NEWS UPDATE • RESERCH

ประเมินราคาทองคำขยับขึ้นชนแนวต้าน 1,807-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สภาวะตลาดวันที่ 14 กรกฎาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ  1,795.20 - 1,803.29 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 26,850 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,800 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFQ20 อยู่ที่ 27,010 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,980 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOU20 อยู่ที่ 1,803.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวลดลง 7.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,810.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.12 น. ของวันที่ 14/07/2020)


ด้านแนวโน้มวันที่ 15 กรกฎาคม 2020 กองทุนเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน วางแผนลดการถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีจดทะเบียน 2 แห่ง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นหลังการทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในตลาดหุ้นจีน โดยบริษัท Sanan Optoelectronics Co Ltd ระบุในว่า กองทุน China Integrated Circuit Industry Investment Fund ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘Big Fund’ ลดการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว 1% สู่ 9.29% ด้วยการขายหุ้น 44.793 ล้านหุ้นระหว่างวันที่ 8 ก.ค.-10 ก.ค ด้านบริษัท NAURA Technology Group Co Ltd เปิดเผยว่า 'Big Fund' จะลดการถือหุ้นในบริษัท 2% ใน 6 เดือนข้างหน้า โดยกองทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 3 ความผัวผวนในตลาดหุ้นจีน กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ ยุโรป และจีน ยังเพิ่มขึ้น เมื่อนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า สหภาพยุโรปเตรียมมาตรการตอบโต้ต่อจีนจากประเด็นกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของจีนต่อฮ่องกง ทางด้านรัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มจำกัดสายการบินจีนให้บริการเที่ยวบินโดยสารสู่ฝรั่งเศส 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ โดยระบุว่า ฝรั่งเศสดำเนินการเพื่อตอบโต้การออกมาตรการจำกัดของจีนต่อสายการบินฝรั่งเศสที่เดินทางสู่จีน นอกจากนี้ อังกฤษมีแนวโน้มคว่ำบาตร Huawei จากเครือข่าย 5G ของอังกฤษภายใต้การตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะสร้างความไม่พอใจต่อจีน ซึ่งสหรัฐต่อสู้กับอิทธิพลทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นของจีน ขณะที่ นายหลี่ คุยเหวิน โฆษกกรมศุลกากรจีนกล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐปรับลง 8.1% ในครึ่งปีแรก จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐปรับลง 1.5% ยังไม่ชัดเจนว่า ตัวเลขที่ นายหลี่เอ่ยถึงอยู่ในรูปสกุลหยวนหรือดอลลาร์ กรมศุลกากรยังไม่เปิดเผยตัวเลขสกุลเงินดอลลาร์สำหรับข้อมูลการค้าโดยรวม โดยนายหลี่ระบุว่า จีนและสหรัฐควรสร้างภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการตามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ท่าทีดังกล่าว เพิ่มความเสี่ยงทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนให้มีแนวโน้มร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำเพิ่มเติม เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่า หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,791-1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ประเมินว่าราคาทองคำจะขยับขึ้นชนแนวต้านในโซน 1,807-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านดังกล่าวได้ อาจต้องระมัดระวังการอ่อนตัวลงของราคาเพื่อสะสมกำลังหรือแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,807 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร เนื่องจากราคายังอยู่ในช่วงของการปรับฐานราคาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายทำกำไรออกมา นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบางส่วนออกมาบ้าง  สำหรับการทำกำไร ให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ แนะนำให้ถือต่อ เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นจากการดีดตัวขึ้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,791-1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,789 (26,750บาท)             1,777 (26,550บาท)                   1,768 (26,450บาท)           

แนวต้าน          1,807 (27,050บาท)             1,818 (27,200บาท)                   1,831 (27,400บาท)             

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFQ20)

แนวรับ            1,789 (26,830บาท)             1,777 (26,650บาท)                   1,768 (26,510บาท)           

แนวต้าน          1,807 (27,100บาท)             1,818 (27,270บาท)                   1,831 (27,460บาท)            

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOU20)

แนวรับ            1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์      1,770 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,809 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์      1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์