NEWS UPDATE • RESERCH

ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเศรษฐกิจฟื้น กดดันราคาทอง

สภาวะตลาดวันที่ 28 พฤษภาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,705.08 - 1,721.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 25,950 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 25,800 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFM20 อยู่ที่ 26,090 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 240 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 25,850 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOM20 อยู่ที่ 1,724.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,710.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.37 น. ของวันที่ 28/05/2020)


ด้านแนวโน้มวันที่ 29 พฤษภาคม 2020 สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนและ สหรัฐ ร้อนแรงมากขึ้น เมื่อรัฐสภาจีนให้การอนุมัติการบังคับใช้ร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติต่อฮ่องกงด้วยคะแนน 2,878 ต่อ 1 เสียง โดยมีผู้งดออกเสียง 6 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติที่รวมตัวกันที่ศาลาประชาคมต่างปรบมืออย่างกึกก้อง เมื่อคะแนนเสียงปรากฏบนจอ ร่างกฎหมายอนุมัติ เพื่อรับมือกิจกรรมที่สนับสนุนการแยกตัว, การบ่อนทำลาย, การก่อการร้าย และการแทรกแซงของต่างชาติในฮ่องกงซึ่งได้รับผลกระทบเมื่อปีที่แล้วจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลนานหลายเดือน ขณะที่วันก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้อนุมัติร่างกฎหมายเรียกร้องให้คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่จีนที่ต้องรับผิดชอบกับการกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ของจีน ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 413 เสียง โดยมีผู้คัดค้านเพียง 1 เสียง และร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งให้กับทำเนียบขาวเพื่อให้ปธน.ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ สหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆเพื่อลงโทษจีนเกี่ยวกับการคุมเข้มต่อฮ่องกง ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตร, ภาษี และข้อจำกัดต่อบริษัทจีนเพิ่มเติม ทั้งนี้ตำรวจปราบจลาจลระดมกำลังประจำการทั่วฮ่องกง เตรียมรับมือกับประชาชนชาวฮ่องกงหลายพันคนนัดรวมตัวบนท้องถนนด้วยความโกรธแค้นต่อร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนเสนอ ซึ่งสร้างความกังวลในระดับระหว่างประเทศเกี่ยวกับเสรีภาพในฮ่องกง แม้ว่ามีความวิตกเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐและจีนในประเด็นกฎหมายฮ่องกงฉบับใหม่ จะกระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรวัดกิจกรรมรายวันชุดใหม่จาก Bloomberg Economics พบว่าเศรษฐกิจในเกือบทุกประเทศที่จับตามีการปรับขึ้นในกิจกรรมนับตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.และต้นเดือนเม.ย. บ่งชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากภาวะหยุดนิ่งจากแรงร่วมทั้งรัฐบาลกลางของประเทศต่างๆ ผ่อนปรนมาตรการปิดธุรกิจและอนุญาตให้ผู้บริโภคเดินทางและจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง สัญญาณดังกล่าว กระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ตลาดหุ้นในประเทศขนาดใหญ่หลายประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตอบรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว จนสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สำหรับทิศทางราคาทองคำในขณะนี้ ราคาทองคำเริ่มเข้าเขตขายทำกำไร ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในโซนนี้อย่างมาก ซึ่งหากราคาไม่สามารถยืนเหนือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ คาดว่าราคาจะอ่อนตัวลง แต่หากยืนได้อย่างแข็งแกร่ง น่าจะได้เห็นการขยับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญระดับที่บริเวณ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า แนะนำให้นักลงทุนซื้อขายระยะสั้น โดยราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวในทิศทางอ่อนตัวลง แม้ว่าจะมีแรงซื้อดันราคาฟื้นตัวขึ้นและมีการทรงตัวรักษาระดับไว้ แต่หากไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้อย่างแข็งแกร่ง จะทำให้ในระยะสั้นนี้ราคากลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ แนะนำนักลงทุนหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,722 หรือ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขายที่มากขึ้น โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,693-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็เป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรหากราคาสามารถยืนได้


ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,693 (25,500บาท)             1,680 (25,300บาท)            1,668 (25,100บาท)           

แนวต้าน          1,722 (26,000บาท)             1,739 (26,200บาท)           1,754 (26,400บาท)            

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFM20)

แนวรับ            1,693 (25,670บาท)             1,680 (25,470บาท)            1,668 (25,290บาท)           

แนวต้าน          1,722 (26,110บาท)             1,739 (26,370บาท)           1,754 (26,590บาท)            

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOM20)

แนวรับ            1,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,684 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์            1,743 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,758 ดอลลาร์ต่อออนซ์