NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

Trump ขยี้จีน : กลยุทธ์สู่ทำเนียบขาวสมัยที่ 2

“Trump และทีมงานรู้อยู่เต็มอกว่าการที่ Trump จะเรียกคะแนนนิยมกลับมาได้บ้าง ก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในนโยบายต่างประเทศที่เฉียบขาด โดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ให้แก่คนอเมริกัน และเป้าหมายที่ Trump ไม่เคยมองข้ามก็คือ ประเทศจีน” 

 การที่จะห้าม TikTok ทำธุรกรรมในตลาดสหรัฐฯ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เนื่องจากคนอเมริกันกำลังชื่นชอบแอป TikTok อย่างมาก เพราะอย่างน้อยๆ ก็ช่วยคลายเครียดในช่วงที่ต้องทรมานกับการระบาดโรคโควิด และคนอเมริกันบางกลุ่มยังถือโอกาสสร้างรายได้เล็กน้อยๆ จากแอปนี้ได้อีกด้วย ว่ากันว่า ความนิยมในตลาดสหรัฐฯมีผู้ใช้ Download มากกว่า 100 ล้านครั้ง และถ้านับกันทั่วโลก ก็ประมาณ 2,000 ล้านครั้ง

อีกไม่นาน ชาวเมืองโคบาลก็จะได้เลือกตั้งประธานาธิบดีกันแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนศกนี้ คู่ชิงรอบนี้น่าตื่นตาตื่นใจกันพอสมควร ไม่ใช่เพราะความโดดเด่นในฝีไม้ลายมืออะไรกันนักหนา แต่เป็นเพราะเป็นการแข่งขัน ท่ามกลางโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังคร่าชีวิตคนอเมริกันทุกวัน และทำให้สหรัฐฯกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโรคโควิดมากสุดในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดี Donald Trump แห่งพรรครีพับลิกัน จะถอยหลังลงเรื่อยๆ เพราะคนอเมริกันผิดหวังท้อแท้กับการบริหารจัดการโรคระบาดที่สับสนวุ่นวายของ Trump ขณะที่คู่ชิงอย่าง นาย Joe Biden แห่งพรรคเดโมแครต แทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลย กลับมีคะแนนนิยมนำหน้า Trump อย่างชัดเจนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ขืนปล่อยให้สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้ นาย Trump คงต้องเตรียมจัดกระเป๋าออกจากทำเนียบขาวได้เลย การรณรงค์หาเสียงก็ดูไม่เข้มข้นเหมือนการชิงชัยในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯคนก่อนๆ ซึ่งจะโชว์นโยบายต่อสู้กันอย่างเผ็ดร้อน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนคลับแต่ละพรรค ดูคึกคักเร้าใจ แต่คราวนี้การปราศรัยส่วนใหญ่ทำแบบไฮเทคเสมือนจริง ไม่มีการเปิดเวทีใหญ่ เพราะกลัวการติดต่อโรคโควิด ทำให้การดำเนินการเลือกตั้งต้องปรับให้ปลอดภัยมากที่สุด จึงส่งผลให้รูปแบบการเลือกตั้งเป็นไปแบบขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง 

และที่น่าสังเกตก็คือ การชูจุดเด่นในนโยบายของแต่ละพรรค ยังไม่ค่อยคมชัดเหมือนยุคก่อนๆ เดาว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนาย Trump กำลังวุ่นวายอยู่กับการหาทางลัดที่จะกอดเก้าอี้ผู้นำต่ออีกหนึ่งสมัย ส่วนนาย Biden ก็ดูเนือยๆ ด้วยวัย 77 ปี และเชื่อว่า ประธานาธิบดี Trump น่าจะไปไม่รอด จึงไม่ต้องออกแรงโกยคะแนนหนักหนาสาหัส เหมือนการชิงชัยในครั้งก่อน

นโยบายด้านต่างประเทศ ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของผู้นำสหรัฐฯทุกยุคทุกสมัยมาโดยตลอด เนื่องจากสหรัฐฯมีบทบาทมากมายมหาศาลทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ในสนามต่างประเทศ ดังนั้น หากผู้นำสหรัฐฯสามารถคุมเกมต่างๆ ในเวทีโลกได้หมด ก็จะช่วยรักษาศักดิ์ศรีและเสริมบารมีให้แก่แผ่นดินแยงกี้อย่างไม่ต้องสงสัย

Trump และทีมงานก็มองประเด็นเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นกัน และรู้อยู่เต็มอกว่า การที่ Trump จะเรียกคะแนนนิยมกลับมาได้บ้าง ก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในนโยบายต่างประทศที่เฉียบขาด โดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ให้แก่คนอเมริกัน และเป้าหมายที่ Trump ไม่เคยมองข้ามก็คือ ประเทศจีน

เมืองมังกร เสมือนผลกระท้อนที่นาย Trump คอยทุบเล่นตลอดเวลา มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการในปี 2017 แต่ดูเหมือนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนได้รุนแรงรวดเร็วแทบไม่ต่างจากโรคโควิดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 หลังจากคะแนนนิยมของ Trump จมดิ่งลงเรื่อยๆ และเวลาที่เหลือก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งก็กระชั้นชิดเข้ามา

จู่ๆ ประธานาธิบดี Trump ก็ออกคำสั่งปิดสถานกงสุลจีนในเมือง Houston รัฐ Texas เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ในข้อหาที่ว่าเป็นแหล่งมั่วสุมที่ทางการจีนใช้ตั้งฐานปฏิบัติการสอดแนมสหรัฐฯ และยังแอบลักลอบก็อบปี้ทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯอีกด้วย โดยลุงแซมผลักไสให้เจ้าหน้าที่บู๊ลิ้มรีบๆ เก็บข้าวของออกจากกงสุลภายใน 72 ชั่วโมง

รอช้าทำไม ทางการจีน ก็สวนกลับทันควัน โดยมีคำสั่งให้สถานกงสุลสหรัฐฯในเมือง Chengdu ปิดทำการเหมือนกัน และพวกแยงกี้ก็ต้องเก็บกระเป๋าเผ่นภายใน 3 วันด้วย เหตุผลก็คือ ต้องการตอบโต้สหรัฐฯนั่นเอง ซึ่งทางการจีนแถลงว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯเพ้อเจ้อ และยังเป็นอันธพาลอีกต่างหาก น่าเสียดายที่อดีตผู้นำเมืองโคบาล นาย Richard Nixon สู้อุตส่าห์บุกเบิกความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเป็นครั้งแรกในปี 1979 แต่กลับต้องโดนนาย Trump ย่ำยีอย่างไร้หลักฐาน

ก่อนหน้านี้ ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ทีมงานบริหารของ Trump ก็ทยอยเล่นบทโหดฉีกหน้าผู้นำจีนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ออกคำสั่งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ทางการเมืองระดับสูงของจีน โดยห้ามเข้าประเทศสหรัฐฯ เพราะทำตัวขวางโลกละเมิดสิทธิมนุษยชนชาว Uighurs ในเขต Xinjiang, ขึ้นบัญชีดำกับบริษัทจีนเพิ่มเติมอีก 11 แห่ง, ประกาศว่า การขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการถอนสิทธิพิเศษทางการทูตและการค้าที่สหรัฐฯให้แก่ฮ่องกง เพราะไม่พอใจกฎหมายความมั่นคงของจีน เป็นต้น

แค่เดือนเดียวเอง ลุงแซมงัดมาตรการและคำสั่งต่างๆ ออกมากดดันจีนจนแทบจำไม่ไหว นอกจากนี้ บรรดากุนซือของ Trump ยังออกมารุมกินโต๊ะยั่วยุอารมณ์ผู้นำแดนมังกร เพื่อเติมเชื้อไฟยิ่งขึ้น อาทิ Robert O’Brien ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง, Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI, William Barr อัยการสูงสุด และ Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศ ทยอยออกมากล่าวหาว่าประธานาธิบดี Xi Jinping ทะเยอทะยานสร้างอำนาจเผด็จการไม่ต่างจากยุค Josef Stalin ผู้นำสหภาพโซเวียตในอดีต และพยายามนำประเทศจีนให้กลายเป็นมหาอำนาจโลกในทิศทางที่ผิดๆ โดยเฉพาะการเอาเปรียบประเทศต่างๆ อย่างแยบยล     

หากย้อนกลับไปช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 สถานการณ์ของ Trump ถือว่าน่าพอใจ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยที่ 2 เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแรง เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ โดยเฉพาะการว่างงานในประเทศอยู่ในระดับต่ำมากในรอบกว่า 50 ปี อีกทั้งเงินเฟ้อก็ต่ำ โดยรวมๆ ต้องถือว่าเศรษฐกิจลุงแซมไปได้สวยทีเดียวในช่วงก่อนโควิด-19

แม้ว่าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา Trump ได้ใช้มาตรการแข็งกร้าวทางการค้ากับจีนอย่างดุดัน จนกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างกันและกัน และก่อไห้เกิดความซบเซาทางเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างมากก็ตาม แต่ในแง่ของ Trump ก็ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง ที่สามารถบีบให้ทางการจีนยอมทำข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2019 และลงนามกันเรียบร้อยในเดือนมกราคม 2020 โดยระบุว่า จีนต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอีกมูลค่าราว 200,000 ดอลลาร์ภายใน 2 ปี จากยอดที่เคยนำเข้าในปี 2017 โดยกลุ่มสินค้า ได้แก่ เกษตรกรรม และ พลังงาน เป็นต้น ซึ่งสหรัฐฯคาดว่าข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้ น่าจะช่วยลดการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนได้บ้าง และจะได้เริ่มเจรจารอบใหม่เพื่อให้การแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างกันลดน้อยลงเป็นลำดับ

แต่น่าเสียดาย โรคระบาดโควิดที่เริ่มปะทุจากจีนเมื่อต้นปี 2020 และลุกลามไปหมดทั่วโลก ได้กลายเป็นความหายนะแก่สหรัฐฯและประธานาธิบดี Trump อย่างไม่ทันตั้งตัว แถม การบริหารจัดการปัญหาโควิดของ Trump ก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ละรัฐจัดการโรคระบาดไปคนละทิศละทาง จึงทำให้โควิดในสหรัฐฯแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจรุนแรง จากที่เคยแข็งแรง กลายเป็นอัมพาตเศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานผุดขึ้นนับล้านคนในชั่วไม่กี่เดือน คนอเมริกันไม่น้อยกำลังกระเสือกกระสนอยู่ในสภาพไร้งาน ไร้ที่อยู่อาศัย และไร้เงิน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไม คะแนนนิยมของ Trump จึงหดหายไปหมด

เหตุการณ์โควิดที่กำลังทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯและคะแนนนิยมในตัว Trump จำเป็นที่ทีมงานของผู้นำสหรัฐฯ ต้องแก้เกมเฉพาะหน้าโดยด่วน ดังนั้น เมืองมังกรจึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะในกลยุทธ์การเลือกตั้งของ Trump โดยมีการเล่นงานจีนอย่างถล่มทลายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แถม ยังประณามว่าโรคโควิด เป็นเชื้อโรคที่เกิดจากความบกพร่องของจีนที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้เบ็ดเสร็จภายในประเทศจีน ปล่อยให้แพร่ระบาดและทำลายเศรษฐกิจไปทั่วโลก 

ถ้อยแถลงของทางการสหรัฐฯดังกล่าว เปรียบเสมือนการประชาสัมพันธ์ให้คนอเมริกันเข้าใจว่า จีนเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนมะกันต้องล้มตายเป็นเบือเพราะโควิด และยังบ่อนทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯด้วย ดังนั้น สหรัฐฯจึงต้องปฏิบัติการลงโทษจีน และมาตรการที่ Trump ใช้เล่นงานจีนที่ผ่านๆมา ก็เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และ ป้องกันการเอาเปรียบจากจีน

ล่าสุดในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Trump ได้ประกาศถึงชัยชนะที่สามารถโน้มน้าวให้ชาติพันธมิตรมองเห็นถึงภัยร้ายจากจีนได้สำเร็จ ในกรณีบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน Huawei โดยอังกฤษได้เปลี่ยนใจที่จะเลิกใช้อุปกรณ์และเครือข่ายของ Huawei เพื่อพัฒนาระบบ 5G ในอังกฤษแล้ว หลังจากที่โดนสหรัฐฯเป่าหูอยู่พักใหญ่ แถมขู่ว่าอาจล้มเลิกความร่วมมือกับอังกฤษในด้านความมั่นคง เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจากการแอบสอดแนมของ Huawei นั่นเอง

ทำไงได้ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่อย่างมะกัน อังกฤษ จึงต้องถอยเรื่อง Huawei แต่ยังมีเยื่อใยแห่งความหวังดีกับจีนอยู่บ้าง โดยให้หน่วยงานต่างๆ ของอังกฤษที่ยังใช้บริการของ Huawei ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปจนถึงปี 2026 ซึ่งการเลือกตั้งอังกฤษในปี 2024 อาจได้ผู้นำหรือพรรครัฐบาลชุดใหม่ที่หันกลับไปสนใจ Huawei อีกก็ได้

แต่งานนี้ ทางการจีนรู้สึกหัวเสีย และเปรยๆ ว่าอังกฤษต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ให้ระวังสินค้าเมืองผู้ดี ที่ชาวบู๊ลิ้มชื่นชอบ เช่น Scotch Whiskey หรือ รถยนต์ Jaquar Land Rover เป็นต้น รวมถึงธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง HSBC และ Standard Chartered ที่มีธุรกรรมมากมายในแผ่นดินดอกท้อและฮ่องกง ซึ่งสินค้าและบริการพวกนี้อาจเจ็บปวดเหมือน Huawei เฮ้อ จะไม่ให้จีนเก็กซิมได้ยังไง Huawei ทำธุรกิจกับอังกฤษมานานร่วม 20 ปี ทั้งรุ่น 3G และ 4G ยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องล้วงความลับหรือจารกรรมอะไรสักอย่าง อยู่ดีๆ มาชิงทิ้งกันง่ายๆ ก็ย่อมเสียความรู้สึกไม่น้อย  

นอกจากเมืองผู้ดี จะช่วยให้ความหวาดระแวงของ Trump ในกรณี Huawei ดูเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นแล้ว ประเทศยุโรปอื่นๆ ก็ทำท่าว่าจะเดินตามรอยอังกฤษ เช่น ฝรั่งเศส หรือ แม้แต่เยอรมนี ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับจีนค่อนข้างพิเศษ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหญิง Angela Merkel ได้เดินทางไปเยือนแดนมังกรเป็นว่าเล่น รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเมืองเบียร์ในปี 2005

ปัจจุบัน จีน ได้แซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศคู่ค้ารายประเทศใหญ่สุดของเยอรมนี มูลค่าการค้าขายมากกว่า 200,000 ล้านยูโร ในปีที่แล้ว หรือราว 8% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่ รถยนต์หรู เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ และ เคมีภัณฑ์ ฯลฯ ล้วนเป็นที่ต้องการของตลาดจีนอย่างมาก

แม้ว่านายกฯ Merkel จะรู้ว่าตลาดบู๊ลิ้มมีความสำคัญกับธุรกิจเมืองไส้กรอก แต่ในระยะหลังๆ กลุ่มธุรกิจเยอรมันเอง กลับเริ่มเซ็งและถอดใจกับการทำธุรกิจในจีน เพราะอาเฮียชอบเล่น 2 มาตรฐาน และนักลงทุนจีนก็เริ่มเข้าไปซื้อกิจการเด่นๆ ในเยอรมนี เช่น ธุรกิจด้านหุ่นยนต์ เป็นต้น จนเกิดความไม่สบายใจ กลัวว่าจีนอาจต้องการเลียนแบบผลิตภัณฑ์ชั้นนำของเยอรมนี เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง สนองนโยบาย “Made in China 2025ด้วยเหตุนี้ กรณี Huawei ในเยอรมนี จึงอาจไม่สดใสเช่นกัน ทั้งๆ ที่ผู้นำเมืองเบียร์จะเชียร์ Huawei ก็ตาม แต่นาง Merkel สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งในปี 2021

หาก Trump สามารถจูงใจให้ยุโรปส่วนใหญ่ หันหลังให้ Huawei สำเร็จ ก็น่าจะช่วยตอกย้ำให้ชาวอเมริกันเห็นว่า Huawei มีพฤติกรรมอันตรายจริงๆ และการใช้มาตรการของ Trump ที่กีดกันต่างๆ นานากับ Huawei เหมาะสมแล้ว แม้ว่า Huawei จะปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไร้สาระ ไร้หลักฐาน โดยเห็นว่าผู้นำสหรัฐฯกุเรื่องสายลับและขโมยข้อมูล ไม่ต่างจากหนัง Hollywood เพื่อหลอกคนดูได้เพลิดเพลินอินไปกับเรื่องราวลึกลับซับซ้อนที่หนังมะกันถนัดอยู่แล้ว 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ทำท่าว่าจะคลายความร้อนแรงลงในระดับหนึ่ง แต่ปรากฏว่าธุรกิจไฮเทคของจีน กลับตกเป็นเป้าหมายโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างความกังวลในเวทีโลกว่าสหรัฐฯกับจีน อาจเปลี่ยนเกมสงครามการค้า กลายเป็นสงครามไฮเทค ปัจจุบัน มูลค่าตลาดของธุรกิจไฮเทคทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลก ถ้าเกิดสงครามไฮเทคกันจริงๆ คงระส่ำระสายเดือดร้อนกันน่าดู

ในช่วงที่ผ่านมา ที่เห็นชัดๆ ว่าโดนเล่นงานหนักเป็นพิเศษ ก็คือ Huawei ที่สหรัฐฯพยายามตัดตอนไม่ได้เติบโตเร็วเกินหน้าเกินตา ถึงขนาดมีคำสั่งห้ามบริษัทไฮเทคสหรัฐฯขายอุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่ Huawei หรือ บริษัทต่างชาติที่จะนำไปผลิต Chip หรือ Microprocessors ให้แก่ Huawei อย่างเด็ดขาด

ถามว่า จีนกลัวมั้ย? ในเมื่อสหรัฐฯไม่ขาย จีนก็ผลิตเองก็แล้วกัน ตอนนี้ บริษัทผลิต Chip ชั้นนำของจีน The Semiconductor Manufacturing International  Corporation (SMIC) ได้รับแรงหนุนจากทางการจีนอย่างเต็มที่ ให้รีบๆผลิต Chip เพื่อใช้ในวงการไฮเทคของจีนอย่างเพียงพอ จะได้ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ เบื้องต้น SMIC ได้ระดมเงินทุนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว มูลค่าราว 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาใช้ขยายกิจการเร่งด่วน

คำถามต่อมาก็คือ แค่ Huawei หรือเปล่าที่ถูก Trump ไล่บี้ไม่เลิกรา ความจริง มีกลุ่มบริษัทไฮเทคของจีนมากมายที่สหรัฐฯฟาดหัวฟาดหาง ถึงขนาดถอนหุ้นออกจากตลาดนิวยอร์ก และไปจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นฮ่องกงหรือเซี่ยงไฮ้แทน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด และ Trump ก็ไม่ได้แสดงความเกรงใจจีนให้หลงเหลืออยู่ เพราะมีคำสั่งว่าบริษัทใดที่ไม่มีมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีในระดับสากล ก็ไม่ควรเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าจะไม่ระบุตรงๆ ว่าเป็นกลุ่มบริษัทจีน แต่ในแวดวงการเงินการบัญชีรู้ว่าเป้าหมายคือใคร

การกดดันของ Trump ที่ฮือฮาสุด เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การที่จะห้าม TikTok ทำธุรกรรมในตลาดสหรัฐฯ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เนื่องจากคนอเมริกันกำลังชื่นชอบแอป TikTok อย่างมาก เพราะอย่างน้อยๆ ก็ช่วยคลายเครียดในช่วงที่ต้องทรมานกับการระบาดโรคโควิด และคนอเมริกันบางกลุ่มยังถือโอกาสสร้างรายได้เล็กน้อยๆจากแอปนี้ได้อีกด้วย ว่ากันว่า ความนิยมในตลาดสหรัฐฯมีผู้ใช้ Download มากกว่า 100 ล้านครั้ง และถ้านับกันทั่วโลก ก็ประมาณ 2,000 ล้านครั้ง

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จู่ๆ หน่วยงานสหรัฐฯ The Committee on Foreign Investment in the United States (CFIUS) ได้ออกมาประกาศว่า TikTok ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับละเมิดผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอาจได้รับโทษถึงขั้นยุบกิจการในสหรัฐฯ หรือ ห้ามทำกิจกรรมต่างๆ ในตลาดมะกัน โดยหน่วยงาน CFIUS ได้สาธยายโยงเรื่องราวมาตั้งแต่ปี 2017 พบว่าบริษัทแม่ของ TikTok คือ ByteDance ได้เข้าซื้อกิจการของ Musical.ly ซึ่งเป็นแอปวัยรุ่นมีทั้งร้องรำทำเพลง เต็นกันสนุกสนาน และต่อมา ByteDance ก็ได้รวม TikTok กับ Musical.ly ซึ่งทำให้แอป TikTok ฮิตในแวดวงคนหนุ่มสาวไปทั่วโลก

CFIUS กล่าวหาว่า การควบรวมกิจการของ ByteDance ในเวลานั้น ผิดกฎระเบียบของสหรัฐฯ เนื่องจากแอป Musical.ly กำลังได้รับความนิยมในตลาดสหรัฐฯอย่างมาก การเข้าซื้อจึงถือว่าเป็นเรื่องฉวยโอกาสและการผูกขาดในภายหลัง ซึ่งฟังเหตุผลแล้วแปลกๆและที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือ เรื่องราวเกิดมาแล้วตั้งหลายปี แต่ CFIUS เพิ่งแถลงความผิด

ขณะที่ผู้ก่อตั้งบริษัท ByteDance ได้แก่ นาย Zhang Yiming วัย 37 ปี กำลังมึนๆ กับข้อกล่าวหา และห่วงอนาคต TikTok ในสหรัฐฯ และยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ปรากฏว่า Trump ออกมาพูดทีเล่นทีจริงว่า TikTok เครือข่ายสหรัฐฯ ควรขายกิจการให้แก่บริษัท Microsoft ดีกว่า ไม่เช่นนั้น ก็ต้องเลิกกิจการภายใน 45 วัน หรือราวกลางเดือนกันยายน 2020

โลกธุรกิจไฮเทคยิ่งมึนกว่านาย Zhang หลังจากฟังผู้นำสหรัฐฯหาทางออกให้แก่ TikTok แนวทางใหม่ ทั้งนี้ Trump อ้างว่า การที่ห้าม TikTok ทำธุรกรรมในตลาดสหรัฐฯ ก็เพราะเกรงว่า TikTok จะนำข้อมูลผู้ใช้แอปชาวมะกันไปให้ทางการจีน พูดง่ายๆ ก็คือ กลัวว่า TikTok จะทำตัวเหมือน Huawei นั่นเอง ดังนั้น หากขายกิจการให้อยู่ในมือบริษัทอเมริกัน ก็จะหมดปัญหาในประเด็นเหล่านี้ โดย Trump ให้เวลา Microsoft กับ TikTok เครือข่ายสหรัฐ ได้พูดคุยเจรจากันให้แล้วเสร็จกลางเดือนกันยายน

ว่ากันว่า งานนี้ หากการซื้อกิจการเป็นจริงเป็นจังและสำเร็จแล้วละก้อ Microsoft ซึ่งอายุปาเข้าไป 45 ปี ก็น่าจะกระชากวัย กลับดูเป็นวัยรุ่นไปเลย และสามารถกระทบไหล่คู่แข่งอย่าง Facebook และ Google ได้ง่ายหน่อย ที่น่าประหลาดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Trump ได้ออกมาเปรยๆ ว่า หากการซื้อขายสำเร็จ กระทรวงการคลังสหรัฐฯน่าจะได้รับค่าธรรมเนียมบ้าง ในฐานะช่วยจับคู่ให้โดยตรง

เรื่องราวของ TikTok และ Microsoft ยังไม่มีท่าทีจากทางการจีนว่าจะเอายังไง แต่คนจีนบางส่วนอยากให้นาย Zhang แข็งข้อเหมือน Huawei เพราะมองว่า สหรัฐฯรังแกบริษัทจีน แม้ว่าจะเป็นการซื้อกิจการบางส่วนของ TikTok ในสหรัฐฯก็ตาม

นาย Zhang ถือว่าเป็นนักธุรกิจบู๊ลิ้มที่ฉลาด ไม่แตกต่างจาก Mark Zuckerberg แห่ง Facebook หรือ Elon Musk แห่ง Tesla หรือ Jeff Bezos แห่ง Amazon รวมถึง Steve Jobs ของ Apple โดย นาย Zhang ได้ก่อตั้งบริษัท ByteDance เมื่อปี 2012 ด้วยวัย 29 ปี ถือว่าเป็น startup ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ความจริงนาย Zhang พอรู้ล่วงหน้าแล้วว่า TikTok ในสหรัฐฯอาจมีปัญหา จึงมีแผนปรับโครงสร้างของ TikTok ในสหรัฐฯ โดยจ้าง CEO มืออาชีพชาวอเมริกันพร้อมกับพนักงานมะกันจำนวนนับพันตำแหน่ง และเตรียมเจรจากับอังกฤษ เพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ให้แก่กลุ่ม TikTok ในลอนดอน รวมถึงสร้างแหล่งเก็บข้อมูลที่ไอร์แลนด์ ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาข้อมูลอย่างเคร่งครัด

น่าเสียดาย ที่เกิดโรคโควิด ทำให้การดำเนินการต่างๆ หยุดไปหมด และสิ่งที่นาย Zhang คาดการณ์ไว้ก็เป็นความจริง นั่นก็คือ TikTok เครือข่ายสหรัฐฯ อาจต้องเปลี่ยนมือไปสู่บริษัทอเมริกัน

กูรูต่างประเทศวิเคราะห์ว่า หากทางการจีนตอบโต้ใช้มาตรการเหมือน Trump คือ บังคับขายธุรกิจสหรัฐฯให้แก่นักลงทุนจีนบ้าง คงจะมันส์น่าดู ปัจจุบัน มีบริษัทสหรัฐฯในจีน เช่น General Motors, General Electric, Dupont, Merck, Pfizer, Eli Lilly, Bristol Myers Squibb, Boeing, Nike, Coca Cola, Procter & Gamber, Starbucks, KFC, McDonald, Microsoft รวมถึง สถาบันการเงินชั้นนำสหรัฐฯอีกหลายแห่ง ซึ่งกิจการเหล่านี้ มีผลกำไรในแดนมังกรประมาณ 30% ของผลกำไรที่ได้รับจากกิจการทั่วโลก แถม การลงทุนสะสมของสหรัฐฯในจีนมีมูลค่าราวๆ 270,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับการลงทุนสะสมของจีนในสหรัฐฯที่มีเม็ดเงินประมาณ 145,000 ล้านดอลลาร์ ลองนึกภาพเล่นๆ ว่า หากทางการจีนเล่นงานธุรกิจสหรัฐฯในจีนบ้าง ความเดือดร้อนของพวกลุงแซมน่าจะน้องๆ โควิด

ขณะที่เรื่องราว TikTok ยังสดๆ ร้อนๆ Trump ก็ส่งสัญญาณว่าจะเล่นงานบริษัทชั้นนำของจีนต่อเนื่อง อย่าง WeChat ของบริษัท Tencent รวมไปถึงบริษัทคอมพิวเตอร์ชั้นนำ Lenovo ซึ่งชาวเมืองโคบาลนิยมใช้กว้างขวาง

เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทจีนจะโดนขึ้นเขียงมะกันอีกกี่แห่ง เพราะ Trump และทีมงาน เชื่อว่าการโจมตีจีน เป็นการเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากการสำรวจคะแนนนิยมโดยหนังสือพิมพ์ USA Today ร่วมกับ Suffolk University เมื่อไม่นานมานี้ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวอเมริกันราว 51% เห็นว่านาย Joe Biden ผู้สมัครพรรคเดโมแครต น่าจะบริหารจัดการเกี่ยวกับกรณีจีนได้ดีกว่าประธานาธิบดี Trump ซึ่งได้รับคะแนนราว 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

นาย Joe Biden ได้เคยหาเสียงกับคนอเมริกัน และกล่าวว่า “Trump เป็นผู้นำที่ทำให้สหรัฐฯอ่อนแอลง ขณะที่ทำให้จีนเข้มแข็งขึ้นจึงไม่แปลกที่เสียงสะท้อนจากทางการจีนส่วนหนึ่ง แว่วๆมาว่า ต้องการให้ Trump ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เพราะจีนเชื่อคำพูดของ Biden นั่นเอง และดูเหมือนที่ผ่านๆ มาจะได้พิสูจน์ว่าเป็นความจริง!!