THE GURU • FUND FOCUS

แนวทางปรับแผนลงทุน เน้นจำกัดความเสี่ยง

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

            ณ สิ้นปี 2562 : ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,230.78 จุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อายุ 10 ปี (US10Y) อยู่ที่ 1.919% ต่อปี CBOE Volatility Index ซึ่งสะท้อนความผันผวนในตราสารอนุพันธ์ของ S&P 500 Index (VIX) อยู่ที่ระดับ 13.78 ด้านSET Index ปิดที่ 1,579.84 จุด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (TH10Y) อยู่ที่ 1.49% ต่อปี ดัชนี Shanghai Stock Exchange (SSEC) ปิดที่ 3,050.12 จุด ราคาทองคำอยู่ที่ 1,517.18 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อออนซ์ (USD/Oz) ราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 66.00 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล  (USD/bbl)

              มกราคม 2563 : องค์การอนามัยโลก (WHO) เริ่มออกรายงานสถานการณ์อย่างเป็นทางการ (Situation Report) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม โดยระบุว่า WHO ประจำประเทศจีนได้รับแจ้ง ณ วันสิ้นปี 2562 พอดิบพอดี ว่าพบผู้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาในวันที่ 7 มกราคม ทางการจีนประกาศว่าอาการติดเชื้อดังกล่าว เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วันที่ 13 มกราคม กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย รายงานไปยัง WHO ว่า พบผู้ป่วยจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายแรก ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในรายงานครั้งแรกของ WHO เมื่อวันที่ 21 มกราคม มีผู้ป่วยในจีน 278 ราย ไทย 2 ราย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แห่งละ 1 ราย รวม 282 ราย ขณะที่ ณ 31 มกราคม ผ่านไปเพียง 10 วันจากรายงานครั้งแรก มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9,826 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน ด้านประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 14 ราย

            ในตลาดการเงิน ดัชนี S&P 500 ปิดสิ้นเดือนไปที่ 3,225.52 จุด แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับสิ้นปี 2562 VIX เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 18.84 ขณะที่ US10Y ขยับลงมาที่ระดับ 1.52% สะท้อนแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นในตลาดตราสารหนี้

            ด้าน SET Index ขยับลดลงมาปิดที่ 1514.14 จุด หรือลดลง 4.2% จากสิ้นปี 2562 และ TH10Y ขยับลงมาที่ 1.31% ต่อปี สะท้อนแรงซื้อในตราสารหนี้เช่นเดียวกันในสหรัฐอเมริกา

            ดัชนี SSEC ของจีนปิดก่อนเทศกาลตรุษจีนไปที่ระดับ 2,976.53 ลดลง 2.4% จากสิ้นปี 2562 ราคาทองคำขยับขึ้นเป็น 1,589.69 USD/Oz เพิ่มขึ้น 4.8% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ระดับ 56.64 USD/bbl ลดลง 14.2%

            ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางที่สำคัญทั่วโลก รวมถึงของประเทศไทย ยังคงอยู่ในระดับเดิมจากปลายปี 2562 กล่าวคือ US Fed Fund Rates คงอยู่ในกรอบ 1.5-1.75% ต่อปี BOE Bank Rate 0.75% ต่อปีและ อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยคงอยู่ที่ 1.25% ต่อปี

            ภาพรวมของเดือนมกราคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยจีน รวมถึงในประเทศใกล้เคียงจีน เริ่มออกอาการติดลบ เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อในภูมิภาคเริ่มทวีจำนวนส่วนดัชนีหุ้นสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังทรงตัว เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังต่ำด้านตลาดพันธบัตรมีแรงซื้อมากขึ้น

            ขณะที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใดด้านสินค้าโภคภัณฑ์ที่นิยมใช้หลบความเสี่ยงอย่างทองคำ มีราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันดิบมีราคาต่ำลงมาก ซึ่งแปรตามอุปสงค์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณชะลอตัวลง ประกอบกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงต้นเดือนที่ไม่ลุกลาม

          กุมภาพันธ์ 2563 : ณ 15 กุมภาพันธ์ WHO รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 50,580 ราย เสียชีวิต 1,526 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศจีน ผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนยังมีเพียง 526 ราย เสียชีวิต 2 ราย อย่างไรก็ดี ณ 29 กุมภาพันธ์ ผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็น 85,043 ราย เสียชีวิต 2,924 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศจีน แต่มีพัฒนาการที่สำคัญคือ จำนวนผู้ติดเชื้อในส่วนอื่นของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 6,009 ราย หรือ 11 เท่าตัวในเวลาเพียงครึ่งเดือน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 86 ราย

            ในตลาดการเงิน ดัชนี S&P 500 ปิดสิ้นเดือนไปที่ระดับ 2,954.22 จุด ลดลง 8.4% จากสิ้นเดือนมกราคม สอดคล้องกับ VIX ซึ่งเพิ่มไปที่ระดับ 40.11 ส่วน US10Y มีแรงซื้อโถมเข้ามาจนกดอัตราผลตอบแทนให้เหลือเพียง 1.16% ต่อปี

            ด้าน SET Index ปิดสิ้นเดือนที่ระดับ 1,340.52 จุด ลดลง 11.5% จากเดือนก่อน และ TH10Y ขยับต่อเนื่องลงมาที่ระดับ 1.17% ต่อปี รักษาแนวโน้มเดียวกันกับตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกา

            ด้านดัชนี SSEC ของจีน ปิดที่ระดับ 2,880.30 จุด ลดลง 3.1% จากเดือนก่อน ซึ่งเหมือนจะลดลงไม่มาก แต่เป็นการฟื้นตัวจากระดับต่ำกว่า 2,800 จุดในช่วงต้นเดือน

ราคาทองคำทรงตัวที่ 1,585.40 USD/Oz แต่ระหว่างเดือนผันผวนสูง ในช่วงกลางเดือนปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,690 USD/Oz ก่อนจะถูกเทขายลงมา ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ระดับ 50.10 USD/bbl ลดลง 11.5% จากเดือนก่อน

            ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ยังคงอยู่ที่ระดับเดียวกับเดือนก่อน ส่วนของไทยได้มีการปรับลดลงจาก 1.25% เหลือ 1.00% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 กุมภาพันธ์

            ภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์ COVID-19 ส่งผลกระทบชัดเจนทั้งในด้านการสาธารณสุขและด้านตลาดการเงิน ตลาดหุ้นปรับลงแรง ตลาดพันธบัตรมีอัตราผลตอบแทนลดลงต่อเนื่องตามแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นราคาน้ำมันดิ่งตามอุปสงค์ที่ลดลง ด้านธนาคารกลางประเทศฝั่งตะวันยังไม่ขยับตัว

          มีนาคม 2563 (ถึงวันที่ 25) : ณ 15 มีนาคม ยอดติดเชื้อทั่วโลกผ่านหลักแสนมาอยู่ที่ 153,517 ราย มีผู้เสียชีวิต 5,735 ราย ขณะที่สถานการณ์ในจีนบรรเทาลงอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณาจากยอดติดเชื้อใหม่รายวัน แต่ฝั่งยุโรปสาหัสขึ้นมาก ยอดติดเชื้อในอิตาลีสูงถึง 21,157 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 1,441 ราย พูดได้ว่ายุโรปคือคลื่นลูกที่สองของ COVID-19 ต่อจากจีนที่เป็นคลื่นลูกแรก

            และล่าสุด ณ วันที่ 25 มีนาคม ผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็น 414,179 ราย เสียชีวิต 18,440 ราย ผู้ติดเชื้อในจีนมีเพิ่มบ้างเล็กน้อย ขณะที่ยุโรปมียอดติดเชื้อรวม 220,516 ราย เสียชีวิต 11,986 ราย แต่อัตราการติดเชื้อเพิ่มรายวันค่อนข้างทรงตัว โดยคลื่นลูกที่สามได้ชี้ไปที่สหรัฐอเมริกา จากช่วงกลางเดือนที่มีผู้ติดเชื้อ 1,678 ราย แต่ผ่านมาเพียงสิบกว่าวัน มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 51,914 ราย

            ในตลาดการเงิน ดัชนี S&P 500 ปรับลดลงเหลือ 2,475.56 จุด ลดลงอีก 16.2% จากสิ้นเดือนก่อน VIX ขยับขึ้นเป็น 63.95 ตามดัชนีที่แกว่งแรงและมีการบวกลบแต่ละวันในระดับสูงถึง 5-10% ด้าน US10Y ปรับลดลงแรงมาอยู่ที่ 0.86% ต่อปี แต่ระหว่างเดือนก็ผันผวนในกรอบกว้างถึง 0.50-1.25% ต่อปี สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพันธบัตรโลก

            ด้าน SET Index ปรับลดลงมาที่ 1,080.03 จุด ลดลง 19.4% ในเวลาหนึ่งเดือน และแต่ละวันมีความผันผวนสูงมากระดับ 5-15% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องปรับเกณฑ์ Ceiling/Floor ให้แคบลงมาจาก +/- 30% ต่อวัน เหลือ +/- 15% ต่อวัน ซึ่งพบว่าในแต่ละวันมีหุ้นขนาดกลางถึงใหญ่หลายตัวมีราคาบวกลบชนเกณฑ์ใหม่ นับว่าเป็นการช่วยควบคุมความผัวผวนในแต่ละวันให้ต่ำลงกว่าเดิม

            ขณะที่ TH10Y กลับปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.48% ต่อปี และระหว่างเดือนความผันผวนสูงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ทำให้ตลาดตราสารหนี้ไทยและวงการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนสำนักงาน ก.ล.ต. ได้จัดแถลงข่าวร่วมเพื่อนำเสนอนโยบายสร้างความเชื่อมันให้กับตลาดส่วนนี้

            พร้อมกับได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 0.75% ต่อปี ในการประชุม กนง.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 จากมาตรการดังกล่าวของภาครัฐ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐของไทยปรับลดลง ราคาตราสารเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมความมั่นใจให้ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ด้านดัชนี SSEC ของจีนปิดที่ระดับ 2,781.59 จุด ลดลงเล็กน้อยจากปลายเดือนก่อน แต่ระหว่างเดือนก็มีความผัวผวนในกรอบกว้าง 2,660-3,071 จุด เช่นเดียวกับตลาดการเงินอื่นๆ

            ราคาทองคำอยู่ที่ 1,613.86 USD/Oz และเคลื่อนไหวผันผวนตลอดเดือน ช่วงกลางเดือนปรับลงไปแตะระดับ 1,450 USD/Oz ซึ่งเป็นการปรับลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นแบบฉีกตำราการเงินพอสมควร          โดยคาดว่า เป็นการขายนำเงินไปชดเชยผลขาดทุนในหุ้นร่วมกับการขายเพื่อลดความเสี่ยงในภาพรวม อย่างไรก็ดี ก็มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ล่าสุด ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ระดับ 27.52 USD/bbl ลดลงถึง 45.1% จากเดือนก่อน ซึ่งมีสาเหตุหลักจากซาอุดีอาระเบียที่ประกาศลดราคาให้คู่ค้ารายใหญ่พร้อมแสดงจุดยืนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบโต้รัสเซียที่ปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อเสนอของ OPEC

            ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย US Fed Fund Rates มีการปรับลดถึงสองครั้งในเดือนเดียว ลงมาอยู่ที่ระดับ 0.00-0.25% ต่อปี เทียบเท่าระดับครั้งวิกฤติการเงินปี 2551 ส่วนธนาคารกลางอังกฤษก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสองครั้งในเดือนเดียวกันเช่นกัน โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 0.10% ต่อปี

            ภาพรวมเดือนมีนาคม (ถึงวันที่ 25) : ตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวนสูงมาก ตลาดหุ้นในภาพรวมปรับลดลงแรงและรายวันเหวี่ยงในกรอบกว้าง ตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกายังได้รับความสนใจแต่ก็ผันผวนสูง ตลาดพันธบัตรไทย ภายใต้ความผันผวนมีแรงขายบ้าง แต่ก็ได้รับมาตรการสนับสนุนในหลายมิติจากภาครัฐเช่นกัน

            ด้านการลงทุนในกองทุนรวมแบบจัดแผนลงทุนภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว บลป.เทรเชอริสต์ ได้แนะนำผู้ลงทุนในทุกระดับความเสี่ยงให้ปรับลดสัดส่วนกองทุนหุ้นไทยลงสองครั้งครั้งแรกคือในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ดัชนีหุ้นเริ่มปรับลงแรง โดยล่าสุดแนะนำให้รักษาสัดส่วนกองทุนหุ้นไทยไว้ไม่เกิน 15% ของมูลค่าการลงทุนโดยรวม

            โดยหากต้องการจำกัดความเสี่ยงจะแนะนำให้สลับไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ตราสารมีคุณภาพดีและมีอายุคงเหลือเฉลี่ยไม่เกิน 2-2.5 ปี เพื่อลดความผันผวนจากราคา หรือหากต้องการกระจายและหักล้างความเสี่ยงจากหุ้นก็สามารถแบ่งบางส่วนไปลงทุนในกองทุนทองคำได้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถลดความเสี่ยงโดยรวมของแผนลงทุนลงได้อย่างมาก และช่วยรักษามูลค่าเงินลงทุนโดยรวมไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญโดยจะจะต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไปเพื่อพิจารณาปรับตัวกลับสู่รูปแบบปกติ เมื่อภาวะตลาดการเงินคลายความผันผวนและเริ่มฟื้นตัวอย่างมั่นคง

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: who.it, bot.or.th, bangkofengland.co.uk, federalreserve.gov, thaibma.or.th, cnbc.com, Aspen by ThaiQuest

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน