ และการชำระบัญชี (Insolvency, Restructuring and Dissolution Act) เช่น การเพิ่มจำนวนหนี้ของบุคคลธรรมดาที่ต้องแจ้งต่อ Official Assignee จาก SGC 100,000 เป็น SGD 250,000 หรือการเพิ่มจำนวนหนี้ที่ทำให้ต้องยื่นคำขอล้มละลายจากเดิม SGD 15,000 เป็น SGD 60,000

ประเทศอินโดนีเซีย

            รัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอร่างกฎหมาย Omnibus Law เข้าสู่การพิจารณาของสภาราวเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และเริ่มมีการพิจารณาในระดับคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนเมษายน ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 และประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ได้ลงนามรับรองประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563

ข้อมูลทั่วไป

            กฎหมาย Omnibus Law ของอินโดนีเซียนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ มากกว่า 70 ฉบับ ไปพร้อมกัน (รวมกันกว่า 1,000 หน้า) ซึ่งครอบคลุมกฎหมายแรงงาน กฎหมายแข่งขันทางการค้า กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุน กฎหมายภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยเหมืองแร่ กฎหมายพลังงาน รวมถึงมีการแก้ไขให้อำนาจหน้าที่ของหนวยงานต่างๆ มาไว้ที่รัฐบาลกลาง (จาก Ministry Regulation เป็น Government Regulation)

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการจ้างงานในอินโดนีเซีย เช่น การลดขั้นตอนความยุ่งยากในการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การยกเลิกข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การทำให้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ มีความสอดคล้องกัน การส่งเสริมให้มีการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว การทำให้กระบวนการได้มาซึ่งที่ดินเป็นไปโดยง่ายขึ้น

            การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี โดยมีเนื้อหาครอบคลุมมากกว่า 10 ด้านด้วยกัน เช่นการส่งเสริมการลงทุนและลดขั้นตอนการออกใบอนุญาต แรงงาน การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม การส่งเสริมการประกอบธุรกิจ การถือครองที่ดิน เขตเศรษฐกิจ การลงทุนจากภาครัฐและโครงการภาครัฐ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคาดว่าเพื่อจะเป็นการยกระดับการแข่งขัน (Ease of Doing Business) ในเรื่องความยากง่ายของการประกอบธุรกิจตามเกณฑ์การประเมินของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศด้วย ก่อนหน้านี้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเทศไทยซึ่งอยู่ในอันดับ 21

            กฎหมาย Omnibus Law ยังกำหนดให้ต้องมีการอนุวัติการกับกฎหมายต่างๆ ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ Omnibus Law มีผลใช้บังคับ พร้อมเปิดช่องให้สามารถออกกฎประธานาธิบดี (Presidential Rules) เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ให้สอดคล้องกับ Omnibus Law ได้

กฎหมาย Omnibus แบ่งเรื่องแก้ไขดังนี้

               1. กฎหมายการค้าการลงทุน มีการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน โดยแบ่งประเภทธุรกิจเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญและควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านการเงิน ภาคธุรกิจที่มีความสำคัญและควรจะได้รับการส่งเสริมในด้านอื่นที่มิใช่ด้านการเงิน (เช่น ด้านการออกใบอนุญาตที่ง่ายขึ้น และการที่รัฐบาลจัดหาสาธารณูปโภคบางประการในสถานที่ที่มีการลงทุน เป็นต้น) ภาคธุรกิจที่มีความสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคธุรกิจที่มีความสำคัญซึ่งจะเปิดให้มีการลงทุนจากต่างชาติโดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ

            ภาคธุรกิจที่มีความสำคัญรวมถึงธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูง ธุรกิจที่มีการจ้างแรงงานจำนวนมาก และธุรกิจดิจิทัล สำหรับธุรกิจที่จะไม่เปิดให้มีการลงทุนไม่ว่าทั้งภายในประเทศหรือการลงทุนจากต่างประเทศมีทั้งสิ้น 6 รายการ ได้แก่ การผลิตยาเสพติดประเภทที่ 1 คาสิโนหรือกิจกรรมการพนันในรูปแบบอื่นๆ กิจกรรมการประมงเพื่อจับสัตว์น้ำที่จะสูญพันธุ์ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องการผลิตอาวุธเคมี การผลิตที่จะทำลายโอโซน

            2. การออกใบอนุญาต มีการนำหลักการออกใบอนุญาตแบบใหม่มาใช้เพื่อความสะดวกสำหรับการประกอบธุรกิจ ในลักษณะการออกใบอนุญาตโดยรัฐบาลส่วนกลางที่ประกอบไปด้วยเลขทะเบียนธุรกิจ ใบรับรองมาตรฐาน และใบอนุญาตพิเศษ ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับต่ำ ระดับปานกลาง และระดับสูง ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวจะประเมินจากปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ เช่น สุขลักษณะ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและอันตรายอันเกิดจากการประกอบธุรกิจ สถานที่ประกอบกิจการ

            หากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ การประกอบธุรกิจก็จะใช้เพียงเลขทะเบียนธุรกิจ หากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงปานกลาง การประกอบธุรกิจจะใช้เลขทะเบียนธุรกิจและใบรับองมาตรฐาน แต่หากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง การประกอบธุรกิจก็จะใช้เลขทะเบียนธุรกิจ ใบรับองมาตรฐาน และใบอนุญาตพิเศษ

            หลักการการออกใบอนุญาตแบบใหม่นี้จะนำไปใช้กับธุรกิจ 15 ประเภท เช่น ธุรกิจประมง ธุรกิจเกษตรกรรม ธุรกิจป่าไม้ ธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ ธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม

            3. กฎหมายแรงงาน มีการปลดข้อจำกัดเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาจ้างงานขั้นต่ำ จากแต่เดิมที่สัญญาจ้างต้องมีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำสำหรับการจ้างให้ไม่ต้องมีกำหนดระยะเวลาอีกต่อไป นอกจากนี้ มีการแก้ไขโดยการลดจำนวนการจ่ายค่าชดเชยโดยนายจ้าง การกำหนดให้ค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัยและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้าง การกำหนดให้ธุรกิจขนาดย่อมและธุรกิจขนาดเล็กได้รับการยกเว้นในเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ การยกเลิกข้อจำกัดในการทำงานของคนต่างด้าวแก่แรงงานบางประเภท เช่น แรงงานที่มีทักษะสูง สตาร์ตอัพที่มีการใช้เทคโนโลยี การเข้าเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เป็นต้น

            4. กฎหมายภาษี มีการแก้ไขกฎหมายภาษีอากรหลายประการ เช่น การลดอัตราการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทเอกชน เหลือร้อยละ 22 (สำหรับปี 2564-2565) และลดเหลือร้อยละ 20 ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาที่เป็นคนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในอินโดนีเซีย การขยายขอบเขตของรายได้ที่มิต้องนำมาคิดคำนวณภาษีสำหรับเงินปันผลหรือเงินได้ที่มีที่มาจากต่างประเทศ การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ย และการลดอัตราเบี้ยปรับ เป็นต้น

            5. กฎหมายอื่นๆ การยกเลิกใบอนุญาตต่างๆ บางประเภท เช่น ใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมเนื่องจากให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแทน และการยกเลิกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นต้น

            การแก้ไขกฎหมายเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เพิ่มโอกาสในทางธุรกิจและสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมากขึ้น เช่น การยกเว้นภาษีในการนำเข้า การขยายประเภทของธุรกิจที่จะสามารถประกอบกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ การยกเว้นข้อจำกัดเกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการต่างด้าว เป็นต้น

            การจัดตั้ง Indonesian Sovereign Wealth Fund เพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐกับบุคคลอื่นๆ ในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยรายได้จากการลงทุนจะนำไปจัดสรรให้แก่รัฐบาลกลางหรือนำไปลงทุนอีกครั้ง โดยกองทุนนี้จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและมีเงินทุนเริ่มต้นที่ 15 ล้านล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย 

            การริเริ่มให้มีธนาคารที่ดิน หรือ Land Bank ซึ่งจะเป็นสถาบันราชการหนึ่งของอินโดนีเซียเพื่อให้เกิดความมั่นคงว่าจะมีที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยจะทำหน้าที่วางแผน ได้มาจัดหา บริหารจัดการ และจำหน่ายที่ดิน

            กรณีศึกษาการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ประเทศ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ทางรัฐบาลไทยควรจะนำออกเป็น พ.ร.ก. ในการแก้ไขเรื่องต่างๆ ที่มีความสำคัญโดยอาจจะพิจารณานำเรื่องกฎหมายที่คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายระระเร่งด่วนและการศึกษาที่รองนายกรัฐมนตรี คุณสุพัฒนพงศ์ พันธ์มีเชาว์ มาร่วมพิจารณาไปในคราวเดียวกันอย่างเร่งด่วนโดยมีการกำหนดประเด็นที่ต้องแก้ไขให้ครบถ้วน อันจะให้การจัดลำดับของประเทศในการทำ Ease of doing Business ของไทยจะยกระดับสูงขึ้นจากอันดับที่ 21 หรือก่อนที่จะถูกอินโดนีเซียแซงไปได้

            ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาในการขอใช้สิทธิประโยชน์ในระยะเวลาจำกัดเป็น 3-5 ปีนับจากกฎหมายมีผลบังคับโดยเฉพาะไป หากเป็นการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีหรือสิทธิในการเป็นเจ้าของและประกอบธุรกิจก็อาจจะเป็นการให้ในช่วงระยะเวลาใดๆ เวลาหนึ่งได้ และบางเรื่อง เช่น การอนุญาตอาจให้เป็นการถาวรได้

            การออก พ.ร.ก. แม้จะต้องมีกระบวนการนำ พ.ร.ก.นั้นไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภาที่จะเป็นประเด็นทางการเมืองที่รัฐบาลไม่อยากใช้วิธีการนี้ก็ได้ แต่ผมคิดว่า พ.ร.ก.จะเป็นทางออกและทางเลือกสุดท้ายเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ของประเทศไทยครับ

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน