NEWS UPDATE • CAPITAL MARKETS

ทริส ลดเรตติ้ง“ภัทรลิสซิ่ง”เป็น “BBB+” จากเดิม “A-” ความสามารถทำกำไรถดถอย

ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นระดับ “BBB+” จากระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานทางการเงินที่ปรับตัวถดถอยลงของบริษัท 

ทั้งนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตในครั้งนี้ยังคำนึงถึงสถานะทางการแข่งขันของบริษัทที่ค่อนข้างแข็งแรง ตลอดจนภาระหนี้ในระดับที่ยอมรับได้ และสภาพคล่องที่เพียงพอจากการบริหารจัดการโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินที่ดีอีกด้วย


สถานะทางการตลาดยังคงแข็งแกร่งแม้ธุรกิจหดตัว

การที่บริษัทมีบริการที่ครบวงจรและครอบคลุมในหลายพื้นที่นั้นช่วยให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าหลักเอาไว้ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาซึ่งเห็นได้จากการต่อสัญญาเช่าใหม่ของลูกค้านิติบุคคลรายเดิมที่มีอย่างต่อเนื่องซึ่งลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในพอร์ตลูกค้าทั้งหมดของบริษัท แม้ว่าสินทรัพย์ให้เช่าของบริษัทจะหดตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ ทริสเรทติ้งก็เชื่อว่าคุณค่าตราสินค้าที่ดีของบริษัทจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสถานะทางการแข่งขันของบริษัทในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการเช่าดำเนินงานของประเทศไทยตามฐานข้อมูลของทริสเรทติ้ง 

ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีสินทรัพย์ให้เช่าคงค้างอยู่ที่ 9.4 พันล้านบาท และเมื่อรวมกับสินทรัพย์ในบริการเช่าเงินทุนแล้ว มูลค่าสินทรัพย์โดยรวมของบริษัทอยู่ที่ 1.14 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.1% จากเดือนมีนาคม 2562 ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่หดตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นผลเนื่องมาจากกลยุทธ์ของบริษัทที่หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาและมุ่งเน้นการกระจายความหลากหลายไปที่สินทรัพย์ให้เช่าทั้งในกลุ่มยานพาหนะและกลุ่มที่ไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าเป็นหลัก โดยในระยะปานกลางทริสเรทติ้งคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ให้เช่ารวมของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท

การมีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายยังช่วยสนับสนุนสถานะทางการแข่งขันของบริษัทอีกด้วย โดย ณ เดือนมีนาคม 2563 ยานพาหนะทางบก (รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก รถตู้ และซุปเปอร์คาร์) มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 70% ของสินทรัพย์ให้เช่ารวมของบริษัท ในขณะที่เรือ เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องจักร รถบรรทุก และรถพ่วงคิดเป็นสัดส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทส่งผลให้สถานะทางการตลาดของบริษัทได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมและการพิจารณาอนุมัติสัญญาเช่าที่ระมัดระวังซึ่งน่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงจากลูกหนี้ที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้ในระยะปานกลาง


แรงกดดันจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอยลง

การลดอันดับเครดิตในครั้งนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่อ่อนแอลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งวัดความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้โดยพิจารณาจากอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีต่อดอกเบี้ยจ่ายซึ่งปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.2 เท่าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 จาก 1.6 เท่าในปี 2560-2561 

ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีต่อรายได้ของบริษัทก็ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกันโดยมาอยู่ที่ระดับ 8.6% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 จากระดับ 10%-11% ในปี 2559-2561 การแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงนั้นจำกัดความสามารถในการขึ้นราคาค่าเช่าในสัญญาใหม่ของบริษัทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น

โดยทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีต่อดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 1.3-1.4 เท่าและอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีต่อรายได้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 9% ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าการแข่งขันด้านราคาและนโยบายการประมาณการค่าซากสินทรัพย์ให้ต่ำลงของบริษัทเพื่อลดผลขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์หมดสัญญาจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเสื่อมราคาเพิ่มสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีของบริษัทในระยะปานกลาง

ผลขาดทุนที่เกิดจากการจำหน่ายสินทรัพย์ให้เช่า (ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์โดยสาร) ที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคารถมือสองในตลาดที่ลดต่ำลงนั้นได้สร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัทได้มีความพยายามในการลดผลขาดทุนดังกล่าวโดยได้พยายามเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินทรัพย์หมดสัญญาให้แก่ลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้นซึ่งบริษัทมักจะได้ราคาจำหน่ายที่ดีกว่า โดยในปี 2562 สินทรัพย์จำนวน 42% ของสินทรัพย์ที่หมดสัญญานั้นบริษัทได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2561


ภาระหนี้น่าจะยังคงอยู่ในระดับปานกลาง

ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทซึ่งวัดโดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะยังคงอยู่ในระดับปานกลางที่ 75%-76% ในช่วงเวลา 2-3 ปีข้างหน้า โดย ณ เดือนมีนาคม 2563 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 75.4% ทริสเรทติ้งเชื่อว่าการขยายสินทรัพย์ให้เช่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะลดความต้องการในการกู้ยืมเงินเพื่อขยายธุรกิจลงได้ในระยะปานกลาง โดย ทริสเรทติ้งประมานการว่าอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจะยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 3-4 เท่าในช่วงเวลา 2-3 ปีข้างหน้าซึ่งต่ำกว่าเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ของบริษัทที่ 7 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 3.4 เท่า ณ เดือนมีนาคม 2563


ความสามารถในการจัดหาเงินทุนและสถานะสภาพคล่องเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิต

สภาพคล่องที่เพียงพอของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนมาจากโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินที่สอดคล้องกัน โดยบริษัทมีการบริหารระยะเวลาการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับระยะเวลาของสัญญาเช่าซึ่งส่วนใหญ่นาน 3-4 ปีด้วยการใช้เงินกู้ยืมระยะยาวเป็นแหล่งเงินทุนหลัก ณ เดือนมีนาคม 2563 เงินกู้ยืมระยะสั้นมีสัดส่วนคิดเป็น 37% ของเงินกู้ยืมรวมของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินจำนวนมากจากการที่บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน อีกทั้งยังมีวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่งด้วยเช่นกัน ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อจำนวนทั้งสิ้น 2 พันล้านบาทซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับรองรับสภาวะการขาดสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้น


สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในระหว่างปี 2563-2565 มีดังนี้

         · สินทรัพย์ให้เช่ารวมจะเติบโตที่ระดับ 0%-5%

         · อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจเช่าดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับประมาณ 17%

         · ต้นทุนทางการเงินจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2%-3%

สำหรับแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาสถานะในการแข่งขัน ตลอดจนความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรในธุรกิจหลักของบริษัทเอาไว้ได้เพื่อที่จะรักษาผลการดำเนินงานทางการเงินและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ให้อยู่ในระดับปัจจุบัน


ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นโดยมีอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีต่อดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าระดับ 1.7 เท่าติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในทางกลับกัน อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากความสามารถในการทำกำไรหรือการสร้างกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ของบริษัทปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง