วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

 

ปิดตำนาน

กม. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

                                              

พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2561 ที่ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563

         วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นตำนานมากว่า 11 รัฐบาล โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะช่วยให้การจัดเก็บรายได้มีความเป็นธรรม และให้ท้องถิ่นมีงบประมาณพอเพียงในการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

          “พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นตำนานมากว่า 11 รัฐบาล โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนสามารถบังคับใช้ได้ในปี 2563 ถือเป็นการปิดตำนานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ยืดเยื้อมานาน”

 

ปฏิรูปโครงสร้างภาษีทรัพย์สิน

จัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม

วิสุทธิ์กล่าวว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นภาษีประเภทใหม่ที่จะนำมาใช้จัดเก็บแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจะเป็นของ อปท. เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินหรือรายได้ของรัฐบาล 

ทั้งนี้ เนื่องจากภาษีเดิมทั้ง 2 ประเภทได้ออกมาบังคับใช้เป็นเวลานานมาก โดยภาษีโรงเรือนและที่ดินออกมาตั้งแต่ปี 2475  ซึ่งใช้ฐานค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีในการประเมินภาษี จึงซ้ำซ้อนกับการเก็บภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน โดยการประเมินค่ารายปีขึ้นกับดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ อัตราภาษีก็กำหนดไว้สูงมากคือร้อยละ 12.5 ของค่ารายปีหรือเทียบเท่ากับค่าเช่าเดือนครึ่ง

          ส่วนภาษีบำรุงท้องที่ออกมาตั้งแต่ปี 2508  มีปัญหา 2 แบบ คือ 1. ฐานภาษีไม่เป็นปัจจุบัน  2. อัตราภาษีมีการกำหนดตามชั้นของราคาปานกลางที่ดินถึง 34 ชั้น และมีลักษณะถดถอย โดยที่ดินที่มีมูลค่าสูงเสียภาษีในอัตราภาษีเฉลี่ยที่ต่ำกว่าที่ดินที่มีมูลค่าต่ำ

วิสุทธิ์กล่าวต่อว่า หัวใจของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือเพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีทรัพย์สินให้มีความทันสมัย เป็นสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศ และแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีที่ดิน โดยให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมถึงลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินภาษี และกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระจายการถือครองที่ดิน ลดปัญหาการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร  

 นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเป็นอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ อปท. สร้างความเข้มแข็งและโปร่งใสในการบริหารหารคลังของ อปท. และช่วยให้ท้องถิ่นมีงบประมาณพอเพียงในการพัฒนาพื้นที่ ทั้งการลงทุนและจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพต่อประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความเจริญในระยะยาว

รวมทั้ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ในการตรวจสอบการดำเนินงานของ อปท. ว่ามีการเก็บภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีการติดตามการใช้จ่ายเงินภาษีซึ่งเก็บภาษีจากประชาชนในพื้นที่ไปพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของประชาชนหรือไม่

โดยฐานภาษีจะมาจากมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ผู้เสียภาษี ได้แก่ เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เจ้าของห้องชุด ผู้ครอบครองทรัพย์สินของรัฐ (ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง) ส่วนผู้จัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และ เมืองพัทยา

ทั้งนี้ ในกระบวนการจัดเก็บภาษีจะมีกรรมการหลายระดับที่ค่อนข้างจะรัดกุม  ทั้งกรรมการในระดับนโยบาย กรรมการระดับจังหวัด และกรรมการอุทธรณ์ ซึ่งจะเริ่มมีการสำรวจภาษีตามฐานภาษีของกฎหมายใหม่ในปี 2562 หลังจากนั้นจะติดประกาศไว้ที่ทำการ อปท. รวมทั้งแจ้งไปยังผู้ที่ต้องเสียภาษีเพื่อให้รับทราบอย่างทั่วถึง 

 

มาตรการดูแลผลกระทบ

ยกเว้น-ลดหย่อน-ผ่อนปรน

            วิสุทธิ์กล่าวว่า เมื่อพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ จะมีมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีการยกเว้นให้กับเกษตรกรรม บ้านหลังหลัก ทรัพย์สินของรัฐ ทรัพย์ส่วนกลาง ศาสนสมบัติ องค์กรระหว่างประเทศ ทรัพย์ของเอกชนที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ

นอกจากนี้ ยังมีการลดหย่อนให้กับสถานศึกษาเอกชน กิจการสาธารณะ เช่น กีฬาพิพิธภัณฑ์ บ้านมรดก  และมีการผ่อนปรน โดยทยอยปรับภาษีส่วนที่เพิ่มจากเดิมร้อยละ 25 ร้อยละ 50 และร้อยละ 75 ในช่วง 3 ปีแรก

            สำหรับการดูแลผลกระทบให้เกษตรกร เกษตรกรไม่ต้องเสียภาษีใน 3 ปีแรก และในปีที่ 4 เป็นต้นไปจะได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละเขตองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรวมกันไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นการถาวร ซึ่งเกษตรกรร้อยละ 99.96 ไม่ต้องเสียภาษี มีเพียงร้อยละ 0.04 ของทั้งประเทศ หรือ 2,700 แปลงที่ต้องเสียภาษี (ข้อมูลปี 2558 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

            ด้านการดูแลผลกระทบบ้านพักอาศัย จะยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีให้กับที่พักอาศัยที่เจ้าของมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นการถาวร โดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษี 10 ล้านบาทในกรณีเป็นเจ้าของเฉพาะบ้าน และ 50 ล้านบาท ในกรณีเป็นเจ้าของทั้งบ้านและที่ดิน นอกจากนี้ยังลดภาษีลงร้อยละ 50 ให้กับที่พักอาศัยที่เจ้าของได้รับมรดกและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และเสียภาษีในอัตราต่ำร้อยละ 0.02-0.10

            ทั้งนี้ ที่พักอาศัยที่เจ้าของใช้เป็นบ้านหลักเกือบทั้งหมดจะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากที่พักอาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท มีสัดส่วนร้อยละ 99.96 ของที่พักอาศัยทั้งหมด (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2556) ส่วนที่พักอาศัยที่เจ้าของใช้เป็นบ้านหลักที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งทั่วประเทศมีทั้งหมดประมาณ 8,500 หลัง จะต้องเสียภาษีโดยคำนวณจากมูลค่าของทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาท

            สำหรับบ้านที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเองกับบ้านที่เจ้าของให้ผู้อื่นเช่าจะต้องเสียภาษีต่างกัน โดยบ้านที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเองจะต้องเสียภาษีในอัตราของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านพักอาศัย แต่การให้เช่าบ้านเป็นการทำธุรกิจ ซึ่งเจ้าของบ้านได้รับผลตอบแทนจากการให้เช่าจะต้องเสียภาษีในอัตราของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทอื่นๆ  (พาณิชยกรรม) เช่นเดียวกับห้องชุดที่มีกรรมสิทธิ์และห้องชุดที่มีสิทธิ์การเช่าระยะยาว

            ขณะที่การดูแลผลกระทบสำหรับธุรกิจ SMEs ในกรณีที่ธุรกิจ SMEs มีภาระภาษีใกล้เคียงภาษีเดิมหรือลดลงเมื่อเทียบกับที่เสียในปัจจุบัน ให้เสียภาษีตามฐานใหม่  ส่วนในกรณีที่ต้องเสียภาษีมากขึ้นเมื่อเทียบกับที่เสียในปัจจุบันจะได้รับการบรรเทาภาระภาษี  โดยให้ทยอยเสียภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้น ปีที่ 1 ในอัตราร้อยละ 25 ปีที่ 2 อัตราร้อยละ 50 และปีที่ 3 อัตราร้อยละ 75

            ส่วนกรณีธุรกิจบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินเป็นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการซื้อที่ดินมาเก็บไว้เพื่อรอการพัฒนาเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย  รวมถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการขาย จะเสียภาษีในอัตราต่ำที่ร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

  

ติดตามคอลัมน์ ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2562 ฉบับที่ 441 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi 


Related News