AWARDS • MONEY & BANKING AWARDS

รางวัลเกียรติยศกองทุนยอดเยี่ยม แห่งปี 2564 Best Mutual Fund of the Year 2021 บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด

บทความโดย:

รางวัลเกียรติยศกองทุนยอดเยี่ยม แห่งปี 2564 Best Mutual Fund of the Year 2021

รางวัลเกียรติยศกองทุนยอดเยี่ยม แห่งปี 2564

Best Mutual Fund of the Year 2021

กองทุนเปิดแอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME)

กองทุนเปิดแอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว(ASP-SMELTF)


คมสัน ผลานุสนธิ 

กรรมการบริหาร  ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์


ณัฐพล จันสิวานนท์

กรรมการบริหารประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน


ทิพย์วดี อภิชัยสิริ 

ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส จำกัด

 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 จำนวน 2 รางวัล ประเภทกองทุนหุ้นไทย จากกองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป (ASP-SME) และประเภทกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จากกองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป

อิควิตี้ หุ้นระยะยาว (ASP-SMELTF)

ทิพย์วดี อภิชัยสิริ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ดีใจที่ บลจ.แอสเซท พลัส ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมถึง 2 รางวัล เพราะเป็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนตั้งใจทำงานกันมาตลอด ภูมิใจแทนทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ที่ช่วยกันทำให้มาถึงวันนี้ได้ เพราะการบริหารกองทุนให้มีประสิทธิภาพ ต้องเผชิญกับความท้าทาย ที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อคัดเลือกหุ้นที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในวันนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ทางเราเชื่อมาตลอดว่าสามารถเฟ้นหาหุ้นที่ดีได้เสมอ แม้จะอยู่ในสภาวะตลาดที่ไม่ดี สุดท้ายนี้ขอแสดงความยินดีกับทีมงานทุกคน และขอบพระคุณผู้ถือหน่วยลงทุนทุกท่านที่ไว้วางใจให้ บลจ.แอสเซท พลัส ดูแลตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

พลิกกอง LTF กลับมาสดชื่นอีกครั้ง

คมสัน ผลานุสนธิ กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า ช่วงที่ออกกองทุน ASP-SMELTF ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาภาพรวมตลาดไม่ดีมากนัก ประกอบกับปี 2562 เป็นปีสุดท้ายที่สามารถซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งในตอนนั้นกองทุน ASP-SMELTF มีขนาดของกองทุนเพียง 1-2 ล้านบาทเท่านั้น จากปัญหาในช่วงนั้นรวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาทีมงานทุกคนทำงานกันอย่างหนักจนทำให้ตีตื้นขึ้นมาได้

หลังจากปี 2562 เป็นต้นมา ทุก บลจ.เลิกทำการตลาดกองทุน LTF ไปเลย เนื่องจากไม่สามารถซื้อได้แล้ว บลจ.แอสเซท พลัส นั้นถือว่าเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่ยังคงโฟกัสกองทุนดังกล่าว จนขนาดกองทุนในปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท แม้ว่าเป็นเม็ดเงินจำนวนไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับที่มีอยู่เดิมคือ ประมาณ 200 ล้านบาทนั้น เราโตขึ้น 3 เท่า

ดังนั้น ลูกค้าที่เริ่มย้ายมาลงทุนในกองทุน LTF ของ บลจ.แอสเซท พลัส ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานเราทุกคนที่ได้ช่วยเหลือลูกค้าที่เคยขาดทุนจากกองทุน LTF ที่เคยลงทุนอยู่แสดงว่าสิ่งที่บริษัทพยายามสื่อสารออกไปนั้นเป็นประโยชน์กลับไปยังนักลงทุนจริงๆ เพราะในปัจจุบันต้องยอมรับว่าทางเลือกของนักลงทุนในเรื่องของกองทุน LTF นั้นมีไม่มาก

คมสันกล่าวว่า ในเมื่อนักลงทุนมองว่า บลจ.แอสเซท พลัส ยังเป็นทางเลือกหนึ่งของเขาก็ต้องสร้างให้เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนักลงทุนที่เคยขาดทุนจาก LTF ก็เริ่มกลับมามีกำไรกันหมดแล้ว หลายๆ คนที่เคยหมดหวังกับ LTF ไปแล้วก็กลับมาสดชื่นกันอีกครั้ง และจากผลการดำเนินงานในจุดนี้ยังเป็นส่วนที่ช่วยให้ บลจ.แอสเซท พลัส สามารถเปิดรับลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาทำความรู้จักกับเราและเปิดใจกับเราได้มากยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้ บลจ.แอสเซท พลัส ก็ยังคงพยายามอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันยังเป็น บลจ.ที่มีช่องทางการขายน้อย แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มขยับขยายไปเรื่อยๆ โดยเป้าที่ประเมินไว้ของกองทุน LTF นั้นน่าจะเกิน 1,000 ล้านบาท ได้ไม่ยากภายในปีหน้าเพราะถ้ามองภาพรวมจริงเม็ดเงินที่ยังอยู่ในตลาดกองทุน LTF จริงๆ ก็ถือว่ายังมีขนาดใหญ่ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 2 แสนล้านบาท ในปัจจุบัน สำหรับกองทุน LTF ภายใต้การบริหารของ บลจ.แอสเซท พลัส ยังมีเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยบางวันพบว่า มียอดสูงถึง 5 ล้านบาท ซึ่งจะมีทั้งลูกค้าหลายคนที่โอนมา หรือเป็นลูกค้าคนเดียวที่ถือ LTF ไว้เป็นจำนวนมากอาจจะโอนมาทั้งก้อนก็เป็นไปได้

คมสันเสริมว่า ตอนนี้เราพยายามขยายช่องทางการขายให้ได้มากที่สุด ทีมตัวแทนขายอิสระของเราปีที่แล้วมีไม่กี่คน แต่ตอนนี้มีหลักร้อยคนแล้ว ปีหน้าก็ยังมีแผนที่จะบุกตัวแทนขายผ่านธนาคารมากขึ้นอีก แต่ในช่องทางเดิมที่มีอยู่แล้วก็ถือว่าได้ผลตอบรับที่ดี

สำหรับวิสัยทัศน์ของ บลจ.แอสเซท พลัส จะเน้นไปที่สร้างผลิตภัณฑ์ก่อนโดยเน้นไปที่ความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาด ซึ่งพอเริ่มติดตลาดก็จะขยาย สื่อสารกับทั้งนักลงทุน ตัวแทนการขายรอบด้าน มีทั้งส่งข่าวสารและข้อมูลใหม่ๆ โดยตลอด

อีกทั้งในตอนนี้ บลจ.แอสเซท พลัส หันมาทำสื่อในการประชาสัมพันธ์เป็นของตนเองไว้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น YouTube, FACEBOOK, Podcast และ Blockdit 
ซึ่ง บลจ.แอสเซท พลัส เป็นสถาบันการเงินที่มีผู้ติดตามจำนวนมากที่สุดในประเทศ ณ ปัจจุบันใน Blockdit นักลงทุนก็เริ่มเข้ามาทำความรู้จักกับ บลจ.แอสเซท พลัส ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึงแม้ว่าจะเน้นขยายช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่บริษัทก็ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสร้างความแตกต่างให้แก่นักลงทุนอยู่เช่นเดิม

 

ไม่ขอเป็นที่ 1 แต่ขอเป็นที่ 2 ครองใจนักลงทุนตลอดไป

ทิพย์วดี กล่าวว่า สิ่งที่เป็นแนวคิดหลักในการบริหารกองทุนของ บลจ.แอสเซท พลัส และเป็นสิ่งที่เชื่อมาตลอดคือ ความยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น ถ้าจะรักษาจุดนี้ไว้ให้ได้ยั่งยืนคือ ต้องสร้างคน สร้างทีมงานที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม มีเป้าหมายร่วมกัน สร้างแรงผลักดันให้ทีมงานทุกคนรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือสิ่งที่อยากตื่นมาทำจริงๆ ไม่ใช่ตื่นมานั่งดูตลาดไปวันๆ พอตลาดปิดจบเลิกงาน ทุกวันนี้ทีมงานที่ร่วมทำกันมาตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ทีมงานมีแรงผลักดัน มีความสามัคคี มองสิ่งต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกันได้ดี และที่สำคัญ ทุกคนมีความเป็น Professional ในด้านที่ตนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาต ต่างๆ ที่ทีมงานทุกคนมีนั้นสามารถนำมาใช้ได้จริงไม่ใช่มีไว้เพื่อประดับชื่อเสียง

อีกเรื่องที่สำคัญคือ เรื่องของทัศนคติในการลงทุนที่ทาง บลจ.แอสเซท พลัส พยายามจะสื่อแก่นักลงทุนมาตลอดว่า เราไม่ได้พยายามทำให้กองทุนของ บลจ. ต้องเป็นที่ 1 ในแต่ละปี แต่ขอเป็นที่ 2 ตลอดไป ซึ่งก็เพียงพอแล้ว เพราะการเป็นที่ 2 ไปเรื่อยๆ ระยะยาวนั้นเราจะกลายเป็นที่ 1 เองโดยที่นักลงทุนไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ เพิ่มขึ้นในการเร่งทำกองทุนตลอดเวลา

เราไม่ได้อยากดึงดูดนักลงทุนด้วยการสร้างกองทุนให้มีผลประกอบการดีที่สุดในปีนั้นๆ จนมีนักลงทุนแห่มาซื้อกองทุนของเรา แต่ปีถัดไปผลการดำเนินงานอยู่ท้ายตาราง เราพยายามสร้างความสมดุลให้นักลงทุนมาอยู่กับเราแล้วไม่ต้องมานั่งเครียดว่าปีต่อไปจะดีเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ บลจ.แอสเซท พลัสทำคือเป็นกองทุนที่อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจด้วยกันไปยาวๆ ดีกว่า

 

เผยกลยุทธ์ รักเล็กๆ แต่รักนานๆ

ทิพย์วดี กล่าวว่า สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดที่ทาง บลจ.แอสเซท พลัส พยายามจะสื่อสารกลับไปหานักลงทุน ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนก็มักจะมองว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นเป็นหุ้นที่มักถูกใช้เป็นหุ้นเก็งกำไร แต่ บลจ.แอสเซท พลัส ก็อยากจะสื่อสารกลับไปว่า หุ้นกลาง-เล็กนั้น เป็นหุ้นที่ถ้ามองภาพการลงทุนระยะยาวได้จะเป็นตัวสร้างผลตอบแทนที่ดี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าไม่มีใครสามารถมองหุ้นเหล่านี้ได้ถูกต้อง 100% อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ บลจ.แอสเซท พลัส มองคือ ขอแค่ถูกประมาณ 60-70% ก็เพียงพอแล้ว พยายามมองระยะยาวให้ออกและทนกับสถานการณ์สั้นๆ ให้ได้ การกระโจนใส่หุ้นขนาดใหญ่ทุกครั้งที่มีกระแสข่าวออกมานั้น ไม่ใช่ทางของ บลจ.แอสเซท พลัส ยิ่งหากพยายามไปกดดันกับตลาดตลอดเวลา พยายามซื้อๆ ขายๆ บ่อยครั้ง ต้นทุนก็ไปตกอยู่ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนแทน ดังนั้น การวางแผนลงทุนที่มองระยะยาว ถือเป็นการลดต้นทุนให้กับลูกค้าได้ด้วยเช่นกัน

ทิพย์วดีเสริมว่า เป้าหมายที่ บลจ.แอสเซท พลัส วางไว้ให้แก่นักลงทุนตั้งแต่ช่วงเปิดกองทุน ASP-SME คือ การทำผลตอบแทนที่ 10-15% ต่อปี ดังนั้น เพื่อที่จะสร้างพอร์ตให้เป็นไปตามที่วางไว้ หุ้นที่ บลจ. แอสเซท พลัส มองว่าตัวไหนสร้างผลตอบแทนให้ได้ประมาณ 15-20% ก็จะให้น้ำหนักการลงทุนที่สูง แต่หุ้นตัวไหนที่คาดว่าไม่ถึงก็จะลดหลั่นลงมา แต่ไม่ใช่ว่าจะทิ้งตัวที่คิดว่าทำผลตอบแทนได้ไม่ถึง 15% ไปเลย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้พอร์ตของกองทุนมีความเสี่ยงสูงเกินไป ถือเป็นการถัวน้ำหนักการลงทุนให้พอร์ตไปในตัว อีกทั้งก็ยังได้ผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบอื่น เช่น เงินปันผล เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ การวางสมดุลให้ผลตอบแทนกลับมาแก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนของผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบัน ทิพย์วดีให้ความเห็นว่า ถ้ามองระยะเวลาที่เหลือของปีนี้น่าจะบอกได้ยากแต่สิ่งที่ บลจ.แอสเซท พลัส สนใจจริงๆ คือ ผลการดำเนินการในปี 2565 ที่คาดว่ากำไรของตลาดจะเติบโต 12-13% ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ ณ ปัจจุบันคือการหาหุ้นที่จะสามารถเติบโตให้ได้มากกว่า 12% ยกเว้นว่ากำไรของตลาดในปีหน้าจะมีราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) อยู่ที่ 17.4 เท่า ถ้าจะหาหุ้นที่อัตราการเติบโตน้อยกว่า 12% พี/อี ก็จะต้องถูกกว่า 17.4 เท่า รวมทั้งจะต้องมีอัตราจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่า เพื่อให้พอร์ตมีความสมดุลที่สุด

การเฟ้นหาหุ้นไห้ได้ผลตอบแทน 12% ต่อปีนั้นยากมาก แต่เราเชื่อเสมอว่าจะต้องมีจังหวะการลงทุนแม้สภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม ดังนั้น ปีหน้าจึงเป็นปีที่คาดว่าจะมีความท้าทายสูงเช่นกัน ไม่ใช่แค่หุ้นกลาง-เล็ก รวมถึงหุ้นใหญ่ด้วย และก็ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นไทยแต่รวมถึงตลาดโลกด้วย

 

หุ้นไทยไปต่อได้ แม้ฟื้นช้ากว่าตลาดอื่น

ทิพย์วดีเผยว่า เหตุผลที่ บลจ.แอสเซท พลัส กล้าเชียร์หุ้นไทยในตอนนี้เนื่องจากภาพระยะยาวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ช้า ปีนี้สิ่งที่ฟื้นตัวพอจะอยู่ในระดับดีมีแค่การส่งออกและการเกษตร แต่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของไทยอย่างการท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่ได้มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่าที่ควร ดังนั้น ในปีถัดๆ ไปภาพที่มองเห็นคือ การค่อยๆ ฟื้นตัวจากกลุ่มธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเหล่านี้

จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นสาเหตุให้ บลจ.แอสเซท พลัส กล้าเชียร์หุ้นไทยมากยิ่งขึ้น ต่อให้เราจะมีโควิดระลอก 5 ก็ตาม เพราะต้องยอมรับว่าในระลอก 4 ที่ผ่านมา ไทยเผชิญกับความรุนแรงและยาวนานมาแล้ว ดังนั้น ในระลอก 5 นั้นมีเรื่องของวัคซีนที่เราเริ่มผลิตเองได้ การนำเข้าวัคซีนที่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก็ฉีดกันเกินกว่า 50% แล้ว ดังนั้น แม้จะมีระลอก 5 ก็เชื่อว่าไทยสามารถรับมือได้

คมสัน เสริมมุมมองการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยโดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 แต่ในช่วงครึ่งปีแรกสิ่งที่จะช่วยจริงๆ คือการท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่า ซึ่งน่าจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เพราะจากที่รัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆในเดือนกันยายนก็ได้เห็นผู้คนออกท่องเที่ยวกันแล้ว โดยเฉพาะตามหัวเมืองต่างๆ ที่เริ่มฉีดวัคซีนกันมากแล้วก็ทยอยเที่ยวกันแล้ว

 

เปิดแผนอนาคต เน้นความแตกต่าง คว้าใจนักลงทุน

สำหรับแผนการออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวม คมสันกล่าวว่า ตอนนี้ที่ทาง บลจ.แอสเซท พลัส วางไว้ก็จะเริ่มหันกลับมามองตราสารหนี้ในแนวคิดเดิมคือต้องแตกต่าง ซึ่งที่ดูไว้ก็ รวมถึงการดูกระแสเมกะเทรนด์ในโลกก็ยังให้ความสนใจอยู่เช่น ESG หรือแม้กระทั่งสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ บลจ.แอสเซท พลัสให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ใหม่ๆ อย่างสินทรัพย์ดิจิทัลที่เราเริ่มศึกษากันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Cryptocurrency ICO Portal หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์เหล่านี้ที่เป็นไปตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า บริษัทจะสามารถทำอะไรได้ถึงขั้นไหนบ้าง เพราะในปัจจุบันต้องยอมรับว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมสูง แต่ก็ยังมีความผันผวนที่สูงอยู่

สำหรับโซลูชั่นการลงทุนใหม่ๆ ก็มีเรื่องกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ซึ่ง บลจ.แอสเซท พลัส ก็เริ่มทำมาสักระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำการตลาดเต็มตัว คาดว่าปีหน้าจะเริ่มเข้ามาในส่วนนี้อย่างจริงจังเพื่อใช้ไปสู้กับ Private Bank จากต่างประเทศ ณ ตอนนี้บริษัทมีทีมกลยุทธ์ที่พร้อมในเรื่องนี้แล้ว รวมถึงลูกค้าบางส่วนเริ่มไว้วางใจ ปัจจุบัน มูลค่าของพอร์ตในช่วงเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 1,000 ล้านบาท

ในส่วนของช่องทางการขาย คมสันกล่าวว่า จะมีการขยายไปยังธนาคารพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงขยายไปสู่การทำ ยูนิต ลิงค์ ร่วมกับฝั่งบริษัทประกัน โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และคาดว่าในปี 2565 ก็จะจับมือกับธุรกิจประกันเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้าน ยูนิต ลิงค์ และใช้ตัวแทนประกันเป็นช่องทางการขายกองทุนของ บลจ.แอสเซท พลัส เพิ่มด้วย

ในฝั่งของทีมตัวแทนขายอิสระก็ยังขยายต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันก็มีมากกว่า 100 คนแล้วจากไม่กี่สิบคนในช่วงเริ่มต้นเนื่องจากเมื่อขายผลิตภัณฑ์กองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ.แอสเซท พลัส แล้วประสบความสำเร็จตัวแทนขายก็เริ่มขยับขยายไปหาทีมงานกันมาเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งทาง บลจ.แอสเซท พลัส สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีให้กับกองทุน ทีมงานที่เป็นตัวแทนขายอิสระก็ยิ่งเพิ่มขึ้น กองทุนก็สามารถขายได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 4 ก็ส่งผลดีต่อบริษัทในเรื่องนี้ด้วยเนื่องจากผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจในด้านการลงทุนมากขึ้น ลูกค้าบางรายยอมปิดกิจการเพื่อนำเงินทั้งหมดมาลงที่กองทุนก็มี โดยมองไว้ว่าภายในปี 2565 จะมีทีมตัวแทนขายอิสระเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 คน

ท้ายสุดคมสันได้กล่าวถึงอีกช่องทางหนึ่งที่ บลจ.แอสเซท พลัส ทำอยู่นั่นก็คือ การติดต่อทางตรงกับลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าที่ใช้บริการและติดต่อกับ บลจ.แอสเซท พลัส ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเดือนละประมาณ 2,000 คน รวมถึงในเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่จะถึงก็จะสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ผ่านแพลตฟอร์มของ บลจ.แอสเซท พลัส ซึ่งก็จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดได้มากขึ้นและเป็นการเปิดช่องทางให้ลูกค้าใหม่ที่อยู่ต่างจังหวัดได้เข้าถึงโปรดักส์ต่างๆ ของ บลจ.แอสเซท พลัส ได้ด้วยเช่นกัน

บลจ.แอสเซท พลัส ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมถึง 2 รางวัล ภูมิใจแทนทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้านและหลังบ้านที่ช่วยกันทำให้มาถึงวันนี้ได้ การบริหารกองทุนให้มีประสิทธิภาพต้องเผชิญทั้งความกดดันและใช้ความอดทนสูง และในวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ทุกคนเชื่อมาตลอดว่าหุ้นไทยไม่ได้แย่เสมอไปนั้นเป็นความจริง และขอบพระคุณผู้ถือหน่วยลงทุนทุกท่านที่ไว้วางใจให้ บลจ.แอสเซท พลัส ดูแลตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา