THE GURU • FUND FOCUS

วัดชีพจรตราสารหนี้ & กองทุนตราสารหนี้ยุคโควิด-19

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

New Normal กับพฤติกรรมนักลงทุน

            ปีนี้นักลงทุนน่าจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” นั้นเป็นอย่างไร แถมเป็นความเสี่ยงในหลายมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาขึ้นลงหรือกำไรขาดทุน แต่ยังมีเรื่องสภาพคล่อง เช่น การปิดกองทุนตราสารหนี้ และยังมีเรื่องปัญหาทางกายภาพ เช่นราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate ติดลบเพราะความกังวลเรื่องคลังน้ำมัน เมื่อได้เจอประสบการณ์ใหม่ ที่มาแรงและเร็ว ก็เชื่อว่าจะช่วยให้นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น หาข้อมูลเบื้องลึกมากขึ้น เหล่านี้คือ New Normal ในเชิงการลงทุน

            ส่วน New Normal ในเชิงการใช้ชีวิต เชื่อว่าคนไทยมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีอยู่แล้ว แต่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องพยายามคาดการณ์ล่วงหน้ามากไป เพราะสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่อาจจะติดตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างใกล้ชิดขึ้น แล้วค่อยๆ ปรับตัวพร้อมหาโอกาสทั้งด้านการลงทุน การทำงานและทางธุรกิจ ที่จะค่อยๆ เผยออกมา

            และต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ ได้มีพัฒนาการต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต ซึ่ง “อดีต” ไม่ได้หมายความแค่ 20-30 ปีล่าสุด แต่อาจจะย้อนไปในระดับหลายร้อยหรืออาจจะเป็นพันปี ซึ่งจะเห็นว่า พฤติกรรมพื้นฐานและความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ก็ยังคงเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป รูปแบบอาจจะเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัยและเทคโนโลยี แต่เนื้อหายังคงเดิม หากเรามองย้อนไปในอดีตที่ครอบคลุมมากขึ้น เราอาจจะเห็นรูปแบบหรือวัฏจักรที่ซ้ำกัน

 

ทิศทางตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้จากสถานการณ์โควิด-19

            ก่อนจะพูดถึงสถานการณ์โควิด-19 ขอทบทวนหลักการพื้นฐานของตราสารหนี้ก่อนเล็กน้อย

            ข้อแรก ราคาตราสารหนี้กับอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะผกผันกัน ถ้าเรากำลังพูดถึงตราสารหนี้ที่มีอยู่ในตลาดแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้จะลดลง และในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น

            ข้อสอง ตราสารหนี้ที่มีลักษณะอื่นๆ เหมือนกัน ต่างกันที่อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว ตัวที่มีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วต่ำกว่า หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนไป ก็จะมีราคาผันผวนกว่า

            ข้อสาม ตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวกว่า ก็จะมีความผันผวนสูงกว่าจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด

            ส่วนสถานการณ์ตราสารหนี้ช่วงที่ผ่านมา ขออัพเดตให้ทราบก่อนว่า หลังจากเข้าไตรมาส 2 เป็นต้นมา ภาวะตลาดมีความนิ่งขึ้นมาก แต่ถ้ากล่าวถึงการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินโดยรวม ในช่วงกลางจนถึงปลายไตรมาส 1 ของปีนี้ มีความผันผวนสูงมาก

            ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น เกิดความผันผวน ตราสารหนี้ก็มักจะยังเป็นที่วางใจได้ในความมั่นคง ซึ่งคำว่ามั่นคงไม่ได้แปลว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดไม่ขยับ แต่จะขยับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ราคาตราสารหนี้ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด จึงไม่ผันผวนมาก แต่ในสถานการณ์คราวนี้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดของตราสารหนี้กลับผันผวนขึ้นลงแรงตามหุ้น น้ำมันดิบ และทองคำ บางวันตลาดดูจะกลับมาบวกดีมาก แต่ผ่านไปอีกวันก็กลับมาแย่มาก ลักษณะเช่นนี้มีให้เห็นหลายครั้งในช่วงปลายไตรมาส 1 ที่ผ่านมา

            และเมื่อสิ่งที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นที่วางใจได้ กลับกลายเป็นผันผวนตามสินทรัพย์อื่นๆ จึงกระทบต่อนักลงทุนกลุ่มที่ต้องการความแน่นอน เกิดเป็นแรงขายที่สูงขึ้น

            นอกจากนั้น จะเห็นว่า ช่วงปลายปี 2562 ซึ่งยังไม่เกิดสถานการณ์โควิด-19 อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ก็อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 5 ปี ณ ต้นปี 2562 มีผลตอบแทน 2.5% ต่อปี และ ณ สิ้นปี ลดลงเหลือประมาณ 1.7% ต่อปี แต่ในเดือนมีนาคม 2563 ปรากฏว่าร่วงลงไปถึงระดับ 0.4% ต่อปี แล้วก็แกว่งขึ้นมาที่ 0.8% ต่อปี ในเวลาเพียงสัปดาห์เศษๆ

            ด้านตลาดตราสารหนี้ไทยก็เช่นกัน เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี เมื่อต้นปี 2562 ให้ผลตอบแทน 2.08% ต่อปี และปลายปีกลับลงมาเหลือ 1.26% ต่อปี แต่แล้วในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ยิ่งลงมาต่ำถึง 0.68% ต่อปี ก่อนจะวิ่งกลับขึ้นไปถึงระดับ 1.41% ต่อปี ในเวลาแต่สัปดาห์เศษๆ

            ดูจากตัวเลขเหมือนจะไม่มากมาย แต่ในวงการตราสารหนี้ ลักษณะเช่นนี้ถือว่าผันผวนสูงมาก และในภาวะที่ดอกเบี้ยหน้าตั๋วของตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำมาอยู่แล้วแต่เดิม ความผัวผวนเช่นนี้ยิ่งทำให้ราคาตราสารหนี้เหวี่ยงแรงขึ้นไปอีก

            อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ก้าวเข้ามา ตั้งแต่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.5% ต่อปี พร้อมกับจับมือสำนักงาน ก.ล.ต. แถลงสร้างความมั่นใจให้ตลาด จนต่อมากลายเป็นกองทุน BSF ซึ่งทำให้ภาวะตราสารหนี้ในภาพรวมตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 มีความนิ่งขึ้นมาก

            กระนั้น นักลงทุนต้องตระหนักว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โอกาสที่จะลดต่ำกว่านี้ แม้จะมีอยู่ แต่ในระยะต่อไป โอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นก็มีเช่นกัน ซึ่งนักลงทุนควรระวังปัจจัยนี้มากขึ้นในอนาคต

 

ความเชื่อมั่น-ความน่าลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนตราสารหนี้

            หลักการลงทุนยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง คือหากดูที่ความผันผวนของราคาตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ก็ยังคงผันผวนต่ำกว่าหุ้นและกองทุนหุ้น ยังสามารถตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการความแน่นอน แต่ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19

อย่างล่าสุดสภาพัฒน์ก็เพิ่งประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2563 ว่า ติดลบ 1.8% ซึ่งลบหนักสุดในรอบ 8 ปี ก็สะท้อนได้ต่อไปว่า ผลประกอบการของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้บางรายก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งถ้าได้รับผลกระทบมากถึงระดับหนึ่ง ก็อาจถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งก็จะกลับมากระทบต่อราคาของตราสารหนี้รายนั้นในที่สุด

            ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามข่าวสารใกล้ชิดขึ้น และต้องไม่ลืมหลักการกระจายสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่ที่สำคัญ ต้องลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง

 

แนวทางเลือกตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ที่น่าสนใจและปลอดภัย

            อันดับแรกต้องเข้าใจประเภทความเสี่ยงหลักจากการลงทุนในตราสารหนี้

            ข้อแรก ความเสี่ยงด้านตลาด หรือด้านราคา คือโอกาสที่ราคาตราสารจะเพิ่มลดตามภาวะตลาด

            ข้อสอง ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ หรือโอกาสที่ผู้ออกตราสารหนี้จะผิดนัดชำระหนี้

            ข้อสาม ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือโอกาสที่ผู้ลงทุนจะขายตราสารหนี้ได้ช้า หรือถ้าต้องรีบขายก็จะขายได้ในราคาไม่ดี เพราะมีปริมาณซื้อขายในตลาดน้อย หรือมี spread กว้างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย

            หากจะแนะนำว่า ควรเลือกตราสารหนี้อย่างไรดี ต้องเข้าใจภาวะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเสียก่อน ว่าอยู่ในระดับสูงหรือต่ำ และอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง สองเรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าควรลงทุนในตราสารหนี้แบบใด หรือบางครั้งอาจจะใช้ตัดสินใจได้เลยเช่นกัน ว่าช่วงนี้ควรลงทุนในตราสารหนี้หรือไม่

            ซึ่งจะเห็นว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง โดยในแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง เราจะเห็นรายละเอียดด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลงมานานและลงมาลึก แม้จะลงต่อได้อีก หรืออาจจะถึงขนาดลงไปติดลบเช่นในต่างประเทศ แต่ก็น่าจะมีพื้นที่ให้ลงต่อได้ไม่มากเท่าที่ลงมาแล้ว

            ในช่วงที่ดอกเบี้ยยังเป็นขาลง นักลงทุนอาจจะยังพอถือตราสารหนี้หรือกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวสักหน่อยได้ เช่น 2-3 ปี หรืออาจจะถึง 5 ปี แต่หากต่อไปอัตราดอกเบี้ยเริ่มไม่ลดลงแล้ว ก็อาจจะพิจารณาลดความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการขยับมาถือตราสารหนี้หรือกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือน้อยลง เช่น ไม่เกิน 1 ปี

            ซึ่งการจะทราบได้ว่ากองทุนตราสารหนี้ที่ถืออยู่ ตราสารหนี้ในกองทุนนั้นมีอายุคงเหลือเฉลี่ยเท่าไร ก็สามารถตรวจสอบได้ใน Fund Fact Sheet รายเดือน ซึ่งจะมีการระบุไว้ชัดเจน และควรตรวจสอบรายงานลงทุนรายเดือนด้วย ว่าในกองทุนนั้นถือตราสารหนี้อะไรอยู่บ้าง เพื่อจะได้พิจารณาตราสารหนี้ตัวหลักๆ ว่าเครดิตเรตติ้งล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

            ส่วนนักลงทุนที่ถือตราสารหนี้รายตัว ก็ต้องหมั่นตรวจสอบงบการเงินของบริษัท และอ่านรายงานล่าสุดของบริษัทจัดเครดิตเรตติ้ง เพื่อให้รู้ว่ามีการปรับเปลี่ยนมุมมองของตราสารหนี้ที่เราถืออยู่หรือไม่

            ส่วนนี้ก็เป็นการย้ำว่า นักลงทุนยุคนี้ต้องทำการบ้านละเอียดขึ้น ไม่สามารถซื้อแล้วถือลืมได้อีกต่อไป ซึ่งหากนักลงทุนทำการบ้านสม่ำเสมอ ก็จะมีความเสี่ยงน้อยลง

 

มุมมองการลงทุนครึ่งปีหลัง

          จนถึงตอนนี้ มีสองประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป

          ข้อแรก สถานการณ์โควิด-19 จะสงบราบคาบได้เมื่อไร ซึ่งข้อนี้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะค้นพบวัคซีนหรือยารักษาโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลจริงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งเท่าที่อ่านข้อมูลจากแหล่งต่างๆ พบว่า เรื่องนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายไตรมาส อาจจะต้องรอถึงปี 2564 เพราะการนำยาออกมาใช้ในวงกว้าง จะต้องใช้เวลาทดสอบให้แน่ใจ  

          ข้อสอง สถานการณ์โควิด-19 เท่าที่เกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งต่อไปน่าจะได้เห็นตัวเลขจริงกันมากขึ้น อย่างที่ได้เห็นตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 1/2563 กันไปแล้ว หากต่อไปได้เห็นตัวเลขไตรมาส 2/2563 ก็น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะต้องใช้เวลาแค่ไหนในการฟื้นตัวกลับไประดับเดิม

            รวมถึงงบการเงินไตรมาส 1/2563 ของบริษัทจดทะเบียน ก็เปิดเผยออกมาแล้ว แม้จะมีบางบริษัทที่ขอเลื่อนการส่งงบการเงิน แต่ส่วนใหญ่จะเห็นว่าผลประกอบการอ่อนแอลงพอสมควร โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น สายการบิน และ โรงแรม

            ดังนั้น ในครึ่งปีหลัง น่าจะเป็นเรื่องของการติดตามดูตัวเลขเศรษฐกิจจริง ว่าจะแย่มากหรือน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้แค่ไหน หากแย่น้อยกว่าที่คาด ก็มีโอกาสที่สินทรัพย์การลงทุนต่างๆ จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ใครที่ซื้อไว้ถูกจังหวะ ก็มีโอกาสได้กำไรดี

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน