THE GURU • FUND FOCUS

จุดอ่อนของ Suitability Test การจัดพอร์ตตามความเสี่ยง

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

ทางเลือกในการจัดพอร์ต

ตามเป้าหมาย & ตามอายุผู้ลงทุน

          การเติมเงินใหม่ได้อย่างต่อเนื่องนั้น จึงมีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับการสร้างฐานะให้เติบโต ซึ่งผู้ลงทุนและคนทำงานไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

          ท่านผู้อ่านการเงินธนาคารคงเคยผ่านขั้นตอนการเปิดบัญชีหลักทรัพย์กันมาแล้ว และเชื่อว่าหลายท่านก็น่าจะทำมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการเปิดบัญชีหุ้นและบัญชีกองทุนรวม

          และในช่วงที่ผ่านมา นับว่าวงการตลาดทุนไทยมีพัฒนาการขึ้นอีกขั้น ด้วยการมีแบบฟอร์มมาตรฐาน (Single Form) สำหรับการทำธุรกรรมในตลาดทุน ให้บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ยึดถือเป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่ง Single Form นี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ 1) ข้อมูลส่วนตัวประกอบการเปิดบัญชี และ 2) แบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน (Suitability Test)

 

แกะรายละเอียด Suitability Test

          ส่วนของ Suitability Test ตามมาตรฐาน Single Form จะประกอบด้วยคำถามหลัก 10 ข้อได้แก่ 1) ช่วงอายุ 2) สัดส่วนภาระการเงินและค่าใช้จ่ายประจำเทียบกับรายได้ 3) สถานภาพทรัพย์สินเทียบกับหนี้สิน 4) ประสบการณ์ลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ 5) ระยะเวลาที่คาดว่าจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน 6) ความสามารถในการรับความเสี่ยง (ตั้งแต่ระดับที่เงินต้นต้องปลอดภัย จนถึงระดับที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุดแต่อาจเสี่ยงสูญเงินต้นส่วนใหญ่)

          7) รูปแบบกลุ่มการลงทุนที่สบายใจสุด (ตั้งแต่ผลตอบแทน 2.5% โดยไม่ขาดทุน จนถึงระดับผลตอบแทนสูงสุด 25% แต่อาจขาดทุนได้ถึง 15%) 8) ความรู้สึกเมื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงแต่โอกาสขาดทุนก็สูงตาม 9) ระดับผลขาดทุนที่จะเริ่มกังวล (5% ไปจนถึง มากกว่า 20%) และ 10) หากขาดทุน 15% แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป (ตั้งแต่การขายทิ้ง ไปจนถึงการซื้อเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุน)

          และคำถามทั้ง 10 ข้อ จะแบ่งออกได้เป็น 2 หมวดหลักได้แก่ ความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability to take risk) ซึ่งเน้นพิจารณา ตามความจริงของบุคคลนั้นๆ โดยคำถามในหมวดนี้ประกอบด้วยข้อ 1 ถึง 5 และ ความพอใจในการรับความเสี่ยง (Willingness to take risk) ซึ่งเน้นพิจารณา ตามใจของบุคคลนั้นๆ โดยคำถามในหมวดนี้ประกอบด้วยข้อ 6 ถึง 10

          ประเด็นสำคัญคือ วงการแนะนำการลงทุนในสัดส่วนไม่น้อย เน้นใช้ผลจาก Suitability Test มาเป็นโครงหลักในการจัดแผนลงทุนที่ยึดโยงตามระดับความเสี่ยง โดยมักแบ่งเป็น 5 ระดับ เริ่มจากเสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง ไปจนถึงเสี่ยงสูง ซึ่งกลไกสำคัญคือ เมื่อรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ก็จะมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นไปด้วย


          เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในตาราง ซึ่งเป็นตัวเลขผลงานจริงในอดีต จะเห็นได้ชัดว่า หาก Suitability Test แนะนำว่าผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับสูงสุด ก็จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเกือบ 12% ต่อปี แต่ในทางกลับกัน หาก Suitability Test แนะนำว่าผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำสุด ผลตอบแทนที่คาดหวังก็จะเหลือเพียงประมาณ 3.5% ต่อปี

          เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคิดว่าก็เหมาะสมแล้ว คือรับความเสี่ยงในระดับใด โอกาสได้รับผลตอบแทนก็จะสัมพันธ์กันตามนั้น ซึ่งก็เป็นจริงอยู่ หากพิจารณาจัดแผนลงทุนตามระดับความเสี่ยง

 

ปัญหาของ Suitability Test

          แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หากผู้ลงทุนมีการตั้งเป้าหมายลงทุนระยะยาว และคำนวณแล้วพบว่า ต้องรับความเสี่ยงในระดับสูง เพื่อเปิดโอกาสได้ผลตอบแทนระดับสูง เช่น 12.0% ต่อปี จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้จริงในช่วงชีวิต แต่เมื่อทำ Suitability Test แล้วผลชี้ว่า เหมาะกับแผนลงทุนความเสี่ยงต่ำ เท่านั้น ซึ่งโอกาสในการได้รับผลตอบแทนก็จะลดลงมากด้วย เช่น เหลือเพียง 3.5% ต่อปี เท่ากับว่า หากยึดตามคำแนะนำจาก Suitability Test เขาแทบไม่มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาวได้เลย เนื่องจากเปิดรับความเสี่ยงไม่สูงพอ

          ซึ่งเหตุผลหลักส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามที่ได้นำเสนอไปแล้วในเบื้องต้น นั่นก็คือ Suitability Test ยอมให้ผู้ลงทุนรับความเสี่ยง ตามใจ” (Willingness to take risk) ได้ถึงครึ่งหนึ่ง (5 จาก 10 ข้อ) แม้การทำตามใจนั้น อาจทำให้เขาสูญเสียโอกาสบรรลุเป้าหมายระยะยาวไปแทบจะสิ้นเชิงก็ตาม

 

หรือควรเลิกตามใจ แล้วเน้นที่เป้าหมาย?

          บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ให้ยกเลิก Suitability Test เพราะ Suitability Test ก็มีความดีงามในด้านที่ช่วยให้ผู้ลงทุนมีพอร์ตที่ลงตัวทั้งในเชิงตามจริงและตามใจควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี หากใครพบว่าตัวเองมีเป้าหมายทางการเงินที่ต้องรับความเสี่ยงต่างจากระดับที่ Suitability Test แนะนำ บทความนี้ก็พอจะช่วยจุดประกายให้เห็นแนวทางเพิ่มเติมได้บ้าง

          ใครที่สามารถรับความเสี่ยงต่ำกว่าระดับที่ Suitability Test แนะนำ เช่น มีทรัพย์สินมากพอหรือมีรายได้รายเดือนสูงพอที่จะไม่ต้องเปิดรับความเสียงในระดับสูง ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะหากจะเปิดรับความเสี่ยงตามผล Suitability Test (ซึ่งสูงกว่าความจำเป็น) ก็ยิ่งดีต่อการเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว แต่หากใครจำเป็นต้องรับความเสี่ยงสูงกว่าระดับที่ Suitability Test แนะนำไว้ ก็อาจต้องพิจารณา ตัดใจ และ ตัดสินใจ เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นโดยใช้ แผนลงทุนที่มีโอกาสตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวได้จริง (goal-based portfolio)

          ตัวอย่างเช่น หากคำนวณแล้วพบว่าต้องได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี ก็อาจจำเป็นต้องลงทุนแบบเน้นหุ้นสามัญเป็นหลัก ไม่สามารถทิ้งเงินลงทุนส่วนใหญ่ไว้ในตราสารหนี้ได้ โดยอิงตามตรรกะพื้นฐานที่ว่า การเลือกทางที่ มีโอกาสบ้าง แม้อนาคตยังมีความไม่แน่นอน ก็ ยังดีกว่า เลือกทางที่รู้แน่แล้วว่า ไม่มีโอกาสเลยแต่ทั้งนี้ก็จำเป็นต้อง เตรียมใจรับความผันผวนระหว่างทางในระดับสูงขึ้น ควบคู่กันไปด้วย

          อย่างไรก็ดี การเปิดรับความเสี่ยงสูงกว่าระดับ ตามใจแล้วเน้นที่เป้าหมายเป็นหลัก หากผู้ลงทุนยังมีอายุน้อย (เช่น อายุไม่เกิน 30 ปี) แล้วภาวะตลาดทุนไม่เป็นใจ เช่นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ก็พอจะมีเวลา เริ่มใหม่ได้อีกหลายครั้งในช่วงชีวิตการทำงานที่ยังเหลืออีกมาก

          แต่หากผู้ลงทุนเริ่มเข้าวัยอาวุโส (เช่น อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป) หากยังเปิดรับความเสี่ยงสูง แล้วเกิดสะดุดล้มทางการเงินในช่วงปีท้ายๆ ของการทำงาน โอกาสเริ่มใหม่อาจมีน้อยลงหรือหากวิกฤติเศรษฐกิจยืดเยื้อยาวนาน ก็อาจไม่ทันฟื้นตัวก่อนเกษียณก็เป็นได้ การจัดแผนลงทุนโดยคำนึงถึงช่วงอายุจึงเข้ามามีบทบาทในการคลายปัญหาลักษณะนี้

 

การจัดพอร์ตลงทุนแบบปรับตามช่วงอายุ (Age-based portfolio dynamics)

          แนวคิดการจัดแผนลงทุนแบบปรับตามช่วงอายุ (บางครั้งเรียก Target Date หรือ Dynamic Risk) ถูกคิดค้นในช่วงปี 1990s และได้รับความนิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา โดยกองทุนที่อิงตามแนวคิดนี้มีการเติบโตจากระดับไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2000 ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2015 (ข้อมูลจาก Elston Consulting Ltd (UK))

          ซึ่งการจัดแผนลงทุนตามแนวคิดนี้มีหลักการพื้นฐานว่า เมื่ออายุยังน้อย จงรับความเสี่ยงให้มากเพื่อเปิดรับโอกาสเติบโตของเงินลงทุน และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ก็ค่อยๆ ขยับมาเน้นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำลง

          และหากนำแผนลงทุนของบลป.เทรเชอริสต์ที่แบ่งเป็น 5 ระดับความเสี่ยง มาประยุกต์ใช้ตามหลัก age-based portfolio ก็จะสามารถจับคู่แผนความเสี่ยงสูงเข้ากับกลุ่มผู้ลงทุนอายุน้อย (เหลืออายุการทำงานนานกว่า) และจับคู่แผนลงทุนความเสี่ยงต่ำเข้ากับกลุ่มผู้ลงทุนอาวุโส (เหลืออายุการทำงานน้อยกว่า) ได้ดังนี้


          หากผลตอบแทนที่ได้รับจริงในแต่ละช่วงอายุ เป็นไปตามที่คาดหวังไว้โดยส่วนใหญ่ ความมั่งคั่งของผู้ลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วในช่วงต้นและกลางของชีวิตการทำงาน จนสามารถลดระดับความเสี่ยงเพื่อเพิ่มความแน่นอนได้ในช่วงหลัง และมีโอกาสสูงที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินยามเกษียณได้จริงตามที่ตั้งใจไว้


อนาคตไม่แน่นอน ต้องเผื่อไว้บ้าง

          อย่างไรก็ดี อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ผลตอบแทนที่ได้รับจริงในแต่ละปี ในแต่ละช่วงอายุ อาจสูงหรือต่ำกว่าระดับที่ต้องการโดยเฉพาะหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องยาวนานจนผลตอบแทนจากสินทรัพย์เสี่ยงสูง (อย่างเช่นหุ้น ซึ่งโดยปกติควรจะให้ผลตอบแทนสูง) ก็อาจให้ผลตอบแทนในระดับต่ำติดต่อกันหลายปี จนทำให้ ผิดแผนออกไปไกลเรื่อยๆ

          นั่นหมายความว่า การหวังให้ฐานะเติบโตโดยพึ่ง ผลตอบแทนการลงทุนเป็นหลัก อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ลงทุนหรือคนทำงานจึงอาจต้องเผื่อไว้บ้าง ด้วยการ เติมเงินใหม่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเติมเงินใหม่ (อาจมาจากเงินเดือนหรือกำไรจากการทำธุรกิจ) หากทำได้อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการสร้างฐานะการเงินให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วและแน่นอน

          หากเราต้องการทำเงินให้เพิ่มจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาทในเวลาหนึ่งปี การพึ่งพิงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว ก็จะต้องได้ผลตอบแทนถึง 100% โดยทุกคนทราบดีว่าต้องแลกมาด้วยการรับความเสี่ยงที่สูงมาก ซึ่งในทางปฏิบัติอาจขาดทุนจนเหลือเงินเพียง 50,000 บาทก็เป็นได้ แต่ด้วยเป้าหมายเดียวกัน หากเราจัดสรรปันส่วนรายได้ประจำมาเติมเป็นเงินเก็บก้อนใหม่ได้เพียง 8,334 บาท/เดือน เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เงินของเราจะเพิ่มจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องลุ้น

          การเติมเงินใหม่ได้อย่างต่อเนื่องนั้นจึงมีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับการสร้างฐานะให้เติบโต ซึ่งผู้ลงทุนและคนทำงานไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน