THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

ธุรกิจครอบครัว LEGO จากโรงไม้สู่โลกแห่งตัวต่อจิ๋ว

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจครอบครัวไป 150 ปี วิกฤติรอบนี้จะไม่ใช่รอบสุดท้ายอย่างแน่นอน
- Kjeld Kirk Kristiansen (G3)[1]


          หลายคนที่โตมากับ เลโก้ตัวต่อจิ๋วที่สร้างแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับเด็กทั่วโลกคงจะยังพอจำได้ถึงชิ้นส่วนเล็กๆ มากมายที่ทำมาจากพลาสติกสีสันสดใส ชิ้นส่วนต่างๆ ต่อกันได้อย่างสนิท แต่ก็สามารถถอดแยกชิ้นส่วนออกมาได้ไม่ยาก จะต่อตามแบบที่เลโก้กำหนดให้ หรือจะคิดเอง ออกแบบเอง จะต่อเป็นรถ หุ่นยนต์ หรือบ้านน้อยก็ได้ แล้วแต่จินตนาการของเด็กแต่ละคน

          มีเพื่อนคนหนึ่งของผมบอกว่า หากเอาเลโก้มาชั่งขายจะตกกิโลกรัมละประมาณหนึ่งหมื่นบาท แต่พ่อแม่ก็ยอมจ่าย เพราะคิดว่ากำลังซื้ออนาคตให้ลูกวันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเลโก้ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นก็คือ เลโก้ในฐานะหนึ่งในธุรกิจครอบครัวที่คนรู้จักกันมากที่สุดในโลก

 

Gen 1 ก่อร่าง : อุปสรรคที่นำไปสู่โอกาส

          โอเล เคิร์ก คริสเตียนเซน (Ole Kirk Kristiansen) (1891-1958) เป็นช่างไม้รับสร้างบ้านในเมืองบิลลุนด์ ประเทศเดนมาร์ก ความตกต่ำทางเศรษฐกิจในช่วง The Great Depression ทำให้รายได้ของธุรกิจลดลงอย่างมาก โอเล ปรับตัวด้วยการนำทักษะช่างไม้มาใช้ในการผลิตของเล่นไม้จากเศษไม้ที่เหลือเพื่อหารายได้เสริม แต่ก็ไม่อาจกอบกู้ธุรกิจที่กำลังจะล้มละลายได้ ธุรกิจปิดตัวลง เขาตั้งบริษัทขึ้นใหม่ในปี 1932 และนี่คือจุดเริ่มต้นของเลโก้ ในช่วงแรกของเล่นที่เลโก้ผลิตนั้น ล้วนทำมาจากไม้ซึ่งเป็นวัสดุที่ โอเล มีความชำนาญ เช่น โยโย้ รถบรรทุกไม้ เป็ดไม้ลาก รวมถึงของใช้ในบ้านที่ทำจากไม้ เป็นต้น

          ในปี 1947 เลโก้เริ่มผลิตของเล่นที่ทำจากพลาสติก เนื่องจากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัสดุในการผลิตขาดแคลนและมีราคาสูง โอเล จึงหันไปลองใช้พลาสติกเป็นวัสดุในการผลิตของเล่น แม้เขาจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมาก่อนเลยก็ตาม และแม้ว่าในขณะนั้น ผู้บริโภคต่างมองว่าพลาสติกเป็นวัสดุคุณภาพต่ำ ไม่มีวันจะเทียบกับไม้ได้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ โอเล ลดละความพยายาม

          ไอเดียดีๆ มาได้จากทุกที่

          ไอเดีย ตัวต่อของเลโก้นั้นได้รับอิทธิพลมาจาก Self-Locking Building Bricks โดยบริษัท Kiddicraft Toy Company ซึ่งก่อตั้งโดย Hilary Fisher Page (1904-1957) ชาวอังกฤษ Hilary Page นั้นเชื่อมั่นในคุณสมบัติของพลาสติกเช่นเดียวกับโอเล เขาเชื่อว่าจะปลอดภัยและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทำของเล่นเด็ก และด้วยแม่พิมพ์แบบฉีด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในสมัยนั้น ตัวต่อพลาสติก Self-Locking Building Bricks ของ Kiddicraft ก็ถือกำเนิดขึ้น และออกวางตลาดในปี 1947

          ตัวอย่าง ตัวต่อของ Kiddicraft ถูกส่งถึงมือ โอเล และ Godtfred ลูกชายของเขาโดยผู้จำหน่ายแม่พิมพ์แบบฉีดนั่นเอง แค่วินาทีแรกที่เห็น โอเลและลูกชายก็เห็นถึงศักยภาพของตัวต่อพลาสติกของ Kiddicraft และไม่รอช้าที่จะพัฒนา ตัวต่อในแบบของตัวเอง เลโก้ เปิดตัว The Automatic Binding Bricks “ตัวต่อในแบบของเลโก้ในปี 1949 และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็น “Lego Brick” อย่างที่พวกเราคุ้นตากันในปัจจุบัน[2]

ตัวต่อพลาสติกของ Hilary Fisher Page


Proto Cr.: Chas Saunter (hilarypagetoys.com), CC BY-SA 2.0, https://commons.wikimedia.org


          ดีที่สุดเท่านั้นถึงจะดีพอ

          “Only the best is good enough” คือม็อตโตของเลโก้มาตั้งแต่ปี 1936 และบริษัทยังคงยึดถืออยู่จนถึงปัจจุบัน ม็อตโตนี้ถูกสร้างขึ้นโดย โอเล เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของ คุณภาพของสินค้าและการทำงาน มีเรื่องเล่าถึงที่มาของม็อตโตนี้ว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ Godtfred (G2) อวด โอเล พ่อของเขาว่า ผมใช้เคลือบเงาแค่ 2 ชั้นลงบนเป็ดไม้ของเล่น ก็สวยเงางามอย่างที่สุดแล้ว แถมยังประหยัดเงินอีกด้วย!ผลลัพธ์คือ โอเล สั่งให้ Godtfred กลับไปเคลือบเงารอบที่ 3 ให้ครบตามที่กำหนดไว้ เพราะในสายตาของ โอเล เป็ดไม้ที่เคลือบเงา 2 ชั้นนั้นคือสินค้าตกเกรด!

 

Gen 2 ต่อยอด : คิดเพิ่มจากฐานเดิม

          เลโก้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อสมาชิกรุ่นที่ 2 เข้ามาร่วมธุรกิจครอบครัว Godtfred Kirk Kristiansen (G2) ลูกชายของ โอเล ได้เข้าร่วมธุรกิจครอบครัวในฐานะรองกรรมการผู้จัดการของ The LEGO Group[3]  ในปี 1954 และได้ขึ้นเป็น Managing Director ในปี 1957 ผลงานของเขาในช่วง 16 ปี ที่อยู่ในตำแหน่ง ได้ยกระดับ ตัวต่อเลโก้จาก Good Toy สู่ Great Toy

          Perfect LEGO Bricks

          Godtfred ผลักดันแนวคิด ระบบของเล่นหรือ “Toy System” ซึ่งเขาได้ไอเดียนี้จากการพูดคุยกับลูกค้าต่างประเทศในงานแสดงสินค้า หัวใจของ ระบบของเล่นก็คือ เลโก้แต่ละกล่อง หรือแต่ละชุดที่ขายไปนั้น จะต้องสามารถนำมาต่อรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับเลโก้ชุดอื่นๆ เกิดเป็นระบบตัวต่อที่สามารถขยายออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยข้อจำกัดเดียวของ ระบบของเล่นที่เลโก้สร้างขึ้นมาก็คือจินตนาการของคนต่อนั้นเอง

          อุปสรรคของการสร้างระบบของเล่นนี้ก็คือ ตัวต่อเลโก้ในขณะนั้นยังไม่สามารถยึดติดกันได้ดีพอ และยังไม่สามารถดัดแปลงให้ต่อในรูปแบบต่างๆ ได้มากพอ Godtfred และทีมงานใช้เวลาหลังจากนั้น 4 ปี ออกแบบและพัฒนาตัวต่อให้ยึดติดกันได้ดีขึ้น และสามารถดัดแปลงให้ต่อในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากดีไซน์ของตัวต่อแบบใหม่ รวมถึงการใช้พลาสติก ABS เป็นวัสดุใหม่ในการผลิต[4]  ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่ Modern Lego Bricks ที่เปิดตัวในปี 1958[5]  “ตัวต่อเลโก้ใหม่ที่ผลิตขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงสามารถนำมาต่อร่วมกับตัวต่อเลโก้ที่ผลิตขึ้นในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ การต่อยอดจากฐานเดิมที่คนรุ่นพ่อได้วางไว้ถือเป็นความได้เปรียบที่ธุรกิจอื่นๆ ต้องอิจฉา แต่แม้จะมีฐานที่มั่นคงแล้ว การต่อยอดของเลโก้ก็ยังต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากกว่าจะได้ ตัวต่อที่สมบูรณ์แบบดังเช่นในปัจจุบัน

แบบและขนาดของ Modern Lego Bricks


Proto Cr.: Wikimedia Commons

          แต่แม้จะมีสินค้าที่ เพอร์เฟ็กต์แล้วก็ตาม กระแสของความเปลี่ยนแปลงก็ยังตามมาเล่นงานเลโก้อีก ครั้งในช่วงทศวรรษที่ 90 เมื่อสิทธิบัตร ตัวต่อพลาสติกหมดอายุลง และเด็กๆ หันไปสนใจเครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ และเกมส์คอมพิวเตอร์ เลโก้ตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากอีกครั้ง เลโก้พยายามที่จะดึงธุรกิจขึ้นมาจากหลุมดำด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ตั้งแต่การขยายไลน์เสื้อผ้า การกระโจนเข้าสู่ตลาดเกมส์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการสร้าง Theme Park ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการดำดิ่งของผลประกอบการได้

          ในปี 1998 เลโก้รายงานผลประกอบการขาดทุนครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจมา


Gen 3 รักษา : วิกฤติกับการเข้ามาของผู้บริหาร คนนอก

          วิกฤติของเลโก้ดำเนินมาจนถึงช่วงปลายปี 2004 บริษัทก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของผู้บริหารสูงสุด หลังจากที่สมาชิกครอบครัวผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเป็น CEO นับตั้งแต่ Ole Kirk Kristiansen รุ่นที่ 1 มายัง Godtfred Kirk Kristiansen รุ่นที่ 2 และ Kjeld Kirk Kristiansen รุ่นที่ 3 Kjeld ทายาทเลโก้รุ่นที่ 3 ตัดสินใจลงจากตำแหน่ง CEO และแต่งตั้งให้ Jørgen Vig Knudstorp อดีตที่ปรึกษาทางธุรกิจจาก McKinsey เข้ามารับหน้าที่ CEO ของเลโก้ การเข้ามาของ Jørgen ได้พลิกธุรกิจของเลโก้จากติดลบมาเป็นบวกภายใน 1 ปี โดยกำไรสุทธิของเลโก้ในปี 2005 อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท จากการขาดทุนกว่า 9,000 ล้านบาท ในปี 2004

          ผู้บริหาร คนนอกกับแนวคิดใหม่ในการบริหารธุรกิจ

          Jørgen ถือเป็นคนนอกครอบครัวคนที่ 2[6]  ที่เข้ามารับตำแหน่ง CEO ของธุรกิจเลโก้ในช่วงเวลา 72 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท Jørgen เปลี่ยนแปลงเป้าหมาย วิธีการทำงาน รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรเกือบจะ 180 องศา ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนที่ว่า เลโก้จะต้องเป็นบริษัทผลิตของเล่นที่ดีเยี่ยมสำหรับเด็กๆ แต่ก็ต้องทำกำไรได้ด้วย ก่อนหน้าวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2000-2003 ผลประกอบการไม่เคยเป็นสิ่งที่พนักงานหรือผู้บริหารต้องกังวล” Niels Sandal ผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่น และพนักงานที่ทำงานให้กับเลโก้มานานกว่า 22 ปี ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Fortune แต่ Jørgen ไม่เห็นเช่นนั้น และนโยบายการลดพนักงานถูกนำมาใช้ในทันที

          นอกจากนี้ การทำตลาดโดยอิงกระแสภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยม เช่น Star Wars ก็ถูกนำมาใช้ ซึ่งตอนแรกก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากพนักงานและผู้บริหารภายในองค์กรที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีคำว่า “Wars” อยู่ใต้แบรนด์เลโก้ซึ่งเป็นของเล่นที่สร้างสรรค์มาสำหรับเด็ก ระยะเวลาการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อออกสู่ตลาดก็ถูกลดเวลาลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 12 เดือน

ความหลากหลายของตัวต่อเลโก้ที่ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็ถูกลดลง เช่น จากพ่อครัวที่มีสองแบบ คือ พ่อครัวที่มีหนวด กับพ่อครัวที่ไม่มีหนวด หลังการต่อสู้ที่ยาวนาน (ภายในองค์กร) มีเพียงพ่อครัวที่มีหนวดเท่านั้นที่อยู่รอดจนถึงปัจจุบัน การขาย Theme Park หลายแห่ง รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตโดยการสร้างโรงงานใหม่ในประเทศกลุ่มยุโรปตะวันออกก็เป็นอีกกลยุทธ์ในการลดต้นทุนที่ถูกนำมาใช้ด้วย ธุรกิจครอบครัวเปิดโอกาสให้คุณคิดระยะยาวได้ และยังสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วด้วย” Jørgen แชร์มุมมอง คนนอกที่ทำงานในธุรกิจครอบครัวมานาน ผมสามารถคุยกับผู้ถือหุ้นในตอนเช้า และได้ข้อสรุปในตอนเย็นนี่คือข้อได้เปรียบของธุรกิจครอบครัว

          คนในกล้า + คนนอกเก่ง

          การยอมรับว่า คนในครอบครัวไม่สามารถนำพาธุรกิจฝ่าวิกฤติต่อไปได้คือความกล้าหาญของครอบครัว Kirk Kristiansen ที่น่ายกย่อง และพวกเขาก็มีสายตาที่แหลมคมพอที่จะเลือก Jørgen “คนเก่งที่ใช่มารับภารกิจที่สำคัญนี้ และ Jørgen ก็ทำได้สำเร็จ ในระยะเวลา 13 ปี เขาเปลี่ยนเลโก้จากบริษัทที่ใกล้จะล้มละลายให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นที่ทำกำไรมากที่สุดในโลก (รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าในช่วงเวลาที่เขาเป็น CEO) ปัจจุบัน เลโก้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ Niels B. Jacobsen คนนอกอีกคนที่เข้ามารับตำแหน่ง CEO ของเลโก้ในปี 2017 ต่อจาก Jørgen ที่เขยิบขึ้นไปเป็น Executive Chairman ของ The LEGO Group

Jørgen Vig Knudstorp ดำรงตำแหน่ง CEO ของเลโก้ในปี 2004-2017

Photo Cr.: https://medarbejdere.au.dk

Gen 4 Enjoy (Carefully!) : โครงสร้างดีก็จะไม่เหนื่อยและไม่ห่างจนเกินไป

          หากจัดโครงสร้างธุรกิจให้ดี สมาชิกครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยลงมานั่งบริหารธุรกิจเอง แต่ก็ต้องรักษา ระยะห่างให้ดี ปัจจุบัน (2021) Kirkbi A/S[7]  ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ ของตระกูลถือหุ้น 75% ใน Lego A/S[8]  ในขณะที่ The Lego Foundation องค์กรมูลนิธิของครอบครัว Kirk Kristiansen ที่มีเป้าหมายมุ่งพัฒนา การเล่นและ การเรียนรู้ของเด็กๆ ถือหุ้นในส่วนที่เหลืออีก 25%

โครงสร้างการถือหุ้นของครอบครัว Kirk Krishtiansen

 

หมายเหตุ: The LEGO Group หรือ The LEGO Brand Group เป็นหน่วยงานกลางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการนิติบุคคล LEGO A/S (บริษัทที่ดำเนินธุรกิจของเลโก้) Kirkbi A/S (บริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว) และมูลนิธิเลโก้

          โครงสร้างการถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งและมูลนิธิโดยสมาชิกครอบครัวไม่ลงมาถือหุ้นโดยตรงใน LEGO A/S (บริษัทที่ดำเนินธุรกิจ) นั้น ถือเป็นวิธีแยกความเป็นครอบครัวออกจากธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์ของครอบครัวให้คุยกันในบริษัทโฮลดิ้ง (Kirkbi A/S) ผลประโยชน์ของบริษัทให้คุยกันใน Lego A/S โดยสร้าง The LEGO (Brand) Group ขึ้นมาเป็นหน่วยงานบริหารที่กำกับดูแลทั้ง Kirkbi A/S, Lego A/S และ Lego Foundation ไปพร้อมๆ กัน แต่โครงสร้างในลักษณะนี้ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ครอบครัวอาจ ห่างจากธุรกิจมากเกินไป คือไม่รู้ความเป็นไปของธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่

          ครอบครัว Kirk Kristiansen แก้จุดอ่อนนี้ด้วยการส่ง Thomas Kirk Kristiansen ทายาทรุ่นที่ 4 มารับตำแหน่ง Deputy Chairman ของ The Lego (Brand) Group เพื่อเป็นหูเป็นตาของครอบครัวที่ลงมาดูแลความเป็นไปของธุรกิจในระดับที่ไม่ ห่างจนเกินไป และก็ไม่ เหนื่อยจนเกินกำลัง และที่แน่ๆ ครอบครัว Kirk Kristiansen ยังคงมีอำนาจเต็มที่ในการ เลือกว่าจะให้ใครเข้ามาเป็นผู้บริหารและบอร์ดของ Lego A/S ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว

          Active Owners ผู้ถือหุ้นทุกคนมีหน้าที่

          ผู้ถือหุ้นไม่ได้มีหน้าที่แค่รับเงินปันผล ครอบครัว Kirk Kristiansen ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของที่ Active และ Engaged โดยกำหนดให้ในแต่ละเจนเนอเรชั่นจะต้องมีสมาชิก 1 คนที่รับตำแหน่ง “The Most Active Owner” (MAO) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเพื่อคอยติดตาม ดูแลการดำเนินงานของ Lego A/S (ธุรกิจ), Lego Foundation (มูลนิธิ) และ Kirkbi (บริษัทโฮลดิ้งครอบครัว) อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันสมาชิกครอบครัวที่ดำรงตำแหน่ง MAO คือ Thomas Kirk Kristiansen (G4) ซึ่งจะปฏิบัติภารกิจ Active Owners ร่วมกับ MAO ของรุ่นที่ 3 ในขณะที่ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ทุกคนมีหน้าที่เสมือน ทูตของครอบครัวในการเผยแพร่ค่านิยม และวัฒนธรรมของครอบครัวเลโก้ต่อสาธารณชน เพิ่มเติมจากหน้าที่ตามปกติในการเป็นกรรมการในบอร์ดต่างๆ

          การส่งมอบธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น (Family Business Succession) ของเลโก้ไม่ใช่การส่งต่อตำแหน่งบริหารของ Lego A/S แต่เป็นการส่งต่อตำแหน่งกรรมการของ The LEGO Group, Kirkbi A/S และ The Lego Foundation โดยในปี 2016 Kjeld (G3) ถอยตัวเองลงมาเป็นเพียงกรรมการคนหนึ่ง ในขณะที่ผลักดันให้ Thomas (G4) ขึ้นรับตำแหน่งเป็น Deputy Chairman ของ The LEGO Group ในขณะที่ในบอร์ดของมูลนิธิ Kjeld (G3) ก็ถอยตัวเองมาเป็นเพียง Deputy Chairman และให้ Thomas (G4) ขึ้นรับตำแหน่ง Chairman แทนตัวเขา

          อย่างไรก็ดี Kjeld ยังคงดำรงตำแหน่ง Chairman ของ Kirkbi A/S ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวตามธรรมเนียมที่ว่า ประธานบอร์ดของ Kirkbi A/S ต้องเป็น คนในและประธานบอร์ดของ Lego A/S ต้องเป็น คนนอก

สี่เจนเนเรชั่นของครอบครัว Kirk Kristiansen

 

ที่มา: ผู้เขียนจากข้อมูลใน Wikipedia

กล้าที่จะเปลี่ยนคือจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ

          John L. Ward ปรมาจารย์ด้านธุรกิจครอบครัวชาวสหรัฐฯ ชื่นชมแนวความคิดที่ว่า “We’re in the business of business” (พวกเราอยู่ในธุรกิจของการทำธุรกิจ) ว่าเป็นจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่แท้จริง ผู้ประกอบการที่เชื่อมั่นในแนวคิดนี้จะไม่มองว่าการเปลี่ยนแปลง เช่น การปิดโรงงานแห่งแรกของบริษัท หรือการยกเลิกที่จะผลิตสินค้าดั่งเดิมที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท ฯลฯ จะทำให้พวกเขาสูญเสียอัตลักษณ์ หรือแก่นแท้ของธุรกิจไปแต่อย่างใด

          เลโก้อาจไม่มีวันนี้ ถ้าหากวันนั้น โอเล ยังคงยึดติดกับการเป็นช่างไม้ที่รับสร้างบ้านโดยไม่มองว่าทักษะช่างไม้ที่ตนมีสามารถนำมาใช้ในการทำมาหากินด้านอื่นๆ ได้อีก ธุรกิจที่เริ่มต้นโดยคนรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายนั้น ได้ทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดีแล้วในการสร้างรากฐานเพื่อการต่อยอดหรือแตกหน่อธุรกิจใหม่ๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ามารับช่วงสืบทอดธุรกิจจะมองเห็นและสามารถใช้ประโยชน์จากรากฐานดังกล่าวได้อย่างไร

          สปิริตของความเป็นผู้ประกอบการมักจะมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในคนรุ่นบุกเบิกผู้ก่อตั้งธุรกิจ แต่มักจะมลายหายไปในคนรุ่นต่อๆ มา ซึ่งบางครั้งความสูญสลายไปของความเป็นผู้ประกอบการในทายาทรุ่นหลังก็อาจเป็นผลมาจากความยึดติดของคนรุ่นผู้บุกเบิกนั้นเองด้วย

          จะไปเปลี่ยนทำไม ของก็ยังขายดีอยู่” “เค้าก็ทำกันแบบนี้แหละ ธุรกิจถึงโตมาได้ขนาดนี้คำพูดเหล่านี้แว่วดังในห้องประชุมของหลายธุรกิจครอบครัว แต่โลกไม่ได้หยุดนิ่ง การเตรียมพร้อมสำหรับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวจึงหมายถึงการเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวสินค้า เทคโนโลยีใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหาร แนวทางการทำธุรกิจ รวมไปถึงการค้นหาและรับเอา คนนอกที่มีความสามารถเข้ามาเพื่อเป็นตัวช่วยในช่วงเวลาที่สถานการณ์ และความต้องการขององค์กรเปลี่ยนแปลงไป

 

มารู้จัก LEGO Group

เลโก้ กรุ๊ป (LEGO Group) เป็นธุรกิจครอบครัวที่ผลิตและจำหน่าย ระบบตัวต่อพลาสติกภาพใต้แบรนด์ LEGO ของเล่นที่มีจำหน่ายในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ธุรกิจครอบครัวเลโก้ก่อตั้งโดย โอเล เคิร์ก คริสเตียนเซน (Ole Kirk Kristiansen) (1891-1958) มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองบิลลุนด์ ประเทศเดนมาร์ค LEGO มาจากคำในภาษาเดนมาร์กที่ว่า ‘Leg Godt’ แปลว่า เล่นได้ดี ‘Play Well’

ปัจจุบัน เลโก้ กรุ๊ป อยู่ภายใต้การบริหารงานของ Niels B. Christiansen (CEO) ผู้บริหารมืออาชีพที่เข้ามาร่วมงานกับเลโก้ในปี 2017 และ Jørgen Vig Knudstorp (Executive Chairman) อดีต CEO ของเลโก้ที่ร่วมงานมาตั้งแต่ปี 2004 (ภายหลังการลงจากตำแหน่ง CEO ของ Kjeld Kirk Kristiansen ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล) ปัจจุบัน เลโก้ยังถือเป็นธุรกิจของครอบครัว Kirk Kristiansen โดยมี Kjeld Kirk Kristiansen (G3) และลูกๆ ของเขา (G4) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (ผ่าน KIRKBI A/S และ The Lego Foundation)

เลโก้ถือเป็นผู้ผลิตของเล่นที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งแต่ปี 2015 โดยมียอดขายมากกว่า 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2019) มีพนักงานมากกว่า 18,800 คน (2019) ในธุรกิจผลิตของเล่น เลโก้สโตร์ใน 20 ประเทศ ธุรกิจ Theme Park ภายใต้ชื่อ Legoland ภาพยนตร์ รายการทีวี วิดีโอเกมส์ และหนังสือ เป็นต้น เลโก้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Fortune และสมาคมผู้ค้าปลีกของเล่นแห่งสหราชอาณาจักรให้เป็น ของเล่นแห่งศตวรรษในปี 1999


References

  • Family Capital, “Lego’s restructuring: Three lessons for family businesses,” https://www.famcap.com, December 2016
  • Godtfred Kirk Christiansen, https://en.wikipedia.org/wiki/Godtfred_Kirk_Christiansen, March 2021
  • Hilary Page, https://en.wikipedia.org/wiki/Hilary_Page, March 2021
  • John L. Ward, “Perpetuating the Family Business,” Palgrave Macmillan UK, 2004
  • KIRKBI A/S, https://www.kirkbi.com, March 2021
  • Kjeld Kirk Kristiansen, https://en.wikipedia.org, March 2021
  • Lego, https://en.wikipedia.org/wiki/Lego, March 2021
  • Lego Group, https://en.wikipedia.org/wiki/The_Lego_Group, March 2021
  • Niels Christiansen, https://en.wikipedia.org, March 2021
  • Ole Kirk Christiansen, https://en.wikipedia.org/wiki/Ole_Kirk_Christiansen, March 2021
  • Sarah Reid, “Life at the world’s largest toymaker,” https://cmgpartners.ca, April 2020


[1] “As a family owner, if you want to own something for 150 years, there will always be another crisis.” - Kjeld Kirk Kristiansen

[2] “Lego Brick” เผยโฉมในปี 1953 ในช่วงแรกนั้น เลโก้ ยังไม่ได้ซื้อสิทธิบัตรการออกแบบ ตัวต่อจาก Hilary Page และ Kiddicraft จนกระทั้งเมื่อเลโก้ขยายตลาด และเริ่มขายตัวต่อในยุโรปตะวันตก (รวมถึงในอังกฤษ) จึงนำไปสู่การจ่ายค่าสิทธิบัตรให้แก่ Hilary Page และ Kiddicraft จนครบถ้วนในปี 1981 อย่างไรก็ดี Hilary Page ไม่ได้อยู่จนถึงวันที่เขาได้รับค่าตอบแทนจากสิ่งที่เขาประดิษฐ์ Hilary Page ฆ่าตัวตายจากความกดดันทางธุรกิจในปี 1957 

[3] The LEGO Group หรือ The LEGO Brand Group เป็นหน่วยงานกลางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการนิติบุคคล LEGO A/S ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจของเลโก้ (Operating Company) Kirkbi A/S บริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว และมูลนิธิเลโก้

[4] วัสดุใหม่ที่ใช้ในการผลิต คือ ABS (acrylonitrile butadiene styrene) polymer และเลโก้ได้จดสิทธิบัตร ตัวต่อใหม่นั้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1958

[5] 1958 เป็นปีเดียวกับที่ โอเล ผู้ก่อตั้งเลโก้เสียชีวิตพอดี

[6] ผู้บริหารคนนอกคนแรกที่เข้ามา คือ Vagn Holck Andersen ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ของเลโก้เป็นเวลา 6 ปี ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Godtfred (G2) กับ Kjeld (G3) ลูกชายของเขาที่ถูกวางตัวเพื่อเป็น CEO คนต่อไป Kjeld ขึ้นเป็น CEO ของเลโก้ในปี 1979 เมื่อเขามีอายุ 31 ปี และอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นเวลา 25 ปี

[7] Kirkbi A/S ก่อตั้งขี้นในปี 1983 บริษัทมีการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในหลายอุตสาหกรมม รวมถึงถือหุ้น 30% ใน Merlin Entertainment ที่เป็นเจ้าของ Legoland Theme Parks ด้วย

[8] บริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายของเล่นเลโก้

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน