NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

อานิสงส์โควิด-19

วิกฤติโควิดอาจทำให้วิถีชีวิตคนญี่ปุ่นหันมาสนใจแต่งงานมากขึ้น หลังจากที่คนญี่ปุ่นมีแนวโน้มแต่งงานลดน้อยลง จากที่เคยมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี ในช่วงทศวรรษ 1970 ปรากฏว่าในปี 2019 มีจำนวนราว 580,000 ราย

ดินแดนอาทิตย์อุทัยน่วมจากพิษโรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สาหัสไม่แตกต่างจากเพื่อนๆ ชาติอุตสาหกรรมชั้นนำเท่าใดนัก ทุกวันนี้ยังนั่งเลียแผลกันจ้าลาหวั่น เพราะเศรษฐกิจพิกลพิการกันระนาว ญี่ปุ่นขาข้างหนึ่งได้ก้าวถึงปากเหวอยู่แล้ว เมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP หดวูบลงเป็น -7.3% แทบจะต้องเอาปีบคลุมหัว เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในบรรดาชาติร่ำรวย

ยิ่งมาเจอโรคอุบัติใหม่หรือวิบัติโควิดเมื่อย่างเข้าปี 2020 และลุกลามชนิดไม่ทันตั้งตัว ผลก็คือขาอีกข้างก็พากันลงเหวไปเลย ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาสแรกปีนี้ เป็น -2.2% ซึ่งทางเทคนิคของกูรูเศรษฐศาสตร์ ชี้ว่าเมืองซามูไร ได้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพราะอัตราการขยายตัว GDP รายไตรมาสหดหาย 2 ไตรมาสติดต่อกัน บางคนปากอยู่ไม่สุข ยังคาดเดาว่าเมืองปลาดิบน่าจะดิ่งลงจากเหว สู่นรกไปเลยในไตรมาส 2 ด้วยอัตราติดลบไม่ต่ำกว่า 20%

ยังไงๆ ก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์กันไปทางด้านเศรษฐกิจ แต่ปรากฏการณ์ทางสังคมพี่ยุ่นน่าสนใจเหมือนกัน ในขณะที่มีรายงานข่าวสะพัดว่าโควิด-19 ทำลายความสัมพันธ์สถาบันครอบครัว ทำให้มีการหย่าร้าง หรือ ตบตีทำร้ายร่างกายกันในครอบครัว มากกว่าช่วงปกติทั่วๆ ไป ไม่ใช่เพราะโควิดเป็นเชื้อบ้าที่ทำให้นิสัยคนเปลี่ยนแปลง แต่มาตรการควบคุมโรคระบาดที่ต้องให้ผู้คนเก็บกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานกว่าที่คุ้นเคย กลายเป็นแรงบีบคั้นให้บางครอบครัวมีปัญหาต่างๆ นานา จนระเบิดอารมณ์ใส่กันและกันในที่สุด

เมืองซากุระกลับตาลปัตร โควิดได้เปลี่ยนบทบาทกลายเป็นกามเทพที่เร่งเร้าให้คนญี่ปุ่นหันมามองชีวิตครอบครัวอย่างจริงจังมากขึ้น นาย Yuto วัย 31 ปี พนักงานโรงแรมของเมืองทางตอนใต้ Kumamoto รำพึงรำพันให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เขาเคยวางแผนที่จะแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ไม่ได้กำหนดช่วงเวลาแน่นอนนัก แต่โควิดได้ทำให้เขาต้องเว้นห่างทางสังคม และกักตัวเองอยู่แต่ในที่พักเป็นระยะเวลานาน จนรู้สึกเหงาผิดปกติ ส่งผลให้เขาตัดสินใจที่จะแต่งงานมีครอบครัวเร็วที่สุด ด้วยการสมัครสมาชิกกับบริษัทหาคู่ทางออนไลน์ ที่มีอยู่อย่างเกลื่อนกลาดในดินแดนอาทิตย์อุทัย เช่น Sammarie, O-net และ LMO เป็นต้น

บริษัทจัดหาคู่เหล่านี้ เปิดเผยว่านับตั้งแต่เกิดโรคระบาดเมื่อต้นปี และเหตุการณ์รุนแรงจนทางการญี่ปุ่นต้องใช้ยาแรง ด้วยมาตรการฉุกเฉินปิดเมืองในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้คนหนุ่มสาวเมืองปลาดิบหันมาใช้บริการจัดหาคู่กันอย่างหนาแน่น โดยมียอดลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากความเหงา และการที่ต้องอยู่คนเดียวลำพัง ทำให้มีเวลาคิดทบทวนถึงอนาคตครอบครัวมากกว่าเวลาปกติที่มัวแต่ยุ่งเหยิงกับชีวิตการทำมาหากินเป็นอันดับแรก

นักวิจัยทางสังคมเมืองยุ่น มองว่า วิกฤติโควิดอาจทำให้วิถีชีวิตคนญี่ปุ่นหันมาสนใจแต่งงานมากขึ้น หลังจากที่คนญี่ปุ่นมีแนวโน้มแต่งงานลดน้อยลง จากที่เคยมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี ในช่วงทศวรรษ 1970 ปรากฏว่าในปี 2019 มีจำนวนราว 580,000 ราย ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะสัดส่วนของคนวัยหนุ่มสาวของญี่ปุ่นเหลือร่อยหรอลงเท่านั้น แต่คนญี่ปุ่นยังมัววุ่นวายอยู่กับเรื่องปากท้องทำมาหากินมากกว่าเรื่องครอบครัว ทำให้มีการแต่งงานช้า เพราะสถิติที่คนญี่ปุ่นเข้าพิธีวิวาห์ตอนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากกว่าอดีต เผลอๆ ก็ลืมแต่งไปเลย

บริษัทจัดหาคู่ บอกว่าการทำงานในช่วงโรคระบาดอาจยุ่งยากอยู่บ้าง เพราะติดขัดเรื่องการดูตัวกันของลูกค้าแบบสดๆ ไม่ใช่ทางออนไลน์ จึงต้องใช้สารพัดวิธีที่จะให้สมาชิกได้เจอกันใกล้ที่สุด และวิธีที่นิยมใช้ก็คือ ต่างฝ่ายต่างขับรถมาเจอกัน โดยไม่ต้องลงจากรถ และใช้โทรศัพท์พูดคุยทักทายกันและกัน ซึ่งบริเวณ Drive-Through จะเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ สามารถจุได้นับร้อยคัน เรียกว่าเป็นลานแห่งความรักได้เลย

นักสังคมวิทยาญี่ปุ่น มองในแง่ดีที่ว่า โควิดน่าจะกระตุ้นให้ชาวซามูไรแต่งงานกันมากขึ้นและเร็วกว่าเดิม หากโชคดีก็น่าจะช่วยให้คู่สมรสเหล่านั้น ต้องการมีลูกเต้าด้วย จะได้ช่วยให้อัตราการมีบุตรของคนญี่ปุ่นขยับสูงขึ้น เพราะปัจจุบัน เมืองยุ่นมีประชากรคนแก่ที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด (126 ล้านคน) หากไม่ช่วยกันผลิตเด็กๆ อีกหน่อยก็จะมีแต่คนชรากับหุ่นยนต์เต็มประเทศ รายงานจากบริษัทจัดหาคู่ ทิ้งท้ายไว้ว่า นาย Yuto สามารถหาเจ้าสาวได้สำเร็จ เป็นหญิงเมืองกรุงโตเกียว อายุ 43 ปี ถึงแม้อายุจะห่างกัน แต่ทั้งคู่ผ่านบททดสอบการใช้ชีวิครอบครัวสมบูรณ์ ไม่ต้องเหงาอีกต่อไปต่อให้โควิดระบาดอีกนาน

ยังมีเรื่องราวเหลือเชื่ออีกตัวอย่างหนึ่งในสังคมเมืองซามูไร ที่โควิดได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเด็กหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ว่ากันว่า บรรดาบัณฑิตจบใหม่ของญี่ปุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ต้องเดินหางานทำให้เมื่อย เหมือนนักศึกษาจบใหม่ในประเทศอื่นๆ เพราะบริษัทห้างร้านพี่ยุ่น จะพากันแห่มาจองตัวกันถึงบันไดมหาวิทยาลัยกันเลย ในปี 2019 บัณฑิตจบใหม่จะถูกทาบทามเฉลี่ยประมาณ 3 แห่งต่อคน

ฟังๆแล้วน่าจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ที่ต้องรับงานเพียงแห่งเดียว ส่วนที่เหลือก็ต้องเซย์โน ซึ่งคนญี่ปุ่นเหล่านี้มักจะพูด ปฏิเสธไม่เป็น ทำให้หนังสือประเภท How to มีขายกันเยอะแยะ เพื่อที่จะสอนวิธีการปฏิเสธอย่างสุภาพเหมาะสม จนสร้างความปวดหัวให้แก่พวกบัณฑิตจบใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า

วิถีชีวิตเหล่านี้ เป็น Old Normal ของญี่ปุ่น หากใครที่ไม่ต้องการอ่านหนังสือแนะนำวิธีปฏิเสธ ก็อาจใช้วิธีการอื่นๆ แทน เช่น บริษัทกฎหมาย ที่ทำหน้าที่จัดการแทนให้ได้เรียบร้อย หรือใช้บริการที่ปรึกษาด้านอาชีพ และถ้ามีเงินเยอะหน่อย ก็ใช้บริการพวกบริษัทที่มีความชำนาญเฉพาะทางเกี่ยวกับการ ปฏิเสธโดยจะคิดค่าบริการเกือบๆ 200 ดอลลาร์ ต่อ การปฏิเสธกับว่าที่นายจ้างไม่เกิน 5 ราย โดยบัณฑิตที่ว่าจ้างจะใช้บริการผ่านทางไลน์เท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาเจอะเจอใครทั้งสิ้น สะดวก ง่ายดาย และไม่อึดอัด เพียงแต่ต้องเสียสตางค์

แต่วันนี้ โควิด-19 ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอับเฉา การว่าจ้างงานพวกบัณฑิตจบใหม่ไม่ต้องแข่งขันกันอีกต่อไป โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อัตราส่วนตำแหน่งงานต่อใบสมัครงาน อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี แถมยังมีการพยากรณ์จากบริษัทการเงินชั้นนำ Goldman Sachs ที่ว่าญี่ปุ่นอาจประสบปัญหาการว่างงานเลวร้าย อยู่ในอัตราเฉลี่ยราว 4.2% ในเร็วๆ นี้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ นักศึกษาจบใหม่คงไม่ต้องรำคาญใจเรื่องการปฏิเสธงานอีกแล้ว แต่อาจต้องหันมากลุ้มใจตระเวนหางานทำมากกว่า

โควิด อาจทำให้สังคมญี่ปุ่นรู้สึกผ่อนคลายบางเรื่อง แต่ในแง่การเมืองก็ย่ำแย่ไม่แพ้เศรษฐกิจ เนื่องจากผลการสำรวจคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรี Abe Shinto เมื่อไม่นานมานี้ ตกต่ำอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวซามูไรผิดหวังการรับมือกับโรคระบาด และยังเห็นทีท่าผู้นำประเทศ ดูร่วงโรยอ่อนแอ ไม่เข้มแข้งเฟี้ยวฟ้าวเหมือนเมื่อก่อน

ใครจะไปยอมให้ภาพลักษณ์ผู้นำและรัฐบาลดูเปื่อยยุ่ยเพราะพิษโควิด ทำให้ทางการญี่ปุ่น ยอมทุ่มทุนอัดเม็ดเงินช่วยเหลือมหาศาลจริงๆ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของ GDP ซึ่งโดยทั่วไป ประเทศต่างๆ มักจะควักกระเป๋ากันสูงสุดก็ราวๆ 20% ของ GDP งานนี้ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าญี่ปุ่นจะใช้เงินเป็นฟ่อนๆ กอบกู้เศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้แค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หนี้สินของประเทศบานเบอะน่ากลัวกว่าเดิม!!