Who 's Who
ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการ IBM ใหม่ เผยกลยุทธ์ และทิศทางการดำเนินงาน

ในวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ประกาศแต่งตั้งนางสาวปฐมา จันทรักษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยรับผิดชอบการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ ขับเคลื่อนการเติบโตและการขยายธุรกิจของไอบีเอ็มในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอินโดจีน ครอบคลุมพม่า ลาว และกัมพูชา

 

                ล่าสุด นางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกเทคโนโลยี และพันธกิจต่อไปของ ไอบีเอ็ม หลังจากที่เธอขึ้นรับตำแหน่ง ซึ่งนางสาวปฐมาได้กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเกิดขึ้นของ disruptive technology ต่างๆ

                ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ บล็อกเชน คลาวด์ หรือแม้แต่ควอนตัมคอมพิวติ้งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนแล้วกำลังสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงต่อวิถึชีวิตและธุรกิจมากมาย ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องหันมาปรับตัว ปรับวิธีคิดและแนวทางการทำงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้ผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

การเติบโตของข้อมูลและบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

                ข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปริมาณมหาศาลได้กลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของโลก แต่กว่า 80% ยังคงเป็นข้อมูลแบบไร้โครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากภาพ เสียง เซ็นเซอร์ วิดีโอ ฯลฯ ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังไม่มีความสามารถในการเข้าใจ และนำมาใช้ และจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือค็อกนิทิฟในการถอดรหัสให้ข้อมูลเหล่านั้นกลายเป็นมุมมองเชิงลึกเพื่อเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดทางธุรกิจต่อไป

                “ไอบีเอ็ม วัตสัน” ถือเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพสูงแตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ ในท้องตลาด ปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วในกว่า 16,000 องค์กรใน 20 อุตสาหกรรม ใน 80 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการเงิน ค้าปลีก การดูแลสุขภาพ เหมืองแร่ การโรงแรม ฯลฯ และเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ และบริการที่ผู้บริโภคกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้อยู่ในทุกวันนี้

 

ตัวอย่างการนำวัตสันมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ

                ปี 2016 ปตท. ได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยี IBM Watson IoT มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการดำเนินการของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยนำร่องใช้กับชุดอุปกรณ์ Gas Turbine ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ระยอง ช่วยให้ ปตท. สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกจากเซ็นเซอร์หลายร้อยตัวจากหลายระบบ ร่วมกับ ข้อมูลประวัติจากระบบวัดประสิทธิภาพการทำงานและการบำรุงรักษา ช่วยให้ผู้บริหารตลอดจนวิศวกรของปตท. สามารถมองเห็นรูปแบบของ KPI และความเชื่อมโยงของข้อมูลต่างๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันพร้อมแจ้งเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะเกิดปัญหาความล้มเหลวของระบบขึ้น ส่งผลให้ ปตท. สามารถลดค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการรีเซ็ทการทำงานของชุดอุปกรณ์ Gas Turbine หลังจากเกิดเหตุหยุดทำงาน

                ปี 2018 กลุ่มสามารถจับมือ IBM Security ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ หรือ Cyber Security Operation Center (CSOC) นำระบบ Watson for Cyber Security ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของภัยคุกคามเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยใช้แนวทางเดียวกับศูนย์ CSOC ของ IBM ทั่วโลก รองรับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง

                ปี 2018 บริษัทพีทีทีโพลีเมอร์มาร์เก็ตติ้งจำกัด (PTTPM) นำระบบ AI ที่ชื่อว่า Watson มาใช้ในกระบวนการตรวจสอบ LC เป็นรายแรกในอาเซียนโดยบุคลากรของ PTTPM สามารถฝึกฝนWatsonให้ตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ของ LC ได้โดยปราศจากอคติเอนเอียงสามารถปรับรูปแบบการทำงานตามบริบทของอุตสาหกรรมโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมหรือใช้ทักษะทางเทคนิคเชิงลึกแต่อย่างใดให้ผู้ตรวจสอบ LC ของ PTTPM สามารถลดเวลาการตรวจสอบลงแต่เพิ่มความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และช่วยเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                ท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าจะได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น โดยรายการธุรกรรมทั้งหมดจะได้รับการดำเนินการด้วยระบบอัจฉริยะ ทำให้รวดเร็วขึ้นและลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับกระบวนการทางธุรกิจ อันถือเป็นกุญแจสำคัญของการเติบโตและขยายธุรกิจของ PTTPM


บล็อกเชน เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

                บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนโลกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่อินเตอร์เน็ตเข้ามาพลิกรูปแบบการทำธุรกิจในอดีต รายงานของการ์ทเนอร์ระบุว่ามูลค่าเพิ่มที่บล็อคเชนจะก่อให้เกิดสำหรับธุรกิจทั่วโลกจะสูงถึงกว่า 6 ล้านล้าน บาท ($176 billion) ในปี พ.ศ.2568 และสูงถึงกว่า 108 ล้านล้านบาท ($3.1 trillion) ภายในปีพ.ศ. 2573 ซึ่งการเติบโตลักษณะนี้เป็นแพทเทิร์นที่มักเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ (emerging technology) ที่สำคัญๆ

                ปัจจุบันบริการ Blockchain ของไอบีเอ็มได้รับการจัดอันดับโดย Juniper Research ให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดยบล็อกเชนจะทำให้รูปแบบการทำธุรกรรมที่เราคุ้นเคยในทุกวันนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความยุ่งยากซับซ้อนอันเกิดจากการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย การส่งต่อข้อมูล เอกสารที่เป็นกระดาษ กระบวนการหลายขั้นตอน หรือระยะเวลาในการทำข้อตกลงที่มักจะยาวนานถึง 20 วันหรือมากกว่านั้นสู่การเก็บข้อมูลอ้างอิงแบบเรียลไทม์ มีการตรวจสอบและแชร์ข้อมูลให้เฉพาะบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น จึงเป็นระบบข้อมูลจริงที่มีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการที่กินเวลาและใช้ต้นทุนสูงหมดไป มีการตรวจสอบความถูกต้องหรือประวัติเครดิตและติดตามได้ในทันที สร้างความเชื่อถือและความโปร่งใสให้กับข้อมูลและธุรกรรมต่างๆซึ่งทำให้ธุรกรรมที่ผิดพลาดหรือการฉ้อโกงหมดไปพร้อมกับต้นทุนการทำธุรกรรมที่ลดลงเมื่อเทียบกับระบบการทำธุรกรรมแบบเดิม


ตัวอย่างการนำบล็อกเชนมาใช้ในประเทศไทย

                ในปี 2017 ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ ไอบีเอ็มในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างระบบต้นแบบใช้รับรองเอกสารต้นฉบับ นอกจากนี้ ได้ทำการทดสอบบริการบน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บมจ. พีทีที โกลบอลเคมิคอลและบจก. พีทีทีโพลีเมอร์มาร์เก็ตติ้งร่วมพัฒนาบริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Enterprise Letter of Guarantee on Blockchain) เพื่อยกระดับการจัดการเอกสารหนังสือค้ำประกันแก่หน่วยงานผู้รับหนังสือค้ำประกันและคู่ค้าผู้วางหนังสือค้ำประกัน

                ต่อมาในปี 2018 ภายใต้การนำของธนาคารแห่งประเทศไทย14 ธนาคารในไทยได้จับมือรัฐวิสาหกิจและองค์กรธุรกิจใหญ่ 7 แห่งก่อตั้ง Thailand Blockchain Community Initiativeบนแพลตฟอร์ม IBM Blockchain เพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนยกระดับประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนระบบบล็อกเชน สร้างโครงข่ายหนังสือค้ำประกันที่สะดวกปลอดภัยบนบล็อกเชนเป็นครั้งแรกของไทย นำระบบหนังสือค้ำประกันวงเงิน 1.35 ล้านล้านบาทสู่ยุคเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 100% ซึ่งจะนำสู่การลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า

                ในปี 2017 กรุงศรี และไอบีเอ็มประกาศความสำเร็จของโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อบริหารกระบวนการจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการดำเนินงาน            

                ปี 2018 ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และธนาคารตัวแทนจำหน่ายโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและ IBM ร่วมพัฒนาระบบบนเทคโนโลยีBlockchainสำหรับงานจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล

                โดยผลจาก Proof of Value พบว่าระบบดังกล่าวช่วยให้ประชาชนได้พันธบัตรเร็วขึ้นจากเดิมใช้เวลา15 วันเหลือเพียง2 วันและยังสามารถเลือกซื้อเต็มสิทธิผ่านธนาคารใดก็ได้ อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลง ช่วยให้ผู้ออกพันธบัตรสามารถบริหารจัดการวงเงินได้เร็วขึ้น : นำสู่การลดต้นทุนการดำเนินงานของทั้งระบบที่มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking