<
WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

กลยุทธ์ลงทุนปีเสือ “มูฟออน” 5 โบรกเกอร์ แจกโพยหุ้น Top pick

นักวิเคราะห์ให้เป้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET INDEX ปี 2565 ที่ 1,720-1,800 จุด บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 92-98 บาท คิดเป็นการเติบโตราว 8% หุ้นกลุ่มหลักที่จะช่วยหนุนการเติบโต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ เช่น กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก กลุ่มอาหาร และเครื่องดื่ม กลุ่มมีเดีย กลุ่มท่องเที่ยว และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีเสือ นักวิเคราะห์ให้นิยาม “มูฟออน” หรือ “ก้าวต่อไป" ภายใต้สถานการณ์โควิดยังอยู่ แต่ประเมินว่าไม่น่ากระทบตลาดรุนแรง เตรียมพร้อมรับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น จับตาการเมืองระหว่างประเทศ และระวังแรงขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

อีกประเด็นที่เหล่านักวิเคราะห์มองว่าเป็นความหวังคือ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) จะ ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาแล้วเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันรวม 695,042 ล้านบาท โดยปี 2564 ขายสุทธิ 72,198 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธ.ค.2564) ถือว่าชะลอตัวลงจากปี 2563 ที่ขายสุทธิ 264,386 ล้านบาท

 

หยวนต้า เปิด 7 หุ้น Top Pick ภายใต้ 5 ธีม

นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ตั้งสมมติฐานว่าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกช่วงกลางปี 2565 คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งตลาดเกิดใหม่ (EM) จะมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก เมื่อเทียบกับปี 2564 เป็นผลจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯขาขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด หรือธีมการลงทุน โดยในปี 2565 บล.หยวนต้า เลือกหุ้นใน 5 ธีม ได้แก่ 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายตัวลง 2.นโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางทั่วโลก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมา ธีมที่ 3.เป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับขึ้นราคา ช่วยชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น 4.หุ้นที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง สอดรับไปกับการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2564 และ ธีมที่ 5.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการสนับสนุนธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ในประเทศ ดังนั้น หุ้น Top Pick 7 Wonders ในปี 2565 ได้แก่

    KBANK : แนวโน้มการตั้งสำรองลดลงในปี 2565 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) มีโอกาสปรับตัวขึ้น และการรุกเข้าสู่ฟินเทคเพื่อต่อยอดรายได้ใหม่ๆ

     TISCO : จ่ายเงินปันผลปีละ 1 ครั้ง ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7% และยอดปล่อยกู้สินเชื่อรถยนต์มือหนึ่งได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ของรัฐบาล

      CPALL : หุ้นกลุ่มค้าปลีกได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคบริโภคในประเทศหลังโควิด-19 COVID คลายตัว และการปรับโครงสร้างถือหุ้นใน บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) เสร็จสิ้น

      BDMS : โรงพยาบาลระดับกลาง-บน มีความสามารถในการปรับขึ้นราคา จึงเป็นธุรกิจที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ และปี 2565 จะเห็นการเร่งตัวขึ้นของลูกค้าเงินสดทั้งในและจากต่างประเทศ

       LH : กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV ) ในปี 2565 และเป็นหุ้นหลักในกลุ่มที่ให้ Dividend Yield สูงถึง 6-7%

      AH : ผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับตัวเพื่อรับคำสั่งซื้อของรถยนต์ EV แล้ว และสถานการณ์ขาดแคลนชิปมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2565 ขณะที่ในเชิงมูลค่าหุ้น (Valuation) ไม่แพงที่ระดับพี/อี เรโช ในปี 2565 เพียง 7.2 เท่า

       SMT : หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ได้ประโยชน์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น เมตาเวิร์ส (Metaverse), 5G, ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

บล.กสิกรไทย จัดโพยหุ้น 2 ชุด ครึ่งปีแรก-โค้งหลัง

นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2565 บริษัทมีธีมการลงทุนหลักและหุ้นเด่นที่แนะนำเป็น 2 ช่วงดังนี้

      ครึ่งปีแรก หุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง ประกอบด้วย หุ้น CPALL, OSP, LH และ STEC คาดว่ารัฐบาลจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2565 เติบโตประมาณ 4%

      หุ้นกลุ่ม Anti Commodities Plays หุ้นเด่นประกอบด้วย PTG, GFPT, EPG และ BGRIM ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวขึ้นหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงจากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านกำลังผลิตในปี 2565 ดังนั้น ถือเป็นโอกาสในการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มนี้

      หุ้นที่จะได้ประโยชน์หลักจากกระแสความนิยมของรถยนต์ หุ้นเด่น คือ KCE คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ จากยอดขายรถยนต์สันดาป (Internal Combustion Engine : ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันการเติบโตของยอดขายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)

       หุ้นได้ประโยชน์จากการใช้ Data usage 5G ที่เพิ่มขึ้น คือ ADVANC การเร่งย้ายข้อมูลจากคลื่น 4G ไปยัง 5G IoT และ Metaverse จะเพิ่มความต้องการใช้ข้อมูล

       สำหรับหุ้นเด่นครึ่งหลังของปี 2565 บล.กสิกรไทย ชู 2 ธีมการลงทุน ธีมแรก การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Pent Up Demand) ของการเดินทาง คาดว่ามีหุ้นที่จะได้ประโยชน์ คือ SPRC และ AWC โดยคาดว่าการเดินทางระหว่างประเทศในปี 2565 อาจเพิ่มขึ้น 2 ถึง 3 เท่าจากระดับปกติ เนื่องจาก “pent-up demand" ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นค่าการกลั่น (GRM) ของ SPRC และอัตราการเช่าพื้นที่ของ AWC

       ธีมที่ 2 อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น คาดว่าหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ BLA และ SCB ด้วยนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของสินเชื่อธนาคารและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของบริษัทประกันภัย

 

เอเชีย พลัส แนะ 12 หุ้นยั่งยืนพื้นฐานดี

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า ในปี 2565 หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว กดดันให้สภาพคล่องในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ประกอบกับการลงทุนในประเทศไทยเริ่มมีข้อจำกัดในการเก็งกำไร ทั้งจากกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่มความเข้มข้นของเกณฑ์ Cash Balance กระทรวงการคลัง จะพิจารณาเก็บภาษีจากการขายหุ้น ส่งผลให้นักลงทุนอาจลดปริมาณการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กลง และกลับมาพิถีพิถันในการเลือกหุ้นทั้งในมุมพื้นฐาน และความยั่งยืนมากขึ้น

ปี 2565 คาดว่านักลงทุนจะลดน้ำหนักการเก็งกำไรช่วงสั้น และหันมาโฟกัสปัจจัยพื้นฐานของหุ้น และเน้นการลงทุนในระยะกลางถึงยาวมากขึ้น ทำให้หุ้นยั่งยืน หรือ หุ้นที่มี ESG Score สูงๆ น่าจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นตามลำดับ อีกทั้งยังมีเม็ดเงินหนุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง จากกองทุนรวมหุ้นไทยและต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็น ESG ทยอยเปิดกองทุนใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ฝ่ายวิจัยฯ ASPS ได้นำข้อมูล ESG Score ที่ทางสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) มาผนวกกับ Valuation และความน่าสนใจในการลงทุนในปี 2565 ทำให้ได้รายชื่อหุ้นพื้นฐานเติบโตยั่งยืน น่าซื้อทยอยสะสม โดยผ่านเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้

      1. เป็นหุ้นที่มี ESG Score สูง เป็นอันดับต้นๆ

      2. เป็นเป้าหมายการลงทุนของกองทุนไทยและต่างประเทศ (อยู่ทั้งดัชนี SETTHSI และ DJSI (Dow Jones Sustainability Indices)

      3. เป็นหุ้นขนาดใหญ่ หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท)

      4. ราคาปรับตัวน้อยกว่าตลาดในปี 2564 ที่ผ่านมา หรือมีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่นกว่าหุ้นอื่นๆ

      5. ฝ่ายวิจัย ASPS แนะนำ “ซื้อ” โดยราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) ได้ผลลัพธ์ 12 หุ้น พื้นฐานดี ดังนี้

 

 

บล.บัวหลวง เปิดโผหุ้น 6 กลุ่มน่าซื้อ

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง แนะนำกลยุทธ์การลงทุนปี 2565 ให้กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้พอร์ตมีความสมดุล ยืดหยุ่น และรับมือกับตลาดหุ้นที่อาจปรับตัวขึ้นลงในป โดยให้แบ่งสัดส่วนลงทุนในทองคำ สัดส่วน 10% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) 10% ตราสารหนี้ 10% และ เงินสด 5%

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นแนะให้ลงทุนในสัดส่วน 65% เน้นกระจายตัวในหุ้นไทย 12% หุ้นเวียดนาม” 17% “หุ้นสหรัฐฯ” 22% ที่เหลือลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและจีน สำหรับกลุ่มหุ้นเด่นที่ต้องมีติดพอร์ตก่อนปี 2565 มีดังนี้

     1. กลุ่มการบริโภค ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน นอกจากนั้น ยังได้รับประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยที่คาดว่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้น CRC, CBG และ CPALL

      2. กลุ่มสถาบันการเงิน คาดว่าได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำจนกระทั่งไตรมาสสุดท้ายปี 2565

      3. กลุ่มด้านเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม, การบริหารข้อมูลด้านการตลาด และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันมีความจำเป็นมากขึ้น จากการแข่งขันที่สูงในภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

      4. กลุ่มที่เคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์โควิด-19 เช่น กลุ่มโรงพยาบาล และอุปกรณ์การแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงแนะคงสัดส่วนการลงทุนไว้เช่นเดิม

      5. กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี มองว่า ราคาน้ำมันดิบอาจไปได้ไม่ไกล หลังรัฐบาลทั่วโลกลงนามสนธิสัญญาลดคาร์บอนโดยราคาน้ำมันดิบปี 2565 อาจเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

      6. กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุน ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ และสนับสนุนการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ


เตือนระวังแรงขาย LTF-ศก.จีน

 นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) คาดการณ์แนวโน้มการลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1,600-1,700 จุด แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าทั้งภาคการบริโภคในประเทศที่ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ การส่งออกที่เติบโตดีต่อเนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัว การฉีดวัคซีนที่ทั่วถึงขึ้นหนุนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนปรับตัวสูงขึ้น

 ในขณะที่การท่องเที่ยวจะค่อยๆ ฟื้นตัว และมี Upside Risk หากนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล กระตุ้นบาทแข็ง เอื้อต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า ส่วนปัจจัยเสี่ยงแนะระวังแรงขาย LTF ครบกำหนด ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น สภาพคล่องที่ลดลง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

 นายวิจิตร แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในช่วงต้นปี จากโอกาสเกิดแรงขายจากเม็ดเงิน LTF ที่ครบกำหนดการถือครอง 7 ปีปฎิทิน (ซื้อเมื่อปี 2559) โดยหากประเมินเม็ดเงินจากยอดซื้อสุทธิในปี 2559 ราว 2.2 หมื่นล้านบาท มีโอกาสถูกไถ่ถอน (Redemption) เป็นแรงกดดันระยะสั้นต่อการลงทุน แต่อย่างไรก็ดี มองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่ตลาดย่อตัว

 ด้านปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่สำคัญคือ เศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยคาดการณ์จีดีพีจีน ปี 2565 ที่ +5.2% เติบโตด้วยอัตราที่ชะลอลงจากปี 2564 ที่ +8% แรงกดดันจากทั้งประเด็นโควิด-19 มาตรการภาครัฐที่เข้มงวดมากขึ้น ผสานความเสี่ยงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจลามไปยังบริษัทอื่นได้ แต่อย่างไรก็ดี ภาครัฐก็พยายามอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบ ผ่านการลด RRR ดังนั้น ผลกระทบโดยรวมอาจยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด


เมย์แบงก์ฯ แนะสะสม 5 หุ้นเด่นในไตรมาส 1/65

 สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ แนะทยอยสะสมหุ้นที่แนวโน้มกำไรขยายตัวดี ขานรับเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวขึ้น ท่ามกลางวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น ผสานหุ้นปันผลสูงที่เป็นเป้าหมายนักลงทุนสถาบันช่วงต้นปี โดยเราเลือก ASK, GULF, SCC, SPRC, WICE เป็นหุ้นเด่นในสำหรับการลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2565

       ASK : ราคาเป้าหมาย 55 บาท คาดการณ์กำไรปี 2564-2565 เติบโต 35% ต่อปี และจะเติบโตเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ที่จะแตะระดับสูงสุดใหม่ทุกไตรมาสในไตรมาส 4/64 ถึงไตรมาส 4/65 นอกจากนี้ รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเติบโตแข็งแกร่ง จากยอดขายรถบรรทุกในประเทศที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากนายหน้าประกันภัยเติบโตสูง ราคาหุ้นซื้อขายที่พี/อี ปี 2565 เพียง 14.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 24 เท่า

      GULF : ราคาเป้าหมาย 48 บาท คาดการณ์กำไรปี 2565 เติบโต 45%เทียบปี 2564 เด่นสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ในการวิเคราะห์ของบล.เมย์แบงก์ กำลังการผลิตรวมปี 2565 เพิ่มขึ้น 33% สู่ 5,045 เมกะวัตต์ เน้นพลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยคาดการณ์ปี 2565 กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นราว 200-400 เมกะวัตต์ ส่วนกรณีราคาก๊าซเพิ่มขึ้นกระทบจำกัด (รายได้จากนิคมอุตสาหกรรมเพียง 10% ของทั้งหมด)

      SCC : ราคาเป้าหมาย 520 บาท โดยปี 2565 บริษัทจะแยกธุรกิจปิโตรเคมีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการเติบโต แนวโน้มในระยะยาวจะเข้าสู่เฟสของการเติบโต ธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มกำลังการผลิต 55% บรรจุภัณฑ์ครบวงจรโตเท่าตัวใน 5 ปี วัสดุก่อสร้างเน้นโซลูชั่น หุ้นซื้อขายที่พี/อี ต่ำ และปันผลดี กระแสเงินสดสูงขยายการลงทุนต่อเนื่อง

      SPRC : ราคาเป้าหมาย 11.2 บาท คาดการณ์ค่าการกลั่นปี 2565 ปรับตัวขึ้นสู่ 4.5-5 ดอลลาร์ต่อบาเรล จากปี 2564 อยูที่ 3.4 ดอลลาร์ต่อบาเรล คาด Utilization Rate ปี 2565 ขึ้นสู่ระดับ 85-90% จากปี 2564 ที่ 74% ความต้องการ Gasoline สูงขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าปี 2565 บริษัทจะกลับมาจ่ายปันผลได้ราว 5% และมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ( D/E) ต่ำเพียง 0.3 เท่า

       WICE : ราคาเป้าหมาย 22.1 บาท แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ เป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกัน นอกจากการขนส่งสินค้าทางทะเล (Sea Freight) แล้ว WICE เด่นกว่ากลุ่มด้วยธุรกิจข้ามพรมแดน (Cross Border) เติบโต 159% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สัดส่วนรายได้ 28% Cross Border กำลังเร่งอัตรากำไรขั้นต้น (GPM ทั้งจากบริการขนส่งไม่เต็มคัน (Less than Truck Load : LTL) และการขนส่งทางรถไฟ (Railroads) ซึ่งได้ประโยชน์จากรถไฟจีน-ลาว

 

เครดิต สวิส มองบวก

หุ้นไทยปี 65 รับอานิสงส์เปิดประเทศ

เครดิต สวิส คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2565 เติบโต 4.3 % ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตราสารทุน หรือหุ้น ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแข็งแกร่งในปี 2565 ประกอบด้วยอุปสงค์ที่เข้มแข็ง นโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่เกื้อหนุน ตลอดจนการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ด้วย บริบทนี้ เครดิต สวิส คาดว่าตราสารทุนจะให้อัตราผลตอบแทนเป็นเลขหลักเดียวที่น่าสนใจแก่นักลงทุนโดยได้รับแรงหนุนจากผลกำไร

นอกเหนือจากการปรับตัวสู่มาตรฐานแบบหลังโควิด-19 แล้ว เครดิต สวิส เชื่อว่าปี 2565 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่โลกที่ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อผู้บริโภค ธุรกิจ ภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้บริบทนี้ คาดว่าเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการปกครองจะยังคงมีบทบาทสำคัญและนักลงทุนจะยังคงพิจารณาความยั่งยืนในการจัดสรรเงินลงทุน

นายไมเคิล สโตรแบ็ก Global Chief Investment Officer ของเครดิต สวิส กล่าวว่า จากสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในปี 2565 ดังนั้น ควรแน่ใจว่าอัตราส่วนการลงทุนในตราสารทุนนั้นมีมากพอในพอร์ตการลงทุน และเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าตราสารหนี้จะให้อัตราผลตอบแทนที่น้อย

ดังนั้น นักลงทุนจึงควรมองหากลยุทธ์ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระจายโอกาสในการลงทุน จากวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ ทำให้นโยบายจะมุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจการลงทุน

นายเรย์ แฟร์ริส Chief Investment Officer ประจำเอเชียใต้ของเครดิต สวิส กล่าวว่า การทยอยเปิดประเทศของเอเชียได้เริ่มจากเอเชียเหนือไปยังเอเชียใต้ และตอนนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการแพร่ระบาดมากที่สุดในปี 2564 นั้นจะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการฟื้นตัวสูงสุดในปี 2565 หลังจากการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เราคาดว่า อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 โดยเฉพาะอินโดนีเซียเพราะเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดเศรษฐกิจของภูมิภาคอันเนื่องมาจากอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิและกำลังเริ่มเปิดประเทศหลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ ตราสารทุนของอินโดนีเซียยังคงอยู่อันดับต้นๆ ของวงจรการฟื้นตัว” นายเรย์ แฟร์ริส กล่าว

สำหรับประเทศไทย เนื่องจากการฉีดวัคซีนมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตราสารทุนของไทยจึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การฟื้นตัวของอิงวัฏจักรเศรษฐกิจโลก (Cyclical) และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นปัจจัยบวกต่อตราสารทุนของไทย เนื่องจากภาคธุรกิจที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่

ทั้งนี้ การฟื้นฟูของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการชะลอตัวของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) จึงมีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ทั้งจากภายในและภายนอก ส่งผลให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงหลักคือ การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นอานิสงส์จากแผนการกระจายวัคซีน

โดยในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีประชากรได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้วถึง 60-80% ในขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียกำลังตามมาติดๆ สิงคโปร์กำลังเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนับเป็นก้าวย่างที่สำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยวหลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน ในส่วนของมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น ได้มีการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางแล้วบางส่วน โดยจุดหมายปลายทางหลักในช่วงเทศกาลวันหยุดพักผ่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญคือ ภูเก็ต บาหลี และลังกาวี ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเปิดประเทศในภูมิภาคนี้จึงสามารถดำเนินต่อไปได้

Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง