THE GURU • EXECUTIVE COACHING

บริหารความเครียดอย่างสร้างสรรค์

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

               ผู้บริหารต้องหมั่นรักษาความสมดุลในการบริหารความเครียดอย่างสม่ำเสมอ ละเว้นสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดความเครียดในทางลบ และส่งเสริมความสนุกสนานทั้งด้านส่วนตัวและการทำงาน ดูแลความปรารถนาด้านต่างๆ ของชีวิตให้อยู่ในมิติที่สมดุลและเหมาะสมอยู่เสมอ

               ผู้บริหารในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเครียดในการทำงานสูงมาก เนื่องมาจากองค์กรต้องมีการปรับตัวตลอดเวลาให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารจึงควรเรียนรู้การบริหารความเครียดให้สมดุล โดยใช้ประโยชน์จากความเครียดให้เป็นพลังที่สร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ปกป้องตนเองจากผลกระทบในทางลบจากความเครียด

               เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดของความเครียดได้ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติทางสรีระของมนุษย์ ความเครียดเกิดขึ้นเมื่อมีเงื่อนไขที่ทำให้สมองเกิดการตระหนักรู้ว่า ต้องมีการกระทำบางอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการ หรือเพื่อแก้ปัญหา หรือเพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนา

               จากผลการศึกษาของผู้เชียวชาญทางจิตวิทยาบอกว่า ความเครียดที่มากเกินไปจะทำลายความสามารถในการปฏิบัติงาน อาการที่มักปรากฏ ได้แก่ ควบคุมความวิตกกังวลไม่ได้ จัดระเบียบไม่ได้ โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ กีดขวางความมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ หรือเหนื่อยล้าจนเจ็บป่วยทางกาย

               ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การทำงานที่มีผลผลิตลดลง และคุณภาพชีวิตที่ไม่มีความสุข ในทางตรงกันข้าม ถ้าปราศจากความเครียดที่สร้างสรรค์ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆก็คงจะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ความเครียดจึงมีส่วนดีคือช่วยให้เรามีความจดจ่อในการทำงานภายใต้ความกดดัน

               ฉะนั้น หน้าที่ของเราคือ การพยายามบริหารความเครียดให้เกิดประโยชน์ และลดความเครียดที่ก่อให้เกิดผลเสียให้น้อยที่สุด ดังตัวอย่างแนวทางต่อไปนี้

               1. ปรับทัศนคติต่อความเครียด ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายความคิดสร้างสรรค์ เป็นการต้อนรับโอกาสที่จะทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งทัศนคติต่อความเครียดในทางบวก จะสร้างแรงบันดาลใจให้เราลงมือทำ มุ่งมั่นให้บรรลุเป้าหมาย และกระตุ้นให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ถ้าไม่ปรับทัศนคติให้เกิดความกระตือรือร้นเสียก่อน เราอาจจะรับมือกับความกดดันไม่ไหว ซึ่งจะก่อให้เกิดความเครียดในทางบั่นทอนทั้งต่อร่างกายและจิตใจ

               2. จัดระบบการบริหารงานประจำวัน เพื่อช่วยลดจำนวนครั้งในการตัดสินใจที่จะต้องทำทุกๆ วัน ควรปรับเปลี่ยนปัญหาให้เป็นระเบียบปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ และให้มั่นใจว่ามีจำนวนทีมงานเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

               3. บริหารงานโดยการกำหนดเป้าหมายล่วงหน้า เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน พร้อมด้วยแผนการปฏิบัติงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในด้านการงานและด้านส่วนตัว จะช่วยลดความเครียดลง กล่าวคือ

                     - เรารู้ตลอดเวลาว่ากำลังจะไปที่ใด ฉะนั้น จึงมีความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้น้อยมาก

                     - อุปสรรคจะไม่บานปลายเป็นภัยคุกคาม เพราะว่าเราได้คาดการณ์ไว้ก่อนและได้มีการเตรียมแผนการรับมือไว้แล้ว

                     - การตัดสินใจทางเลือกทำได้ง่ายขึ้น เพราะมีเป้าหมายเป็นเกณฑ์

                     - แผนปฏิบัติการที่เขียนไว้อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างเฉพาะเจาะจง

               การบริหารด้วยระบบวางแผนดังกล่าว ช่วยให้การใช้ภาวะผู้นำง่ายขึ้นด้วย เพราะมีการกำหนดสิ่งที่คาดหวังและกิจกรรมที่จำเป็น รวมทั้งผู้ที่รับผิดชอบในแต่ละเรื่องไว้อย่างชัดเจน เป็นการกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนในการวัดความมีประสิทธิภาพของทั้งบุคคลและองค์กร ผู้นำและทีมงานรู้โดยอัตโนมัติว่าผลผลิตที่ทำได้เพียงพอหรือไม่

               ขั้นตอนการติดตามผลจะแสดงให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ใด และสามารถชี้จุดที่จะแก้ไขปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป ความเครียดที่เกิดจากความคลุมเครือว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้นที่ไหนจะถูกขจัดออกไป ในทางตรงกันข้าม ทุกคนจะรู้ว่าจะกำลังไปไหนและตั้งใจจะไปให้ถึงที่หมายได้อย่างไร

               4. บริหารงานโดยการระบุลำดับความสำคัญ เมื่อมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่างพร้อมๆ กัน การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพโดยการจัดลำดับความสำคัญจะช่วยลดความเครียดลงได้มาก ระบบการวางแผนและตั้งเป้าหมายจะช่วยระบุเงื่อนไขสำหรับการจัดลำดับความสำคัญอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาว่างานนั้นๆ เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือต่ำ เช่น ผลกระทบที่มีต่อองค์กร ความเร่งด่วน ความยากง่ายในการดำเนินการ ความคุ้มค่าในการลงทุน เป็นต้น

               ส่วนการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของแต่ละเป้าหมายนั้น จะช่วยให้ระบุได้ว่า งานส่วนไหนเราควรจะทำเอง และส่วนไหนควรมอบหมายให้คนอื่นทำ วิธีที่มีประสิทธิผลที่สุดในการเลือกกิจกรรมที่จะทำก็คือการประเมินต้นทุนค่าตัวต่อชั่วโมงของผู้ที่รับผิดชอบ คนที่มีค่าตัวสูงก็ควรจะทำงานที่ให้ผลตอบแทนสูงจึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุนด้านเวลา ไม่ใช่เลือกเพราะความชอบส่วนตัว

               5. เกาะติดสถานการณ์ หนึ่งในความรู้สึกที่ทำให้เครียดมากในฐานะผู้นำก็คือ การกลัวว่าตนเองจะตกข่าวที่สำคัญ หรือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะอาจจะสร้างความเสียหายหนักให้กับผลผลิตขององค์กรและส่วนบุคคล

               ฉะนั้น ควรวางแผนขจัดความเครียดจากการประสบกับสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยการกำหนดระบบที่จะช่วยให้ได้รับรู้ความเป็นไปในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เช่น มีระเบียบปฏิบัติงานที่ชัดเจน ออกแบบรายงานที่จัดให้มีข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะและผลการดำเนินงานภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

               นอกจากนั้น ควรทำหน้าที่ผู้นำที่ดี โดยให้แรงบันดาลใจ ให้ทิศทาง และสนับสนุนความต้องการส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานมีความเชื่อมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า พยายามเป็นนักฟังที่ยอดเยี่ยมและนักสังเกตการณ์ที่ดี เรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นและได้ยิน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

               6. ป้องกันอาการเหนื่อยล้าจนหมดสภาพ อาการทางกายเช่นนี้มักเกิดขึ้นจากความเครียดที่ไม่ได้ปลดปล่อย ส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลียอย่างรุนแรงและทำให้ผลผลิตในการทำงานลดลงอย่างมาก การป้องกันจะเป็นวิธีที่ดีกว่าทั้งต่อตัวเราเองและทีมงาน ผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องแสดงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี โดยการจัดการกับความเครียดอย่างสร้างสรรค์ ระบุแหล่งที่มาของความเครียดอย่างเฉพาะเจาะจง แล้ววางแผนและดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดความเครียดหรือทำให้เบาบางลง

               ผู้บริหารต้องหมั่นรักษาความสมดุลในการบริหารความเครียดอย่างสม่ำเสมอ ละเว้นสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดความเครียดในทางลบ เช่น ทัศนคติเดิมๆ นิสัยการทำงานเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ และส่งเสริมความสนุกสนานทั้งด้านส่วนตัวและการทำงาน ดูแลความปรารถนาด้านต่างๆ ของชีวิตให้อยู่ในมิติที่สมดุลและเหมาะสมอยู่เสมอ

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน