บล/บลจ/ประกัน
เอเซีย พลัส มองเป้า SET Index ปี 62 ที่ 1,795 จุด แนะลงทุนหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ

บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยปี 2562 มีทิศทางดีขึ้น หลังตอบรับประเด็นสงครามการค้าไปแล้ว ขณะที่เชื่อว่า Fund Flow จะไหลกลับ และเศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุนหลังผ่านการเลือกตั้ง ประเมินดัชนีหุ้นไทยปีหน้าที่ 1,795 จุด พร้อมแนะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยเป็น 50% เน้นหุ้นที่เติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศ

                ภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ขณะนี้ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีนที่เป็นปัจจัยหลัก มีทิศทางที่ดีขึ้น หลังผู้นำทั้งสองประเทศเจรจากันในการประชุม G20 เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2561

                โดยสหรัฐฯ ยอมเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญฯ ออกไป 90 วัน ขณะที่จีนยินยอมซื้อสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนรอบที่ 4 วงเงินอีก 2.67 แสนล้านเหรียญฯ คาดว่าจะไปพูดคุยกันอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2562

                นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้า ได้สะท้อนผ่านการปรับฐานของตลาดหุ้นโลกหลายแห่งไปมากแล้ว โดยเฉพาะฝั่งเอเซียที่ปรับฐานลงแรง โดยรวมจึงเชื่อว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2562 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

                ทั้งนี้ ประเมินว่า เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเอเซียและไทย

                หลังจากที่ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมูลค่ารวมสูงถึง 6.12 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2556 ที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณปรับลดมาตรการ QE จนถึงปัจจุบัน ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติล่าสุด ลดลงมาเหลือเพียง 29.57% แบ่งเป็นการถือครองที่ปิดโอนชื่อต่างชาติ 22.86% และถือครองผ่าน NVDR 6.71%  

                ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง จากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงตั้งแต่เดือน เม.ย.2561 บวกกับผลกระทบจากสงครามทางการค้าโลกที่กดดันกำลังซื้อภายในประเทศ และราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

                ทำให้เชื่อว่าใกล้สิ้นสุดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น และส่งผลสืบเนื่องไปยังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond yield) ของสหรัฐฯ ที่เริ่มปรับลดลง สวนทางกับประเทศในภูมิภาคเอเชียบางประเทศ ที่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะยังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ และเพื่อสกัดกั้นเงินทุนไม่ให้ไหลออกไม่มากกว่านี้

                “แม้ว่าสงครามการค้าจะกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย ทำให้ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ชะลอตัวลง โดยประเมินว่าจะขยายตัวที่ 3.5% จากเดิม 4% ในปี 2561 โดยภาคการส่งออกจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้น้อยลงนับจากนี้

                แต่จะเห็นการลงทุนและการบริโภคครัวเรือนขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน โดยในส่วนการลงทุนภาคเอกชนนั้น คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะยังเน้นไปที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้านการลงทุนภาครัฐ น่าจะสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลชุดเก่าได้วางแผนระยะยาวไว้ และเร่งดำเนินโครงการต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการอื่นๆ ให้ทันก่อนมีรัฐบาลใหม่เข้ามา”

                ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2562-2565 จะมีเม็ดเงินจากการลงทุนในโครงการที่เหลืออยู่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอีกราว 2 ล้านล้านบาท หรือราว 83.4% ของวงเงินทั้งหมด หรือเฉลี่ยปีละ 5 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน มองว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคครัวเรือน จากการวางนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่ยังมีอยู่ จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

                ขณะที่การเมืองไทย หลังเห็นกำหนดการนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในวันที่ 24 ก.พ.2562 แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีโอกาสได้รัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง ทำให้มีเสถียรภาพน้อย แต่การได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง น่าจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น 

                ภรณี กล่าวต่อว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2562 จะเติบโตชะลอลงจากปี 2561 แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง รองรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้นาน 11 เดือน และยังครอบคลุมหนี้สินต่างประเทศได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

                แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (กำไรสุทธิต่อหุ้น) ฃปี 2562 ประเมินว่าจะเติบโตเพียง 3.3% เมื่อเทียบจากปีก่อน เนื่องจาก มีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 65 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 70 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 70.9 เหรียญฯ ในปี 2561 ส่งผลให้มีการปรับลดกำไรกลุ่มพลังงานลงกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังปรับลดกำไรกลุ่มปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และ ICT ลงเช่นกัน

                จากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2562 จะลดลงเหลือ 112.2 บาทต่อหุ้น จากเดิม 115 บาทต่อหุ้น แต่ด้วยระดับ Expected P/E ปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ราว 14.4 เท่า เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในภูมิภาค อีกทั้งกระแส Fund Flow ที่น่าจะไหลกลับในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2562 จะช่วยหนุนให้ P/E ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปแตะ P/E 16 เท่าได้

                สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยของปี 2562 ประเมินไว้ที่ 1,795 จุด พร้อมกับแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยเป็น 50% จากเดิม 40% โดยมองความเสี่ยงภายนอกยังมีอยู่ สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน ควรเน้นลงทุนหุ้นรายตัว ที่มีการเติบโตตามเศรษฐกิจในประเทศ และเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่

                - หุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น : KBANK

                - หุ้นส่งออกที่ปรับตัวจากผลกระทบการค้าโลกได้ : HANA

                - หุ้นสาธารณูปโภค : SCC, STEC, WHA

                - หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภาคครัวเรือน : ADVANC, DTAC, BJC, CPALL, PLANB

 


Related News